กลายเป็นเรื่องดังในวงการเพลง เมื่อสก็อทท์ บอร์เช็ตตา เจ้าของค่ายบิก แมชีน เรคอร์ดส์ต้นสังกัดของเทย์เลอร์ สวิฟท์ ตัดสินใจขายค่ายให้บริษัทของสคูเตอร์ บราวน์ ทำให้ผลงานของศิลปินในสังกัดบิก แมชีน เรคอร์ดส์ทั้งหมด รวมทั้งอัลบัม 6 ชุดแรกของเธอเปลี่ยนมือ หลังจากก่อนหน้านี้ เธอพยายามขอซื้อมาสเตอร์ผลงานเหล่านี้แล้ว แต่บอร์เช็ตตาไม่ยอมขาย
ที่ร้ายยิ่งกว่าคือ บราวน์เป็นผู้จัดการของศิลปิน ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสวิฟท์มานาน อย่าง คานเย เวสท์ ทำให้เธอหวั่นๆ ใจว่า เพลงของเธอจะโดนปู้ยี้ปู้ยำ จนออกมาโพสท์เรื่องนี้ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับที่ว่าเธอไม่สามารถร้องเพลงตัวเองในคอนเสิร์ทได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องของสิทธิ์ในการทำซ้ำ ที่มีผู้ดูแลอีกรายหนึ่งแยกจากกัน
หากมองย้อนไปในอดีต สวิฟท์ไม่ใช่ศิลปินรายแรกที่เจอกับปัญหานี้ เพราะเรื่องข้อพิพาทระหว่างศิลปินกับการทำธุรกิจนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานมนาน กระทั่งศิลปินระดับตำนานอย่าง พอล แม็คคาร์ทนีย์ และพรินซ์ก็เจอมาแล้ว
จะว่าไปมันก็คือเรื่องปกติของวงการเพลง เพราะเมื่อศิลปินเซ็นสัญญากับค่ายเพลง พวกเขาจะยอมให้บริษัทแผ่นเสียงได้สิทธิ์ในงานที่ถูกบันทึกเสียงไป ส่วนตัวเองก็จะได้เงินมาเพื่อบันทึกเสียงอัลบัมและได้รับค่าลิขสิทธิ์ เมื่อผลงานออกวางขาย แต่ในหลายๆ ครั้ง การเซ็นสัญญาดังกล่าวก็กลายเป็นข้อผูกมัด เมื่อศิลปินไม่สามารถนำเพลงที่ถูกบันทึกเสียงดังกล่าว ไปออกกับค่ายเพลงอื่นๆ ส่วนค่ายเพลงคู่สัญญาก็มีสิทธิ์เต็มที่ในงานมาสเตอร์ สินทรัพย์สำคัญที่เป็นต้นทางของการทำเป็นแผ่นซีดี, คาสเส็ทท์ หรือไวนีลออกขาย และสามารถทำซ้ำได้เป็นล้านๆ ครั้ง นั่นคือการจำหน่ายในรูปแบบที่จับต้องได้ และยังมีการสตรีมิงแต่ละครั้งหรือดาวน์โหลดแต่ละหน ผู้ที่ถือสิทธิ์ในงานมาสเตอร์ ซึ่งปกติจะเป็นค่ายเพลง จะเป็นผู้รับเงินรายแรก จากนั้นก็ตัดเป็นค่าลิขสิทธิ์ให้กับศิลปิน ตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดเอาไว้
ซึ่งหมายความว่า สวิฟท์จะไม่ใช่รายสุดท้าย แต่ในตอนนี้เธอคือรายล่าสุดต่างหาก
จอร์จ คลินตัน ผู้นำของวงฟังค์ ผู้นำของกลุ่มนักดนตรีฟังค์ในนาม Parliament Funkadelic หนึ่งในศิลปินที่รู้จักกันดีตอนปลายศตวรรษที่ 20 ก็เคยทำศึกทางกฏหมายที่แสนยืดเยื้อเรื่องสิทธิ์ในงานบันทึกเสียงมาสเตอร์มาแล้ว
ขณะที่ศิลปินหลายๆ รายก็พยายามสร้างรากฐานใหม่ในเรื่องนี้ ที่อยู่นอกโครงสร้างเดิมๆ ที่เคยทำกันมา อย่าง แชนซ์ เดอะ แร็ปเปอร์ ศิลปินที่สร้างชื่อมาจากโลกออนไลน์ ก็ออกมาบอกว่า เขาจะ “เกาะไปกับซาวนด์คลาวด์จนวันตาย” ไม่ยอมสนใจกับสังกัดแผ่นเสียงเพื่อที่จะรักษาสิทธิ์ในงานเพลงของตัวเองเอาไว้ และเขากลายเป็นศิลปินที่อยู่ในโลกสตรีมมิงเพียวร์ๆ รายแรก ที่ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี เมื่อปี 2016 แล้วก็ได้รางวัลอัลบัมแร็ปยอดเยี่ยมจากอัลบัม Coloring Book กับการแสดงเพลงแร็ปยอดเยี่ยม จากเพลง “No Problem อีกด้วย
สำหรับสวิฟท์ แม้เธอจะไม่สามารถซื้อมาสเตอร์กลับคืนมาได้ในตอนนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาส ตามกฏหมายเรื่องลิขสิทธิ์เมื่อปี 1976 เปิดโอกาสให้ศิลปินมีโอกาสครั้งที่สองเพื่อดึงเอาสิทธิ์ในงานของตัวเองกลับมา หากรู้สึกว่า พวกเขา “ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสัญญาที่เซ็นไว้ในตอนแรก” ซึ่งต้องให้เวลาหลังจากการเซ็นสัญญาครั้งแรกผ่านไปอย่างน้อย 35 ปี และหลังจากกฏหมายฉบับนี้ประกาศใช้มากว่า 3 ทศวรรษ บรรดาสังกัดแผ่นเสียงก็ค่อยๆ เสียสิทธิ์ในมาสเตอร์ของงานเก่าๆ ไปทีละชุดๆ และเมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละปีๆ จำนวนของอัลบัมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปีนี้ (2019) ศิลปินที่เป็นเจ้าของผลงานที่ออกมาในปี 1984 จะสามารถเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเองกลับคืนมาได้
พอล แม็คคาร์นีย์ แม้จะเสียสิทธิ์ในงานเก่าๆ ของ The Beatles ให้กับไมเคิล แจ็คสันไป แต่ก็ฉลาดพอจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายฉบับนี้ โดยบรรดาเพลงทั้งหมดของเดอะ บีเทิลส์ที่บันทึกเสียงไว้ก่อนปี 1976 จะมีกรอบเวลาที่สั้นลงสำหรับการเรียกร้องสิทธิ์ในผลงานกลับคืน และตอนนี้แม็คคาร์ทนีย์ก็มีโอกาสในการเอาสิทธิ์ในเพลงเดอะ บีเทิลส์ของตัวเองกลับมาแล้ว
ปัญหาของแม็คคาร์ทนีย์เริ่มต้นเมื่อไมเคิล แจ็คสัน ซื้อกรุเพลงของเอทีวี มิวสิคในปี 1985 ด้วยเงิน 47.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีเพลงที่แต่งร่วมกันโดย แม็คคาร์ทนีย์ และจอห์น เล็นน็อน รวมไปถึงเพลงของบรูซ สปริงสทีน, เอลวิส และ the Rolling Stones เหตุการณ์นี้ทำให้ความสัมพันธ์ของแม็คคาร์ทนีย์กับแจ็คสันร้าวฉานจนยากจะประสาน
ขณะที่เพลงของเล็นน็อน-แม็คคาร์ทนีย์ สมัยยังเป็นเดอะ บีเทิลส์ใกล้ถึงกำหนดที่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ได้ ซึ่งกินเวลา 56 ปีหลังจากออกจำหน่ายครั้งแรก แม็คคาร์ทนีย์เริ่มแผนหาทางเอาผลงานเหล่านั้นกลับมาตามที่กฎหมายกำหนด ในปี 2015 แม็คคาร์ทนีย์เขียนจดหมายถึงหน่วยงานดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ แจ้งว่าต้องการเอาสิทธิ์ในผลงานของตัวเองกลับคืน ในที่สุดลิขสิทธิ์เพลงส่วนใหญ่ของเดอะ บีเทิลส์ก็จะถึงวันสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งแม็คคาร์ทนีย์จะได้เงินจากเพลงเหล่านี้ครึ่งหนึ่งตามสิทธิ์ของเขา โดยแบ่งกับโยโกะ โอโนะ ภรรยาม่ายของเล็นน็อน ส่วน โซนี/เอทีวี ก็ยังคงมีส่วนในเรื่องของการพิมพ์เพลง
เห็นได้ชัดว่า กว่าแม็คคาร์ทนีย์จะทำสำเร็จก็กินเวลายาวนานและยากลำบาก ซึ่งสวิฟท์ก็น่าจะดูเป็นตัวอย่างเอาไว้ (อ่านเรื่องของแม็คคาร์ทนีย์ กับแจ็คสันได้ที่นี่ http://bit.ly/2KFzxHQ )
มาดูกันอีกราย ในปี 1993 ขณะที่มีปัญหาเรื่องสัญญากับวอร์เนอร์ บราเธอร์สต้นสังกัด พรินซ์ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นสัญลักษณ์ ที่เหมือนเป็นการผสมกันระหว่างสัญลักษณ์ของเพศหญิงและชาย การที่นำเสนอตัวเองเป็นสัญลักษณ์ ไม่สามารถทำให้เขาปล่อยงานออกนอกค่ายวอร์เนอร์ได้ก็จริง แต่อย่างน้อยก็สามารถยั่วผู้มีอำนาจในสังกัดได้สำเร็จ จนปี 2000 หลังสัญญาพิมพ์เพลงกับวอร์เนอร์ บราเธอร์สสิ้นสุด เขากลับมาใช้ชื่อพรินซ์อีกครั้ง
สวิฟท์ที่ตอนนี้เป็นอิสระจากสัญญาที่เซ็นไว้ในตอนแรก ไม่จำเป็นต้องใช้ลูกเล่นประหลาดๆ แบบพรินซ์ เธอเลือกที่จะทิ้งอดีตไว้กับบิก แมชีนที่ “ไม่ใช่อนาคตของฉัน” เมื่อเธอพบว่ามันยากที่จะดึงสิทธิ์ในผลงานกลับมา แต่ในเวลาเดียวกันเธอก็หวังว่า เรื่องราวของเธอจะช่วยให้บรรดาศิลปินในอนาคตหาทางรักษาสิทธิ์ของตัวเองเอาไว้ให้ได้
“หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บรรดาศิลปินรุ่นใหม่ๆ หรือเด็กๆ ที่มีความฝันทางดนตรี จะได้อ่านและเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ เพื่อที่จะหาทางปกป้องตัวเองได้ดีขึ้นในการเจรจาต่อรอง” สวิฟท์ว่าเอาไว้ใน ทัมบ์เลอร์
ซึ่งทำให้เธอสามารถจบเรื่องราวตรงนี้ได้สวยๆ อีกครั้งหนึ่งแล้ว
(หมายเหตุ: แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ)
โดย นพปฎล พลศิลป์ เรื่อง เทย์เลอร์ สวิฟท์ ไม่ใช่คนเดียวที่เสียสิทธิ์ในงานเพลงของตัวเอง คอลัมน์ หรรษา วันจันทร์ – Happy Monday หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 8 กรกฎาคม 2562


















