Warm Bodies (2013) : โรมิโอ (R) กับ จูเลียต (จูลี่) ยุคซอมบี้เกิดใหม่
โดย เกรียนหนัง
จาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=155017814654553&set=a.113215048834830.20429.112834835539518&type=1&theater
เป็นหนังที่เอาองค์ประกอบเก่าๆ มารวมกันในมุมแปลกๆ จนได้ผลลัพธ์ที่เป็นความสดใหม่ และเมื่อบวกเข้ากับเสน่ห์ของนักแสดง ตลอดจนชั้นเชิงในการนำเสนอของผู้กำกับ โจนาธาน เลวิน ที่ทำหนังแบบเอาใจตลาด แต่ออกมาไม่เลี่ยน ไม่เน่าแล้ว ถือได้ว่า Warm Bodies เป็นหนังโรแมนติกคอมมิดี้แหวกแนว ชวนน่าหลงไหล สำหรับคนชอบหนังเท่ๆ เก๋ๆ เลยทีเดียว
ในเบื้องต้น เรื่องราวความรักระหว่าง R ซอมบี้หนุ่ม กับแม่สาว จูลี่ ท่ามกลางโลกที่กำลังล่มสลายจนต้องสร้างกำแพงแบ่งแยกเขตแดนระหว่างซอมบี้และคนเป็นๆ ออกจากกันนั้น ชัดเจนเหลือเกินว่าเป็นเรื่องที่มาในแนวทางเดียวกับ “รักต้องห้าม” ของ โรมิโอกับจูเลียต ที่มีแบ็คกราวนด์เป็นความขัดแย้งระหว่างตระกูลคาพูเล็ต และมอนตาคิว (จริงๆ เอาแค่ชื่อ R กับ จูลี่ ก็ชัดมากแล้ว)
ซึ่งก็ถือว่าคนเขียนเรื่องต้นฉบับ ฉลาดพอที่เอาโครงเรื่องรักคลาสสิคเก่าๆ ขลังค์ๆ ของเช็คสเปียร์มาทำให้ดูเท่ ทันยุคทันสมัยมากขึ้น ด้วยการผนวกรวมเข้าไปในโลกของหนังซอมบี้ ที่กลับมาเกิดใหม่เป็นของฮิตสำหรับคนดูหนังยุคนี้อีกครั้ง หลังจากที่หนังซอมบี้เคยได้รับความนิยมในช่วงปลายยุค 60s – 70s ก่อนจะเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็วในเวลาถัดมา
นอกจากมีไอเดียตั้งต้นที่น่าสนใจเป็นทุนแล้ว เคมีที่เข้าคู่กันเป็นอย่างดีของนักแสดงนำทั้งสองคน ก็ถือว่ามีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้เรื่องราวความรักเพี้ยนๆ แปร่งๆ ที่ควรจะนองเลือดนี้ กลับกลายเป็นความกุ๊กกิ๊กแสนโรแมนซ์ ที่สามารถตะล่อมคนดูให้เชื่อได้จริงๆ ว่าสถานการณ์ตามที่หนังนำเสนอ มันก่อให้เกิดความสัมพันธ์พิเศษๆ ระหว่างคนกับซอมบี้ขึ้นมาได้
โดยเฉพาะนักแสดงอย่าง นิโคลัส ฮอลท์ ต้องบอกว่าเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องของทีมแคสติ้ง เพราะเสน่ห์เฉพาะตัวของพี่แกเจิดสุดๆ ในคราบของศพเดินดินสุดหล่อ
รวมไปถึงเพลงประกอบสุดไพเราะเพราะพริ้ง ก็นับเป็นอีกองค์ประกอบที่มีบทบาทเป็นอย่างมากในหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่เป็นหนังที่ใช้เพลงได้ฟุ่มเฟือยที่สุดเรื่องหนึ่ง จนบางช่วงให้อารมณ์คล้ายมิวสิควิดีโอเลยก็มี แต่ก็ต้องยกประโยชน์ให้ เพราะขึ้นชื่อว่าหนังรักแมสๆ ตลาดๆ ย่อมขาดไม่ได้กับเพลงเพราะๆ หวานๆ
และที่สำคัญนี่เป็นการใช้เพลงแบบถูกที่ถูกจังหวะ และมีความหมายต่อเนื้อเรื่อง ขณะเดียวกันตัวเพลงก็สามารถทำหน้าที่เป็นมุกไปด้วยในตัว อาทิ Hungry Heart ของ Bruce Springsteen ที่เนื้อเพลงถือเป็นความตลกร้ายที่เข้ากันกับสถานการณ์ที่ว่าด้วย ซอมบี้-ความหิว-หัวใจ-ความรัก หรือ Patience ของ Guns N’ Roses ที่ถูกใช้มาทำหน้าที่อธิบายแทนความรู้สึกของซอมบี้ R (เป็นซอมบี้พูดไม่ได้)
แต่หากว่าเราโละฉากหน้าที่เป็นความรักระหว่างคนกับซอมบี้ทิ้งไป นี่คือก็หนังที่ว่าด้วย “คุณค่าของการมีชีวิต” ซึ่งหนังสื่อออกมาตรงๆ ผ่านบรรดาซอมบี้ที่พยายามจะกลับมาเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึก มีความฝัน และมีความรักอีกครั้ง ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับพวกตัวร้ายของเรื่องอย่าง โบนี่ ที่ถลำลึกในการ “ไร้ชีวิต” จนเกินเยียวยา กระทั่งมีสภาพไม่ต่างจากซากที่..อยู่เพื่อกิน
ถัดจากนั้นหนังยังพูดถึงประเด็นเรื่องการอยู่ร่วมกัน และปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมันมาพร้อมกับการเปิดใจ การให้โอกาส ขณะเดียวกันฝ่ายที่ได้รับโอกาสก็ต้องพร้อมที่จะพิสูจน์ และเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะกับความสัมพันธ์ระดับคนทั่วๆ ไป หรือความสัมพันธ์ระดับคนรักกัน ก็ตามที
เทียบกับผลงานก่อนหน้านี้อย่าง 50/50 ของผู้กำกับ โจนาธาน เลวิน เอง ในแง่ของความหนักแน่นจริงจังของเนื้อหา ต้องยอมรับว่า Warm Bodies อ่อนด้อยกว่า แต่ด้านความสด ความหวือหวาจี๊ดจ๊าดของโปรดักชั่น หนังซอมบี้มีรักเรื่องนี้กินขาด
สุดท้ายต้องย้ำเน้นๆ ชัดๆ อีกทีว่านี่มัน…หนังตลกโรแมนติก ไม่ใช่หนังสยองขวัญนะจ๊ะ!
คะแนน : สี่ดาวจ้า
(โรมิโอกับจูเลียต + ซอมบี้ + เนื้อหาดีๆ + นักแสดงสวยหล่อ + เพลงเพราะๆ = ขนาดนี้แล้วจะเอาอะไรอีก!! 14 กุมภานี้ ควงกิ๊ก ควงแฟนไปดูได้เลย หนังไม่แหวะ ไม่น่ากลัว แต่น่าร๊ากก!)















