12 YEARS A SLAVE: ตามเนื้อผ้า 12 years a slave เป็นหนังที่ไม่ได้บอกเล่าอะไรที่ผิดแผกแตกต่างไปจากหนังที่ว่าด้วยเรื่องทาส และการเหยียดผิวในสังคมอเมริกัน ซึ่งย้อนกลับไปยาวไปถึงหนังชุดทางโทรทัศน์เรื่องดัง Roots และเนื้อหาที่บอกเล่า-ก็เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากโศกนาฏกรรม แต่ถึงอย่างนั้น ความโดดเด่นของหนังของสตีฟ แม็คควีนเรื่องนี้ก็คือการหลีกเลี่ยงการใช้กลวิธีทางด้านภาพยนตร์บีบเค้นอารมณ์ รวมทั้งไม่พยายามแสดงออกอย่างคร่ำครวญฟูมฟาย และมันส่งผลให้จังหวะก้าวของหนังดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติมากๆ คนดูไม่รู้สึกถึงการถูกชักจูงชี้นำ หรือภาวะเจ้ากี้เจ้าการ แต่ถึงอย่างนั้น อารมณ์ขันที่สอดแทรกในบางช่วง-ก็แห้งผากและเจ็บปวดเหลือเกิน
ในแง่มุมหนึ่ง หนังย่อมหลีกเลี่ยงการพูดถึงความชั่วร้ายของคนขาว อันหมายรวมถึงทัศนคติและพฤติกรรมอันน่าอัปลักษณ์ของบรรดานายจ้างและเจ้าของทาส-ไม่ได้ และผู้ชมไม่มีวันเห็นดีเห็นงามกับการกระทำอันป่าเถื่อน โหดเหี้ยม และเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์เหล่านั้นอย่างแน่นอน แต่ส่วนที่น่าครุ่นคิดจริงๆก็คือ จากที่หนังนำเสนอ คนขาวเหล่านั้นในแง่มุมหนึ่งก็เป็นพวกธรรมะธัมโม หรือที่ฝรั่งเรียกว่า God fearing ทั้งยังยึดมั่นในตัวบทกฎหมาย (law abiding) และข้อสำคัญ คนเหล่านี้ไม่ได้คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด เพราะระบบของสังคมไม่ได้มองเห็นคนผิวดำเป็นมนุษย์ และบางที อาจจะมีสถานะเหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานเล็กน้อย เพราะฉะนั้น การที่พวกเขานึกอยากจะกระโดดเตะ, ถีบ, ถอง, ข่มเหงรังแก, กลั่นแกล้งหรือหาเรื่องด้วยความหมั่นไส้อย่างไร-ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะระบบหรือกลไกทางสังคมอนุญาต
มองในภาพกว้างกว่านั้น คนขาวในช่วงเวลานี้ก็คงจะไม่ต่างจากคนเยอรมันในยุคนาซีครองเมือง โดยเนื้อแท้ พวกเขาก็เป็นปุถุชนที่มีด้านมืดและด้านสว่าง ความดีความชั่วคละเคล้ากันไป ทว่า ‘ระบอบ’ ที่ครอบงำต่างหากที่กลายเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ทัศนคติและค่านิยม แต่ก็อีกนั่นแหละ ระบอบไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหมือนเห็ดในช่วงหน้าฝน และมนุษย์เป็นคนสร้างมันขึ้นมา และเมื่อใดที่จุดเริ่มต้นของการวางกฎ กติกา มารยาท-ไม่ได้เกิดขึ้นจากพื้นฐานของสามัญสำนึก (หรือการรับรู้ผิดชอบชั่วดีโดยพื้นฐาน) และความเชื่อในเรื่องของความเสมอภาคเท่าเทียมกันของมนุษย์ ความน่าเกลียดและอัปลักษณ์แบบที่ถูกแสดงไว้ในหนังเรื่องนี้-ก็จะย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สรุป ระบบทาสตามที่ถูกบอกเล่าไว้ในหนังเรื่อง 12 years a slave ไม่ได้เป็นแค่เรื่องน่าอัปยศอดสูของคนอเมริกันผิวขาวในภาคใต้เท่านั้น แต่ถือเป็นความน่าผิดหวังและรอยด่างพร้อยในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ชาติเลยทีเดียว
โดย ประวิทย์ แต่งอักษร















