10 เพลงซ่อนที่ต้องหามาฟัง

SHARE THIS
  • 9
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    9
    Shares

แฟชันหนึ่งของวงการเพลงยุค 90 ก็คือการมีเพลงซ่อนอยู่ในซีดี ที่หากเราไม่ลุกไปปิดเครื่องเล่นในตอนที่เพลงสุดท้ายของอัลบัมเหมือนจะจบลง ปล่อยให้มันยังคงทำหน้าที่ต่อไป ในบางอัลบัมจู่ๆ ก็จะมีเสียงของเพลงที่ไม่ระบุไว้ในปกดังขึ้นมา ที่หลายครั้งหลายคราก็เล่นเอาตกใจเหมือนกัน เพราะบางทีเพลงเหล่านี้ถูกทิ้งช่วงจากเพลงสุดท้ายของอัลบัมนานจนเราลืมไปว่าเปิดซีดีทิ้งไว้ หรือมัวแต่ใส่ใจกับอย่างอื่นจนเพลิน

 
ที่พอมาถึงยุคสตรีมมิง หรือว่าดิจิตอล ดาวน์โหลด ‘เสน่ห์’ ของเพลงซ่อนก็หมดไป และนี่คือบรรดาเพลงซ่อนดีๆ ที่ทางเว็บไซต์ NME แนะนำให้ไปหามาฟังกัน นับตั้งแต่ The Beatles ซ่อนเพลง “Her Majesty” เอาไว้หลังจากเพลงสุดของอัลบัม The White Album จบลงไปแล้วเป็นสิบวินาที

“Sick Party” ของ Ash: เพลงที่กว่าจะได้ฟังก็ต้องรอให้เพลงสุดท้ายในอัลบัมชุดแรกสุดคลาสสิคของวงแอช 1997 จบไปแล้วถึง 10 นาที นานจนลืมว่าเปิดซีดีทิ้งไว้นั่นแหละ โดยเพลงสุดท้ายที่บอกไว้บนปกก็คือ “Darkside Lightside” แต่ต่อจากนั้นจะมีเสียงสมาชิกของวงอ้วกแตกอ้วกแตน และทำอะไรรู้สึกขยะแขยงให้ได้ยิน แม้จะดูเด็กๆ, ไร้สาระ และไม่มีเป้าหมายอะไร แต่เชื่อเถอะมันให้ความรู้สึกดีๆ กว่าการฟังเพลงซ่อนบางเพลงของบางวง อย่างเช่น การคัฟเวอร์เพลง “Saturday Night’s Alright For Fighting” ของเอลตัน จอห์น โดย Nickelback แน่ๆ

“Endless, Nameless” ของ Nirvana: เพลงสุดท้ายที่หนักหน่วงของอัลบัม Nevermind จะไม่มีให้ได้ยินในอัลบัมล็อตแรกที่ปั้มออกมาราวๆ 20,000 ก็อปปี เพราะคนที่ทำมาสเตอร์ลืมใส่เพลงนี้เข้าไป จนเคิร์ทและเพื่อนๆ เอาแผ่นกลับไปฟังที่บ้าน แล้วสังเกตเห็นว่าไม่มีเพลงนี้อยู่ และยืนกรานว่าต้องใส่เข้าไปด้วย ที่ด้วยการทิ้งระยะเวลาห่างถึง 10 นาทีหลังจากเพลง ทำให้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นถูกบรรเทาให้เบาบางลง เพราะหลายๆ คนอาจรู้สึกว่ามันนานเกินไป สำหรับการรอฟังเพลงอีกเพลง

“Me, White Noise” โดย Blur: ถ้าการกดปุ่มเดินหน้าข้ามผ่านความเงียบ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อไปฟังเพลงที่คุณจ่ายตังค์มาให้ครบถึงเพลงซ่อนที่แถมให้ สร้างความรำคาญใจไม่มากพอ ศิลปินบางรายยังทำให้หงุดหงิดมากขึ้นซ้ำ เมื่อเลือกใส่เพลงซ่อนมาก่อนเพลงแรกของอัลบัมซะอย่างนั้น เพราะถ้าอยากฟัง “Me, White Noise” ที่อยู่ในงานชุด Think Tank ของเบลอร์ คุณต้องกดปุ่มรีไวนด์ไปจนถึงจุดเริ่มต้นจริงๆ ของอัลบัม ถึงจะได้ฟังเพลงที่ดามอน อัลบาร์น กับฟิล แดเนียลส์ ที่เคยร่วมทำเพลง “Parklife” มาร่วมงานกันอีกในเพลงดิสโก ซินธ์ ที่เต็มไปด้วยสรรพเสียงอื้ออึ้ง

“Mr Grieves” โดย TV On The Radio: เพลงเก่าของ Pixies กลายเป็นเพลงอะแค็พเพลา ที่บันทึกเสียงกันหลายชั้น เพื่อให้ฟังออกมาหลอนๆ แล้วก็ฝังไว้ในอีพีชุด Young Liars ของวงคัลท์วงนี้

“The Real Song For The Deaf” โดย Queens Of The Stone Age: เพลงก่อนอัลบัมของจอช ฮอมม์และผองเพื่อน ที่เจ้าตัวถึงกับเขียนว่าเป็นเพลงที่ศูนย์ เพื่อให้แฟนๆ กดปุ่มย้อนกลับจาก “You Think I Ain’t Worth a Dollar, But I Feel Like a Millionaire” เพลงแรกของอัลบัม Songs For The Deaf เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ไม่มีทางได้ยินเพลงที่มีความยาวแค่ 90 วินาที ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงย่านความถี่ต่ำของเบา ที่มีแค่คนหูหนวกเท่านั้นที่ได้ยิน

“Bitches Ain’t Shit” โดย ดร. เดร: หากปล่อยเวลาหลังจากเพลงสุดท้ายในอัลบัม The Chronic ให้ผ่านไป คุณก็จะได้ฟังเพลงที่ไม่ต่างไปจากการแสดงความเคารพในการเดินขบวนเพื่อปลดปล่อยทอมมี โรบินสัน

“Poor Song” โดย Yeah Yeah Yeahs: เพลงซ่อนจะว่าไปแล้ว หลายๆ ครั้งก็เป็นข้ออ้างสำหรับวงที่มีของและมีพลัง ที่อยากจะทำอะไรสบายๆ แล้วก็ซุกมันไว้ในอัลบัมแรงๆ ที่เต็มไปด้วยงานเพลงเร็วๆ แม้จะเป็นฝันร้ายสำหรับดีเจ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ผลลัพธ์ที่น่ามหัศจรรย์ เช่นที่ได้ยินใน Fever to Tell อัลบัมแรกของเยห์ เยห์ เยห์ส เมื่อเพลงที่ฟังเศร้าๆ รู้สึกเปราะบางอย่าง “Poor Song” ถูกซุกเอาไว้ในตอนท้ายหลังจากเพลง “Modern Romance” เผยเพื่อความอ่อนแอที่ถูกซ่อนเอาไว้ใต้พลังและความฉับไวจากเพลงอื่นๆ ในอัลบัม

“Wherever You Go” โดย Beach House: เพลงซ่อนหลายๆ เพลง ดูเหมือนเพลงที่ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหน และควรจะซุกเอาไว้ใต้พรมมากกว่าเป็นเพลงที่มีที่ทางชัดเจนอยู่ในอัลบัมด้วยความภาคภูมิใจ แต่ก็น่าแปลกใจเหมือนกันที่บีช เฮาส์เลือกซ่อนเพลงที่โดดเด่นและลื่นไหล ความยาวถึง 7 นาที อย่าง “Wherever You Go” เอาไว้ในตอนท้ายอัลบัม Bloom เมื่อปี 2012 และต้องขอบคุณใครก็ตามที่โพสท์เพลงนี้ขึ้นบนยูทูบ โดยใช้ภาพจากหนังหลอนๆ เกรดบี ที่ลงตัวเหลือเกิน

“Diamond Bollocks” โดย เบ็ค: เพลงที่อาจทำให้หลายๆ คนคิดว่า เบ็คเป็นแฟนทีมฟุตบอลมิลล์วอลล์ ด้วยเนื้อร้องที่ว่า “here comes that ‘Ansen bloke, bloody Diamond Bollocks” เพลงซ่อนความยาว 6 นาทีที่ฟังโอนเอนไปมาเพลงนี้ เล่าเรื่องราวที่ไร้สาระเกี่ยวกับชีวิตที่เรียบง่าย ด้วยดนตรีในแบบเมอร์ซีย์บีทจากยุค 60, ฟังหลอนๆ แบบไซคีดิลิค, มีเสียงเอ็ฟเฟ็คท์ประหลาดๆ จากต่างดาว และเสียงกลองที่มือกลองน่าจะเสพสเตอรอยด์เกินขนาด โดยอยู่ในตอนท้ายของอัลบัม Mutations ของเบ็คเมื่อปี 1998 ที่การทิ้งช่องว่างแบบมากมายก่ายกองจากเพลงสุดท้าย ทำให้เพลงที่ไม่ต่างไปจากงานทดลอง และมีอิสระในการทำทุกอย่างเพลงนี้ ถูกจับวางอย่างถูกที่ถูกทาง

“Mr E’s Beautiful Blues” โดย Eels: เพลงซ่อน ถือเป็นการฆ่าตัวตายทางการขายไหม? ใครที่น่าจะตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือ มาร์ค โอลิเวอร์ เอเวอเร็ทท์ ที่แอบเอา “Mr E’s Beautiful Blues” เพลงเซิร์ฟ ป็อป บนลีลาของจังหวะคาลิปโซ ซึ่งเป็นเพลงฮิตที่สุดของตัวเองไปซ่อนเอาไว้ถึง 3 ปี โดยวางเอาไว้หลังเพลงสุดท้ายของอัลบัม Daisies Of The Galaxy

โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง 10 เพลงซ่อนที่ต้องหามาฟัง คอลัมน์ หรรษาวันจันทร์ – HAPPY MONDAY หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 18 มีนาคม 2562


SHARE THIS
  • 9
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    9
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On