THE SEA / Corinne Bailey Rea [Warner Music]
Corinne Bailey Rea ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตรสารดนตรีชื่อดังของเกาะอังกฤษที่ชื่อ Mojo ไว้ว่า “ฉันมีนักร้องที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับฉันมาตั้งแต่เด็ก 5 คน ซึ่งมีส่วนผลักด้นให้ฉันมีพลังในการเป็นนักร้องและใช้ชีวิตอยู่กับเสียงเพลงบนถนนสายดนตรีในวันนี้ คือ Nina Simone เพราะฉันทั้งได้ฟังน้ำเสียงการร้องของเธอมาตั้งแต่เล็กๆ และได้มีโอกาสได้ดูเธอร้องแบบสดๆ ที่ Montreux Festival โดย Questlove แห่ง The Roots เป็นคนนำฉันเข้าไปดูการแสดงแบบใกล้ชิดมาก เธอได้ปลดปล่อยพลังการร้องออกมาอย่างหนักหน่วง ส่งความรู้สึก ต่อคนดูอย่างรุนแรง ผู้คนได้พากันกล่าวขวัญถึงโชว์ในครั้งนั้นของเธอกันอย่างอื้ออึง เพราะแต่ละเพลงที่เธอร้องนั้นมันได้ถูกซึมซับและเข้าไปสิงสู่อยู่ในหัวใจของผู้คนและตัวฉันตั้งแต่บัดนั้นจนถึงวันนี้
“คนต่อมาคือ Curtis Mayfield เขาเป็นนักร้องสไตล์อาร์แอนด์บีจากยุค 60s ที่สร้างความลุ่มหลงให้กับฉ้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น มาจาก แผ่นเสียงแผ่นแรกที่ฉันมีคืออัลบั้ม There’s No Place Like America Today หลังจากที่ฟังจบฉันพูดได้คำเดียวว่า ‘นี่คือดนตรีที่ฉันอยากร้องและเล่นมัน’, Bjork แน่นอนว่าต้องเป็นเธอคนนี้ ครั้งหนึ่งฉันเคยไปดูการแสดงของเธอที่แบล็คพูล ซึ่งเธอมีแฟนเพลงที่ไปดูมากกว่าโชว์ของฉันหลายเท่า ฉันเลยได้ฟังแค่เสียงที่ส่งมาถึงซึ่งท่วมท้นไปด้วยพลังอันมหาศาลและแข็งแรง ไม่ต่างไปจากกำแพงหนาที่สายตาของฉันไม่สามารถมองทะลุผ่านไปได้ แม้จะใช้อะไรช่วยให้มองเห็นก็ตาม
“Leonard Cohen ศิลปินโฟล์ค ร็อคผู้ยิ่งใหญคนนั้นฉันเคยดูเขาเล่นที่แมนเชสเตอร์ในเพลง Hey, That’s No Time to Say Goodbye เขาได้ดึงฉันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเพลงนี้อย่างลึกสุดๆ คล้ายๆกับเวอร์ชั่นแรกๆ ของ Roberta Flacks เมื่อได้ฟังอีกครั้ง จึงทำให้ฉันนึกได้ทันทีว่า เขาเป็นคนแต่งเพลงนี้นั่นเอง
“และนักร้องคนสุดท้ายคือ Patti Smith หนึ่งในตำนานของนิวยอร์คพังค์ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งไม่ต้องบรรยายถึงน้ำเสียง ลีลาบนเวทีและการเขียนเพลงของเธอ ฉันได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่เป็นบทกวีรวมเล่มของเธอที่ชื่อ Auguries of innocence ซึ่งเป็นช่วงที่ฉันว่างพอดี ทำให้ฉันตระหนักถึงเรื่องราวที่เธอเขียนได้อย่างลึกซึ้ง จนทำให้ความรู้สึกภายในของฉันมีปฏิกริยาตอบรับกับกวีในบทต่างๆอย่างน่าทึ่ง”
แค่ชื่อของศิลปินระดับแถวหน้า 5 คนนี้ ก็พอที่จะการันตีถึงความสมบูรณ์แบบในดนตรีและน้ำเสียงของเธอได้แล้วว่า เธอคือตัวจริงเสียงจริงของวงการดนตรีโลกอีกคน ซึ่งอัลบั้มชุดแรกในปี 2006 ที่ใช้ชื่อเธอเป็นชื่ออัลบั้มนั้น ประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ กับแทร็คฮิตอมตะตลอดกาลอย่าง Like A Star และ Put Your Record On เนื่องจากมันเป็นจุดนัดพบที่ลงตัวพอดิบพอดีระหว่าง ดนตรีโฟล์คกับดนตรีโซล-อาร์แอนด์บี ที่ถูกเรียกขานใหม่ให้เป็น Neo-Soul ไปทันที แถมยังกระโดดข้ามไปอยู่กับกลุ่มของดนตรีอินดี ป็อปร็อคด้วยเช่นกัน แม้ในช่วงนั้นดนตรีฮิพ-ฮ็อพกำลังครองโลกอยู่ก็ตาม
[one_half][/one_half]
ในระหว่างที่เธอทำอัลบั้มชุดใหม่ The Sea ชุดนี้ Jason Rea ที่เป็นทั้งนักดนตรีชื่อดังที่เล่นเครื่องเป่าและเป็นทั้งสามีสุดที่รักของเธอ ได้เสียชีวิตไป เธอก็ยังคงเดินหน้าสร้างผลงานชุดนี้จนจบ ทั้ง 11 แทร็คก็ยังคงความเจิดจ้าสดใสไพเราะโปร่งเบาตามสไตล์ถนัดของเธอ และเธอก็ยังมีกะจิตกะใจที่มองโลกในแง่ดีเพื่อลบล้างความโศกเศร้าออกไปจากชีวิต โดยการเพิ่มเติมจังหวะจะโคนเข้าไปในเพลง Paris Nights/New York Mornings และ Papers Doll ส่วนแทร็คที่เหลือเธอก็ได้เพิ่มเติมในรายละเอียดต่างๆให้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ โดยมีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เป็นศิลปินชื่อดังอย่าง ราชินีโซล Erykah Badu, เจ้าหญิงอาร์แอนด์บี Jill Scott และ นาย Questlove แห่ง The Roots มาช่วยเหลือขัดเกลาจนออกมาไพเราะยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย ไม่ต่างไปจากอัลบั้มชุดแรกเลยแม้แต่น้อย ซึ่งน่าจะดีกว่าด้วยซ้ำไป
เมื่ออ่านจบบรรทัดนี้ ต่อไปคือหน้าที่ของคุณที่ต้องไปเปิดฟังอัลบั้มใหม่ชุดนี้ของเธอฟังแล้วล่ะ และไม่จำเป็นต้องเปิดฟังตอนไปทะเลเท่านั้น เพราะทุกๆ เพลงของเธอสามารถเปิดฟังได้ในทุกกาละเทศะและตลอดไป
โดย นรเศรษฐ หมัดคง คอลัมน์ รีวิวอัลบั้ม นิตยสาร Hamburger เดือน มีนาคม 2553
ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1449059675328970&set=pb.1439414162960188.-2207520000.1397502023.&type=3&theater
..คลิปเพลงทั้งอัลบั้ม The Sea ฟังต่อกันยาวๆจนจบอัลบั้ม
http://youtu.be/_f9tmZt547I















