TRIPLE FRONTIER: หนังตัวท็อปของเน็ทฟลิกซ์ประจำเดือนมีนาคม ที่ขนดาราชายระดับหัวแถวมาเจอกันถึงห้าคน เบน อัฟเฟล็ค, ออสการ์ ไอแซ็ค, ชาร์ลี ฮันแนม, จาร์เร็ทท์ เฮ็ดลันด์, เปโดร พาสคาล ส่วนผู้กำกับของหนังเป็น เจ.ซี. ชานเดอร์ เจ้าของผลงานชั้นเยี่ยมอย่าง Margin Call และ All is Lost
ถือว่าหน้าหนังนั้นดีงามมาแต่ไกล
ส่วนตัวเรื่อง Triple Frontier เป็นเรื่องของกลุ่มอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษทางทหาร ที่กลับมารวมตัวอีกครั้งเพื่อทำภารกิจสอดแนมพ่อค้ายาเสพติดชาวบราซิล ที่ไปๆ มาๆ แทนที่จะส่งให้หน่วยเหนือเข้าจัดการเป็นเรื่องเป็นราว พวกเขากลับตัดสินใจที่จะหาทางปล้นพ่อค้ายาเสพติดรายนี้แทน แม้จะวางแผนเอาไว้ดิบดี แต่ทุกอย่างกลับพลิกผัน พวกเขาต้องเจอกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ และแทนที่จะเชิดหายไปพร้อมเงินสบายๆ ต้องดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อเอาตัวเองให้รอด
เทียบกับหนังสร้างชื่อสองเรื่องที่ว่ามาชองชานเดอร์ Triple Frontier ถือว่ามีความแตกต่างชัดเจน อย่างน้อยๆ หนังมีความเป็นงานแอ็คชันเต็มตัว ไม่ใช่ดรามาว่าด้วยตลาดหุ้น ที่มีเหตุการณ์ให้ลุ้นระทึกจากการเล่าเรื่องที่ฉับไว เต็มไปด้วยพลังแบบ Margin Call, ไม่ใช่งานดรามา ว่าด้วยการเอาตัวรอดที่ทำให้ระทึกได้ไน่น้อย เหมือน All is Lost งานฉายเดี่ยวของลุงโรเบิร์ท เรดฟอร์ด
แล้วก็อาจจะทำให้นึกถึงหนังแอ็คชันหลายๆ เรื่องในอดีต ที่ว่าด้วยปฏิบัติการทางทหารที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดหรือวางแผนเอาไว้
การเล่าเรื่อง เนื้อหาของหนัง จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวา มาพร้อมสูตรสำเร็จเก่าๆ เดิมๆ ที่เห็นกันตั้งแต่การรวมทีมเพื่อปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ การวางเงื่อนไขให้ตัวละครว่าจำเป็นต้องโดดเข้ามาจับงาน เพื่อที่ชีวิตจะดีขึ้นมาได้บ้าง หากทุกอย่างประสบความสำเร็จตามแผน เมื่อแต่ละคนก็มีปัญหาส่วนตัวรวมไปถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ด้วยกันทั้งนั้น แถมมูลเหตุที่ทำให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คิด ก็เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ทำให้แผนการเทือกๆ นี้ประสบปัญหา นั่นก็คือความโลภ ส่วนตอนจบก็เป็นสิ่งที่คอหนังน่าจะเดาได้อยู่แล้วว่าจะต้องออกมาอย่างที่เห็น
ความลึกของตัวละครก็ไม่ถึงกับตื้นเขิน แต่ก็ไม่ไดัมีมิติมากมาย ที่น่าเสียดายก็คือ หนังไม่สามารถเล่นกับความสัมพันธ์ของตัวละคร เพื่อทำให้รู้สึกซาบซึ้ง, ประทับใจ หรือโศกเศร้าได้สักเท่าไหร่ ที่แปลกก็คือ หนังไม่ยักกะใช้ความขัดแย้งของตัวละครให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ คือมี แต่ก็ไม่ได้เน้นเป็นจริงเป็นจัง อย่างที่มักจะเห็นกันบ่อยๆ แล้วที่ตลกก็คือ กับการที่แต่ละคนก็ดูเหมือนเป็นนักฆ่า และอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเอาตัวรอดอย่างที่เห็น หากยังเป็นพวกมีมนุษยธรรม ไม่อยากฆ่าเด็กๆ ที่เป็นพวกแก๊งซึ่งมีเป้าหมายจัดการกับพวกเขาซะอย่างนั้น แล้วในเรื่องของสีสันความแสบของตัวละครแต่ละราย ก็ไม่ได้จัดจ้านอะไรเลยหากเอาไปเทียบกับตัวละครในหนังสไตล์นี้จากอดีต ไม่ว่าจะเป็น The Dirty Dozen หรือหนังฉกอย่าง The Italian Job ห้าหนุ่มใน Triple Frontier ดูใสๆ สะอาดๆ จนทำให้ตัวละครขาดเสน่ห์ไปจม
เอาเป็นว่าในทางดรามา หนังก็ไปไม่สุด ตัวละครก็ชืดๆ หันมาดูทางแอ็คชัน นอกจากฉากบุกเข้าไปในรังของพ่อค้ายาเสพติดแล้ว Triple Frontier ก็ไม่มีอะไรที่ ‘โดน’ ในแง่มุมของความเป็นหนังแอ็คชันนัก
แล้วอะไรที่เป็นจุดแข็งของหนัง? คำตอบก็คือ ไม่พ้นการแสดงของนักแสดงทั้งห้าคน ที่รับ-ส่งเข้าขากันได้ดี แม้จะเป็นพิมพ์ที่เห็นกันเป็นประจำก็ตาม นอกจากนี้บทก็เฉลี่ยความสำคัญให้กับพวกเขาได้ในแบบพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้ดี ลงตัว แม้ตัวละครของออสการ์ ไอแซ็คดูเด่นกว่าคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ถึงโดดออกมา
อีกอย่างก็คือ เรื่องราวที่แม้พอจะคาดเดาได้ แต่ก็คงไม่แน่ใจหรอกว่า ทั้งห้าคนจะรอดได้ครบไหม? หรือใครที่จะจากไประหว่างทาง? ก็พอทำให้อยากเกาะติดกับหนังไปจนถึงที่สุด แต่ก็เป็นไปในแบบกั้กๆ เหมือนตัวหนังที่ดรามาก็ขาด แอ็คชันก็ไม่พอ ตัวละครก็จืดไปนิดนั่นละ
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทนฉบับที่ 1277 ปักษ์แรกเมษายน 2562















