EDGE OF TOMORROW: แค่พล็อต ก็ถือว่าน่าสนุกใช้ได้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และก็ออกมาเป็นหนังซัมเมอร์ที่ดูได้เพลินตา เป็นงานขายความบันเทิงที่ทำให้เวลา 2 ชั่วโมงหมดไปแบบไม่รู้สึกเสียดาย หรือไม่คุ้มค่า

อาจจะเริ่มต้นด้วยความเนิบช้า ชนิดที่ว่าชวนน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นการปูพื้นให้ตัวละครของทอม ครูซประทับในรอยหยักสมองส่วนความจำคนดูมากที่สุด จนเมื่อการยกพลขึ้นบก (ที่น่าจะเรียกว่าโดนทิ้งบนหาดน่าจะเหมาะกว่า) ซึ่งทำได้อย่างน่าตื่นตา (ประมาณ Saving Private Ryan ในโลกอนาคต แต่เพราะเป็นหนังเรท พีจี-13 เลือดเลยไม่สาดสักหยด) เริ่มขึ้น หนังก็เดินเครื่องเต็มตัว แบบเต็มไปด้วยความสนุก ไลแมนเล่าเรื่องได้อย่างลื่นไหล มาครบทั้งอารมณ์ขัน และความมันส์ในแบบหนังแอ็คชัน ที่สำคัญเล่นกับมุขย้อนเวลาได้หรรษา พาเจริญใจ ขณะที่ฉากแอ็คชันก็มาแบบพอดีๆ ไม่รู้สึกถึงการยัดเยียดแบบยาวๆ จนดูล้า น่าเบื่อแบบที่หนังซัมเมอร์ส่วนใหญ่เป็น
โทนหนังไม่ได้มาแบบเคร่งเครียด ขึงขัง ซึ่งก็เหมาะเจาะกับศักยภาพของทอม ครูซ ที่ดูจะเข้ากับหนังได้ดี และแสดงให้เห็นพัฒนาการจากทหารตาขาว จนเป็นวีรบุรุษของโลกได้เนียนตา (มาถึงตอนนี้ก็รู้แล้วว่า การเปิดเรื่องที่ดูน่าเบื่อ เพื่ออะไร?) แต่ที่เซอร์ไพรส์ก็คือ เอมิลี บลันท์ ที่เป็นสาวแสบ ที่มาครบทั้งห้าว ทั้งเซ็กซี ได้อย่างไม่น่าเชื่อ (เพราะไม่เคยรู้สึกเลยว่าเธอมี – สงสัยตาไม่ถึง)
อย่างเดียวที่หนังดูไม่ได้ใจ ก็คือ อารมณ์โรแมนติคที่ดูบางไปนิด กับการเป็นความสนุกในแบบเรื่อยๆ แต่ไม่จับใจ หรือมีอะไรให้จดจำสักเท่าไหร่นักเมื่อออกจากโรง แต่ถ้าถือว่าเป็นความบันเทิงให้หนีโลกไปได้ 2 ชั่วโมง หนังก็ทำได้จริงๆ นั่นแหละ ส่วนคนที่ไม่ชอบทอม ครูซ งานนี้ได้สะใจกับการตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าของพี่แกแน่ๆ
โดย นพปฎล พลศิลป์















