คิดถึงวิทยา: ความสำคัญของมือข้างที่ไม่ถนัด
โดย สกก์บงกช ขันทอง
ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151879196795904&set=a.10151749816345904.1073741832.650825903&type=1&theater
เหตุผลที่อาจจะดูงี่เง่าไปซักหน่อยหากใครมาถามผมว่าผมชอบหนัง “คิดถึงวิทยา” ตรงไหน ? เพราะสิ่งที่ผมชอบไม่ใช่พล็อตชวนฝันที่หากันจนเจอรึเปล่าของคนที่ทำความรู้จักผ่านไดอะรี่ หรือการวิพากษ์ระบบการศึกษาไทยของโรงเรียนบนแพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน่าเบะปากจะตายในยุคที่ความบริสุทธิ์สดใสมันหายไปพร้อมกับการสื่อสารผ่านโทรเลข สิ่งที่ผมชอบในหนังมากๆกลับเป็นลายมือที่เหมือนไก่เขี่ยของบี้มากกว่า
เพราะหากลงลึกไปอย่างตั้งใจจะพบว่ามันมาจากมือข้างที่ไม่ถนัดของสอง พระเอกของเรื่องที่จำต้องใช้มันเพื่อประคับประคองหลังจากเกิดอุบัติเหตุกับมือข้างที่ถนัดเมื่อมาอยู่ในโรงเรียนนี้ใหม่ๆ ด้วยเหตุผลแค่นี้แหละ ผมเลื่อนสถานะจากที่ชอบเป็นรักได้ในพริบตา และเมื่อเราอคติที่พกไปเต็มโรงหนังมันมลายหายไปจนหมดสิ้น เมื่อเราทิ้งมันไว้หน้าโรง เราก็พร้อมจะมีความสุขกับมันได้อย่างเหลือเชื่อ ความไว้เนื้อเชื่อใจมันเริ่มต้นเมื่อคนทำหนังใส่ใจในรายละเอียด เพราะเอาเข้าจริง ไม่เห็นจะต้องใส่ใจเลยว่าพระเอกจะเขียนหนังสือด้วยมือข้างไหน
หนังเล่าเรื่องโรงเรียนแพ ซ้ายก็ผืนน้ำ ขวาก็ผืนฟ้า มันนิ่งและสงบ ไร้ซึ่งสัญญาณอินเตอร์เน็ทและสัญญาณโทรศัพท์ สถานที่นี้มันก็คุกดีๆสำหรับครูที่คิดลองดีอย่างครูแอน กับครูที่อ่อนหัดอย่างครูสอง เรื่องราวทับซ้อนของคนสองคนถูกเล่าสลับไปสลับมาผ่านไดอะรี่ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเพื่อนสนิทคอยนั่งรับฟังเพื่อนคนหนึ่งระบายเรื่องบ้าบอไปวันๆ เจอทั้งเรื่องเลวร้าย เจอทั้งเรื่องประทับใจ จริงๆแล้วชีวิตของเรายิ่งเฉพาะในยุคนี้จะพบว่า ไดอะรี่ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราบันทึกเรื่องราวที่เราประสบพบเจอ ผ่านเฟซบุ๊ค ผ่านทวิตเตอร์ อัพรูปอาหารที่เราทาน เช็คอินร้านเก๋ๆจนการบันทึกเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปแล้ว แต่เมื่อย้ายไปอยู่ในที่ๆอับสัญญาณ หน้าจอคอมจอมือถือที่คุ้นเคยไม่ต่างกับมือที่ขวาที่ถนัดก็ไร้ความหมาย กลายเป็นมือซ้ายที่เปรียบได้กับกระดาษและปากกาที่เล่าเรื่องแทน พวกเด็กๆก็รู้สึกเหมือนกัน การเรียนไม่เห็นจำเป็นเท่าไหร่ เมื่อโตขึ้นไปก็ต้องลงแหจับปลา ไม่ต่างเท่าไหร่กับการใช้มือข้างที่ไม่ถนัดเขียนหนังสือ ในเมื่อข้างที่ถนัดจับปลาได้ง่ายกว่าท่องสูตรสมการ
ในทุกๆครั้งที่ดูหนังของต้น เรามักรู้สึกและสัมผัสได้ว่าเขาได้รับอิทธิพลของ อาดาจิ มิซูรุ คนเขียน Touch เสมอ รูปแบบของงานอาดาจิ คือลายเส้นที่เขียนโดยพู่กัน เรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบนิ่ง ไม่มีจุดไคลแมกซ์ บางคราวก็ไม่ต่อเนื่อง แต่ที่สำคัญมากๆก็คือ โลกของอาดาจิไร้ซึ่อุปกรณ์สื่อสาร คิดถึงวิทยามีทุกอย่างเหมือนที่การ์ตูนอาดาจิพึงมี บรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยความรู้สึกฟุ้งฝัน มุกตลกอันแสนแปลกแปร่ง ซีนพาเราน้ำตาริน โลกที่ไม่มีผู้ร้าย กระทั่งตอนจบไม่ยากเกินความคาดเดา แต่เราก็รู้สึกกรุ่นในหัวใจ เราว่าไม่ยากเท่าไหร่ที่จะสร้างหนังรักเพื่อเรียกร้องความสนใจให้เรารัก ค่ายนี้ถนัดอยู่แล้ว แต่ต้นก็เลือกที่จะเล่าด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด หนังจึงทำด้วยการทดลองหลายอย่าง และแน่นอนที่มันประสบความล้มเหลว
จริงอยู่ที่ในความเกินย่อมมีความขาด เพราะจริงๆหนังมันไม่ได้เพอร์เฟคท์จนไร้ซึ่งที่ติ ตรงกันข้ามมีหลายอย่างที่ขัดขืน ซ้ำร้ายยังเห็นรอยโหว่ของแผลอย่างจงใจ แต่กลายเป็นเรารักในความไม่เพอร์เฟคท์ สัมผัสได้ถึงความพยายามบางอย่าง เห็นความทะเยอะทะยานของการเล่าเรื่องไม่ต่างกับลายมือของครูสองที่เขียนบนกระดานดำ แต่เรากลับให้อภัย แถมยังให้ใจกับมันมากกว่าเดิม
เพราะอย่างน้อยๆคิดถึงวิทยามันทำให้เรารู้ว่ามือข้างที่ไม่ถนัดก็มีความหมายหากเรารู้จักเลือกใช้มันได้อย่างเหมาะสม
เป็นหนังที่ยังฝังอยู่ในหัวอย่างน่าประหลาด จนผ่านไปสองคืนเรายังไม่อาจแงะออกไปจากหัวได้เลย เราคิดถึงหนังแบบนี้ คิดถึงหนังที่ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามทุกคำถาม หนังที่พร้อมจะพาไปสู่โลกอีกใบ มันไม่ใช่โลกใบไหน มันเป็นโลกใบเก่าที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน เราเองต่างหากที่หลงลืมมัน















