INTO THE NEW ERA / F.Hero
[What The Duck]
เอฟ.ฮีโร อาจจะเป็นชื่อใหม่ที่เพิ่งรู้จักหรือได้ยินกัน แต่จริงๆ แล้วเป็นชื่อของแร็ปเปอร์หน้าเก่าที่ทำงานเพลงมานานร่วมๆ 2 ทศวรรษ ที่รู้จักกันในนาม ฟักกลิ้งฮีโร หรือ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร ที่มีชื่อจริงๆ ว่า ณัฐวุฒิ ศรีหมอก ที่แม้จะไม่มีอัลบัมออกมาเลยในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา และหากจำไม่ผิด อัลบัมสุดท้ายของเอฟ.ฮีโร ก็น่าจะเป็นงานอัลบัมที่สองในฐานะฮิพ-ฮ็อพดูโอ สิงห์เหนือเสือใต้ เมื่อปี 2548
แต่เอฟ.ฮีโรก็ถือว่าอยู่ในซีนดนตรีมาตลอด เพราะมีงานซิงเกิลปล่อยให้ฟังกันอย่างต่อเนื่อง หากไม่ใช่ซิงเกิลของตัวเอง ก็เป็นเพลงที่ไปฟีเฌอริงกับศิลปินรายอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงฮิต ที่นอกจากคลื่นวิทยุจะเปิดให้ได้ยิน คลับ-ผับ-เธค ก็มีให้ฟังกันบ่อยๆ นอกเหนือไปจากจะไปปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ ที่ไม่ใช่แค่แขกรับเชิญ แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินรายการ รวมถึงเป็นนักแสดงทั้งละครทั้งหนังใหญ่
แล้วไม่ใช่แค่มีงานออกมาในบ้านเรา เอฟ.ฮีโรยังไปทำงานกับศิลปินระดับโลก อย่าง Baby Metal ในเพลง “Papaya” หรือว่า “ส้มตำ” ที่กลายเป็นเรื่องฮือฮาอีกเรื่องในวงการเพลงบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา
เอาเป็นว่านับตั้งแต่เปิดตัวในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของ สิงห์เหนือเสือใต้ ในปี 2546 แล้วมีอัลบัมมาสองชุด เอฟ.ฮีโรเดินหน้าทำงานต่อจนกลายเป็นเจ้าพ่ออีกคนในแวดวงเพลงแร็ปของบ้านเรา ไม่ต่างไปจากโจอีย์ บอย ที่เป็นคนแนะนำเขาให้แฟนเพลงบ้านเราได้รู้จัก เมื่อครั้งทำค่ายเพลงก้านคอคลับ ที่อยู่ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี เมื่อหลายปีก่อน
หลังทำเพลงเด่นๆ เป็นที่รู้จักมาอย่างต่อเนื่อง เอาแค่ที่เป็นของเจ้าตัวเอง อย่าง “ราตรีสวัสดิ์” ที่ทำกับธีร์ ไชยเดช, เพลง “พลังแสงอาทิตย์” ที่ฟีเฌอริงกับคิว Flure หรือเพลงที่มาเดี่ยว “ชูใจ” เอฟ.ฮีโรก็ปล่อยอัลบัมเต็ม (ที่น่าจะเป็นชุดแรก) ของตัวเองออกมาซะที ในช่วงเวลาที่เหลืออีกแค่ 4 ปี จะครบสองทศวรรษการทำงานในวงการ
ก็ไม่รู้ว่าอัดอั้น หรือมีของในตัวมากมาย หรือจะเป็นได้ทั้งสองอย่าง เอฟ.ฮีโร เลยจัดหนักกับอัลบัมชุดนี้ที่ใช้ชื่อว่า Into the New Era แบบเต็มที่ เมื่อทำเป็นอัลบัมคู่มีเพลงให้ฟังกันยาวๆ ร่วมสองชั่วโมง ทั้งหมด 32 เพลง (นับรวมพวก Skit และ Interlude ทั้งหลาย) ที่น่าสนใจก็คือ ในงานอัลบัมคู่ชุดนี้ (หากจำไม่ผิด) ไม่มีเพลงที่เคยถูกเป็นซิงเกิลมาก่อนหน้ารวมอยู่ด้วยเลย
แม้ด้วยปริมาณของเพลง จะเหมือนอั้นมานาน แล้วถึงวันระเบิดลงตูมใส่มาหมดแม็ก แต่เพลงก็ไม่ใช่งานในแบบทำโดยคนแรงเหลือแต่ขาดสติ ไม่เผื่อพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรรค์ หรือคัดเลือกว่าอะไรที่ใช่หรือไม่ใช่
มองเห็นกันง่ายๆ ตั้งแต่การจับแขกรับเชิญทั้งหลายที่มีในเกือบทุกเพลงมาใส่ได้อย่างลงตัว ทั้งในเรื่องการผสมผสานดนตรีที่เป็นที่ทางของแขกรับเชิญแล้วผสมเข้ากับตัวเองได้อย่างกลมกลืน ไม่เลอะเทอะ และไม่ทำให้เนื้องานโดยรวมดูซ้ำซาก รู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองควรนำและควรตาม อย่าง “Leave Me” ที่อิงค์ วรันธร-ไนซ์ ซีเอ็นเอ็กซ์รับชวน, “Your Own Heart” ที่ทำกับแว่นใหญ่ ที่ออกมาเป็นเพลงป็อปลูกผสมกับแร็ป มีดนตรีป็อปเป็นพื้น ส่วนแร็ปกลายเป็นความฉูดฉาด เป็นลูกเล่นในเพลงไป หรือ “Michael Collins” ที่จับ Lomosonic มาใส่ท่อนแร็ปแล้วทำให้กลายเป็นเพลงหนึ่งในอัลบัมของเอฟ.ฮีโร ได้อย่างไม่เคอะเขิน ส่วน “Railway” ที่ได้สุรชัย จันทิมาธร มาเป็นเสียงนำ ก็เป็นโฟลค์ร็อคสนุกๆ ในบรรยากาศเดียวกับ “หนุ่มพเนจร” แต่ด้วยดนตรีที่ร่วมสมัย และมีซาวนด์ที่ทันยุคมากกว่า
ซึ่งต่างกลมกลืนเข้ากับภาคแร็ปที่มีได้อย่างเนียนสนิท
และทำให้ตัวอัลบัมเต็มไปด้วยทางดนตรีที่หลากหลาย อารมณ์ บรรยากาศที่มากมาย รวมถึงเป็นงานที่ฟังสนุก มีพลังขับเคลื่อนที่ส่งจากเพลงหนึ่งไปสู่เพลงหนึ่งได้ลื่นไหลและฟังเพลิน
การใช้เสียงของศิลปินที่มาร่วมงานแต่ละรายก็แตกและอ่านขาด รู้ว่าจะใช้ยังไง เช่น การให้อ. ไข่ มาลีฮวนนา เป็นภาคอารมณ์ในอีกด้านจาก “Man on the Moon” หรือเสียงร้องของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ใน “Alarm” ที่ฟังต่างจากเพลงอื่นๆ ที่พงษ์สิทธิ์เคยไปร่วมงาน
การจัดสรรเพลง ก็ไล่แบ่งตามอารมณ์ดนตรีได้อย่างลงตัว ทั้งสองช่วงหรือสองแผ่นของอัลบัม ต่างเริ่มจากงานฮิพ-ฮ็อพหนักๆ แล้วก็คลี่คลายเป็นป็อปหรือเป็นเพลงที่ขายอารมณ์มากขึ้น โดยไม่มีสะดุด และใช้ Skit หรือ Interlude อย่างได้ผล ทั้งในแง่ของการเชื่อมอารมณ์ดนตรี ที่บางทีก็เป็นการนำไปสู่เพลงใหม่ บางครั้งก็คือการเสริมเรื่องราวในเพลงให้สมบูรณ์มากขึ้น อย่าง “Alarm” ที่รับด้วย “Skit แม่ปลุก” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง สำหรับการเล่าเรื่องของเอฟ.ฮีโร ที่มีเรื่องราวหากไม่ชัดเจน อย่างน้อยก็มีเนื้อหาให้เกาะติด
หากสังเกตเพลงในครึ่งแรก (หรือแผ่นแรก) จะว่ากันที่เรื่องราวความเป็นมาของตัวเอง ทั้งชีวิต และการทำงานในช่วงต้นๆ ขณะที่แผ่นหลังซึ่งเริ่มจาก “Intro No Fear” จะเล่าถึงช่วงเวลาหลังจากมีชื่อเสียงเป็นของตัวเอง ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก มุมมอง แม้จะไม่ถึงกับเป๊ะแต่ก็พอมีความเชื่อมโยงบางๆ หรือคอนเส็ปท์เบาๆ ไม่ใช่งานที่ต่างทำ ต่างเขียน แล้วก็เอามาใส่ในอัลบัมเดียวกัน-จบ ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า แล้วบรรดาเพลงของเอฟ.ฮีโร ที่ทำออกมาในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นหายไปไหนได้ดี
เรื่องราวก็ไม่ใช่งานในแบบภาษาพาไป ทุกเพลงมีเนื้อความเป็นเรื่องเป็นราว รวมไปถึงถ้อยคำภาษาที่เรียงร้อยกันได้เป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของสัมผัส และความหมาย ที่ฟังได้ลื่นสมกับเป็นการร่าย ที่ไม่จำเป็นต้องเอาบีทหรือท่วงทำนองมาช่วยเลยก็ยังไหว ที่แค่เพลงเปิดอัลบัม “F. Hero” ที่บอกเล่าความเป็นมาในช่วงเริ่มต้นของตัวเอง ก็บอกได้ครบถ้วนกระบวนความทั้งเรื่องราว ทั้งการเป็นนักเล่าเรื่องของเจ้าของอัลบัม
อาจจะมียกเว้นหรือตะขิดตะขวงใจอยู่บ้างก็ “ช่างแม่-” เพลงสุดท้ายของอัลบัม ที่เป็นงานแร็ปแบบโอลด์สคูลไว้หนึ่งเพลง กับเนื้อหาภาษาที่ดู ‘แรง’ เกินความจำเป็น เพราะด้วยศักยภาพที่มีของเอฟ.ฮีโร หากจะทำเพลงที่มีเป้าหมายไม่ต่างกับเพลงนี้ ด้วยเนื้อหาเรื่องราวที่มีชั้นเชิงกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องยากเลย
แต่ถ้ามองในอีกมุม ว่าเป็นการระเบิดอารมณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว ในแบบดิบๆ เอากันง่ายๆ ไม่ต้องการปรุงแต่งก็พอเป็นข้อยกเว้นให้ได้ ซึ่งก็เห็นได้จากการเลือกดนตรีเป็นงานแบบโอลด์สคูล แต่ก็อดเสียดายความคมคาย และแง่มุมต่างๆ ที่ได้ยินในเพลงก่อนๆ หน้าไม่ได้ บางทีคงต้องใช้ความรู้สึกแบบ “ช่างแม่-“ ไม่ต่างไปจากคนทำงานในการฟังเพลงนี้ เพลงที่ในโลกของฮิพ-ฮ็อพ โลกของแร็ป ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่สามารถบั่นทอนความเยี่ยมยอดที่มีมาตั้งแต่ต้นให้ลดลงไปไหนได้
ความยอดเยี่ยมที่บอกได้เลยว่า อยู่ในระดับที่ทำให้ Into the New Era คือหนึ่งในอัลบัมที่ดีที่สุด และสมควรมอบเวลาอันยาวนานให้ที่สุดชุดหนึ่ง ถ้าต่อด้วยของวงการเพลงไทยยุคใหม่ มันดูเกินไป
ต่อด้วยในปีที่ผ่านมา หรือว่าในรอบทศวรรษที่กำลังจะหมดไป ก็ไม่ใช่อะไรที่เกินเลยหรือผิดไปแน่นอน
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน มกราคม 2563
[one_half][/one_half][one_half_last][/one_half_last]















