X-MEN: DAYS OF FUTURE PAST: ไบรอัน ซิงเกอร์กลับมาทวงสิ่งที่ตัวเองเริ่มต้นเอาไว้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี หลังหลงผิดไปทำ Superman Returns ปล่อย X-Men: The Last Stand ถูกปู้ยี้ปูยำโดยเบร็ทท์ แรทเนอร์ ก่อนจะได้แม็ทธิว วอห์น มากอบกู้โดยเลือกจะเริ่มต้นใหม่ด้วย X-Men: First Class
อาจจะดูเหมือนภาคต่อของ First Class แต่เรื่องราวก็เชื่อมกับหนัง X-Men ชุดแรกได้อย่างกลมกลืน เรื่องถูกเล่าอย่างสนุก ครบรส อารมณ์ขัน ความสิ้นหวัง ฉากแอ็คชัน ขณะที่ฝั่งดราม่า ก็เล่นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครได้อย่างมีพัฒนาการ น่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นฟากฝั่งใด หรือเมื่อเคลื่อนเรื่องไปทางไหน แล้วก็ต่อติดกับหนังเรื่องก่อนๆ ในชุด สถานการณ์มีหักมุมพลิกผันไปมา ในแบบยากจะเดาทางอยู่เหมือนกัน แต่ถึงจะดูสิ้นหวังและหดหู่ขนาดไหน หนังก็ปิดจบลงได้อย่างอบอุ่น และงดงาม
กับตัวละครใหม่ๆ ที่มาไม่น้อย และเหมือนเคย มีบทนิดๆ หน่อยๆ หากที่ต่างจาก The Last Stand ก็คือ ทุกคนได้รับการจดจำ อาจจะไม่มาก แต่ก็ไม่ใช่ตัวละครที่บินไปบินมาไร้ความสำคัญ โดยเฉพาะ ควิกซิลเวอร์ ที่ทำให้มาร์เวลต้องคิดหนักสำหรับตัวละครตัวเดียวกันใน Avengers: Age of Ultron เมื่อเปิดตัวในหนังเรื่องนี้ได้อย่างมีเสน่ห์ โดยเฉพาะฉากเพลง Time in a Bottle ที่ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของหนังเลยก็ว่าได้
และเมื่อถึงบทสรุป ซิงเกอร์ก็ละลายหนัง X-Men ของตัวเอง กับหนัง First Class ผสมสานจนเป็นเนื้อเดียวกัน ในแบบที่สามารถเปิดโลกใบใหม่ให้กับหนังชุดนี้ ได้ไม่ต่างไปจากที่ เจ.เจ. เอบรามส์ ทำกับ Star Trek
ปัญหาอย่างเดียวของหนังชุดนี้ หรืออาจจะหมายถึงหนังเรื่องนี้ก็คือ ดูจะพึ่งพาตัวละครวูลฟ์เวอรีนมากจนเกินไป ถ้ามากไปกว่านี้อีกสักหน่อย ก็แทบจะกลายเป็นหนัง Wolverine ตอนพิเศษด้วยซ้ำไป ในขณะที่ก็เห็นได้ชัดว่า ฮิวจ์ แจ็คแมนไม่ได้เป็นอมตะเหมือนตัวละครที่ตัวเองเล่น
เป็นหนึ่งในหนัง X-Men ที่เยี่ยมที่สุด และเป็นหนัง X-Men แห่งอดีตและอนาคตกาลได้อย่างไม่ต้องสงสัย
โดย นพปฎล พลศิลป์















