จับตามวยคู่ใหม่ในตลาดสตรีมมิง เน็ทฟลิกซ์เจ้าเก่า กับน้องใหม่ดิสนีย์

SHARE THIS
  • 77
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    77
    Shares

จากธุรกิจขายและเช่าดีวีดี ของรีด แฮสติงกับมาร์ค แรนดอล์ฟ ที่เริ่มต้นกันในสก็อตต์ส วอลเลย์, แคลิฟอร์เนียเมื่อปี 1997 ก่อนจะสตาร์ทบริการสตรีมมิงในอีก 10 ปีต่อมา วันนี้ของเน็ทฟลิกซ์ คือผู้ให้บริการภาพยนตร์สตรีมมิงเบอร์ต้นๆ ของโลก เหมือนที่สปอติฟายเป็นสำหรับตลาดเพลง และไม่ใช่แค่เป็นหน้าร้านให้กับภาพยนตร์ หรือซีรีส์เรื่องต่างๆ เน็ทฟลิกซ์ ยังเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์และซีรีส์อีกมากมายหลายเรื่อง โดยเริ่มต้นจากซีรีส์เรื่อง Lilyhammer ในปี 2012 ก่อนที่จะสยายปีกออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสตูดิโอสำคัญ

โดยในปี 2016 เน็ทฟลิกซ์ผลิตรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ออกมาถึง 126 เรื่อง มากกว่าทุกสถานีโทรทัศน์

ขณะที่ยอดผู้สมัครใช้บริการนับถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็มีมากถึง 125 ล้านคนทั่วโลก

แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ไปแล้วในทุกวันนี้ แต่การทำธุรกิจของเน็ทฟลิกซ์ก็ไม่ได้ราบลื่นนัก โดยเฉพาะนโยบายบางอย่างของบริษัทที่ไปขัดกับการทำธุรกิจ หรือการตลาดในรูปแบบเดิมๆ จนมีเรื่องมีราวขัดแย้งไปทั่ว เช่น ปัญหาระหว่างเน็ทฟลิกซ์กับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์, การตั้งคำถามถึงกำหนดฉายในโรงภาพยนตร์ของหนังเน็ทฟลิกซ์แบบขอไปที เพียงเพื่อให้ได้สิทธิ์เข้าชิงรางวัลต่างๆ ในอเมริกา อย่างที่เคยนำเสนอไปแล้ว

และถึงจะเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด เหนือกว่า อะเมซอน ไพรม์, ฮูลู และผู้ให้บริการสตรีมมิงอีกหลายๆ เจ้า ในปี 2019 เน็ทฟลิกซ์จะต้องเจอคู่แข่งรายสำคัญเมื่อสตูดิโอดิสนีย์ จะเพิ่มการทำธุรกิจด้วยการเปิดบริการสตรีมมิงของตัวเอง ซึ่งโดยภาพยนตร์, ซีรีส์ รวมไปถึงแอนิเมชันต่างๆ ที่ดิสนีย์ถืออยู่ในมือ ทำให้บริการสตรีมมิงของดิสนีย์จะเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อกับเน็ทฟลิกซ์ มากกว่าที่เจ้าอื่นๆ เป็น โดยอย่าลืมว่า บรรดาภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่ดูกันทางเน็ทฟลิกซ์ ก็เป็นผลงานจากสตูดิโอดิสนีย์หรือบริษัทในเครือ ไม่ว่าจะเป็น พิกซาร์, มาร์เวล, ลูคัสฟิล์ม และบางเรื่องก็มีสตูดิโอเหล่านี้ร่วมสร้าง หรือถือลิขสิทธิ์อยู่ อาทิ Daredevil, Luke Cage, The Punisher, Jessica Jones ซึ่งล้วนเป็นบรรดาฮีโรจากหนังสือการ์ตูนของมาร์เวล ก็อาจจะหายไปจากคลังภาพยนตร์ของเน็ทฟลิกซ์ไปตลอดกาลก็เป็นได้

การรับมือของเน็ทฟลิกซ์และการเดินเข้าสู่ธุรกิจสตรีมมิงของดิสนีย์ จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาไม่น้อย ล่าสุดมีรายงานว่า เน็ทฟลิกซ์พร้อมลงเงินกว่าหมื่นล้านเหรียญในปีนี้ ซึ่งมากกว่าที่สตูดิโอไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ ในโลกใช้ เพื่อทุ่มให้กับการสร้างภาพยนตร์จอใหญ่และรายการโทรทัศน์ ที่ทุกวันนี้เรียกรวมๆ กันว่า ‘คอนเทนท์’ (Content) ของตัวเอง

การเทกระเป๋าควักเงินลงทุนก้อนโตในครั้งนี้ของเน็ทฟลิกซ์ จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจสำหรับคอหนังและคอซีรีส์ทั้งหลาย เพราะจะว่าไปแล้วผู้ให้บริการสตรีมมิงรายนี้ ก็ลงเงินกับการสร้างคอนเทนท์ของตัวเองหนักอยู่แล้วในแต่ละปี

ก่อนที่จะมีรายงานที่ว่าออกมา เมื่อ 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ มีข่าวว่าเน็ทฟลิกซ์ได้วางแผนที่จะปล่อยคอนเทนท์ของตัวเองถึงเกือบ 500 รายการออกมาในช่วงครึ่งปีหลังของปี ซึ่งประเมินกันแบบเซฟๆ ได้ว่า พวกเขาใช้เงินลงทุนไปถึงราวๆ 8 พันล้านเหรียญ สำหรับปี 2018

แต่จากรายงานล่าสุดของดิ อีโคโนมิสท์ ผู้ให้บริการสตรีมมิงรายนี้ น่าจะต้องใช้เงินราวๆ หมื่นสองพัน-หมื่นสามพันล้านเหรียญในปี 2018 เพื่อผลิตผลงานออกมาให้ได้ตามแผน และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จะเป็นการลงทุนที่มากกว่าสตูดิโอไหนๆ ในโลกนี้ใช้ไปกับการสร้างภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬา

รายงานของดิ อีโคนิมิสท์ ยังลงลึกไปถึงจำนวนของภาพยนตร์ที่เป็น ‘งานสร้างของเน็ทฟลิกซ์’ หรือที่แปะตรา ‘Netflix Original’ ที่จะปล่อยออกมาในปีนี้ ในปีที่สตูดิโอใหญ่ๆ อย่าง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส จะมีหนังออกฉายทั้งหมด 23 เรื่อง ซึ่งมากที่สุดในกลุ่มสตูดิโอหลักของฮอลลีวูด ส่วนดิสนีย์ ที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำจากทุกมุมโลก และว่าที่คู่แข่งคนสำคัญของเน็ทฟลิกซ์มีหนังให้ได้ชมกันเพียง 10 เรื่องเท่านั้น แต่เน็ทฟลิกซ์จะมีหนังที่เป็นผลิตผลของตัวเองถึง 82 เรื่อง มากเป็นสามเท่าของวอร์เนอร์ และแปดเท่าของดิสนีย์ ซึ่งนั่นหมายความว่า ต่อให้ดิสนีย์มีหนังใหม่ออกฉายสัปดาห์ละเรื่อง ถึงจะมากกว่า 50 เรื่องต่อปี แต่ก็ยังน้อยกว่าที่เน็ทฟลิกซ์ปล่อยให้ชมอีกหลายโหล

หันมาดูทางด้านรายการโทรทัศน์บ้าง ตัวเลขที่ปรากฏถือว่ามากมายมหาศาลกว่ากันเยอะ โดยในปี 2018 เน็ทฟลิกซ์เผยออกมาว่าจะสร้างหรือจัดหาซีรีส์มาลงในคลังของตัวเองให้ได้ถึง 700 เรื่อง และใน 700 เรื่องนี้ มีกว่าร้อยเรื่องเป็นงานเบาสมองหรือดรามาที่มีการเขียนบท ที่เหลือนับจากนี้ก็เป็นงานสารคดีจำนวนมโหฬารที่สร้างชื่อให้เน็ทฟลิกซ์มาตลอด รวมไปถึงรายการประเภทเบาสมองสไตล์เดี่ยวไมโครโฟน ซึ่งจากประวัติศาสตร์ที่เป็นมา ในแต่ละฤดูฉายบรรดาสถานีโทรทัศน์จะมีซีรีส์เรื่องเน้นๆ ราวโหลหนึ่งหรือมากกว่านี้ไม่มากนัก แต่เน็ทฟลิกซ์จัดให้ในแบบที่มากกว่าเกือบๆ 10 เท่า

แม้จะมองเห็นถึงความเสี่ยง แต่เอาเข้าจริงๆ จากสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ ปีที่ผ่านมา การดำเนินธุรกิจของเน็ทฟลิกซ์กำลังไปได้ดี จากตัวเลขผลประกอบการที่ออกมาในแต่ละปี ซึ่งเป็นจำนวนที่เหลือเชื่อมากๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะกับการที่เน็ทฟลิกซ์สามารถขยายปีกออกจากสหรัฐอเมริกา กลายเป็นผู้ให้บริการสตรีมมิงระดับโลกไปในหลายๆ ประเทศ ที่ยังไม่มีสัญญาณแสดงให้เห็นถึงการอ่อนแรงปรากฏออกมาเลย ที่สำคัญมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเน็ทฟลิกซ์สร้างซีรีส์ของตัวเองเรื่องแรก Lilyhammer เพียงแค่ 6 ปีเท่านั้น

มองถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า ในโลกของจอตู้ ไม่ว่าจะชมผ่านสตรีมมิงหรือว่าจากการออกอากาศ หรือผ่านสายเคเบิลของสถานีโทรทัศน์ มีการเติบโตและพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมีคู่แข่งมากหน้าหลายตาที่เข้ามาแบ่งเค้กก้อนนี้ ที่เซอร์ไพรส์ก็คือ ขณะที่วงการมองว่าแอปเปิลจะโดดเข้ามาในธุรกิจนี้เมื่อไหร่ กลับกลายเป็นว่าดิสนีย์กลายเป็นบริษัทที่แทรกเข้ามาร่วมวงเค้กก้อนนี้ก่อน หลังจากมีการเตรียมการอย่างเงียบๆ มานาน และถูกจับตามองว่าเป็นผู้เล่นคนสำคัญในทันที แม้จะยังไม่เปิดให้บริการ

ดิสนีย์เริ่มแผนเปิดบริการสตรีมมิงของตัวเองเมื่อราวๆ 2-3 ปีก่อน และคาดกันว่าน่าจะพร้อมให้บริการในฤดูใบไม้ร่วงของปี 2019 ทำให้ในช่วงนี้ดิสนีย์ต้องเริ่มสร้างคอนเทนท์ใหม่ๆ เพื่อพร้อมให้ได้ชมเป็นเรื่องแรกๆ ทันทีเมื่อเปิดบริการ ซึ่งรายละเอียดของภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ก็ค่อยๆ เผยออกมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ หลังดิสนีย์เริ่มประชุมพูดคุยกับกลุ่มของทีมครีเอถีฟเกี่ยวกับบริการสตรีมมิงของตัวเองไปบ้างแล้ว ขณะที่เรื่องของราคาในการสมัครใช้บริการยังไม่ได้บทสรุป แต่เรื่องเนื้อหารายการมีรายงานว่า จะไม่มีหนังเรท-อาร์หรือมากกว่านั้นให้ได้ชมกัน จะว่าไปแล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจสักเท่าไหร่ เมื่อดูจากนโยบายที่ผ่านๆ มาของดิสนีย์ สำหรับทางออกของหนังเรท-อาร์จะไปอยู่ที่ฮูลู ซึ่งดิสนีย์จะได้มาผ่านการซื้อกิจการของทะเว็นตี เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ ที่กำลังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานป้องกันการผูกขาด เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องดีกว่า หากจะไม่นำเอาคอนเทนท์ของฟ็อกซ์มาพิจารณาว่าจะไปได้ด้วยดีกับบริการสตรีมมิงของดิสนีย์ไหมในตอนนี้ เนื่องจากอะไรๆ หลายๆ อย่างยังไม่เรียบร้อย

กับการเปิดให้บริการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2019 บริการสตรีมมิงของดิสนีย์จะเป็นการให้บริการภายในประเทศก่อน จากนั้นจึงขยับขยายออกไปในต่างประเทศ ส่วนคอนเทนท์ที่มีจะสอดคล้องกับตราดิสนีย์ และจะปล่อยซีรีส์มาร์เวลที่อยู่ในเน็ทฟลิกซ์ไว้อย่างนั้นก่อน โดยซีรีส์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและดุดันจะถูกพัฒนาต่อและออกอากาศทางเน็ทฟลิกซ์ต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าซีรีส์มาร์เวลทางเน็ทฟลิกซ์จะไม่มาอยู่บนบริการสตรีมมิงของดิสนีย์ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง

ภายในขวบปีแรกของการให้บริการ ดิสนีย์หวังว่าจะปล่อยหนังใหม่แปะตราของช่องออกมาสัก 4-5 เรื่อง และมีซีรีส์สัก 5 เรื่อง โดยเงินลงทุนจะอยู่ที่ราวๆ 25 ล้านเหรียญสำหรับภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง และสำหรับซีรีส์หนึ่งฤดูฉายความยาว 10 ตอน แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีสัก 1-2 รายการ ที่ใช้งบถึงร้อยล้านเหรียญกับจำนวน 10 ตอนต่อหนึ่งฤดูฉาย ซึ่งมากพอที่จะทำให้กลายเป็นคู่แข่งกับรายการอย่าง Game of Thrones หรือ Westworld.

นอกจากนี้ยังมีบางรายการที่ดิสนีย์ดึงเอาไว้ เพื่อมาออกอากาศทางบริการสตรีมมิง ไม่ว่าจะเป็น Magic Camp งานเบาสมองของมาร์ค วอเตอร์ส ที่ถูกถอดจากกำหนดฉายเมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อไว้ใช้เปิดตัวทางบริการสตรีมมิง รวมไปถึงหนังคริสต์มาส-เบาสมอง Noelle ที่แอนนา เคนดริคกับบิลล์ เฮเดอร์แสดงนำ ซึ่งถ่ายทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

หนังเรื่องอื่นๆ ที่อยู่ในลิสท์ก็มี Lady and the Tramp ฉบับใหม่, Don Quixote ที่เขียนบทโดยบิลลี เรย์ ผู้เขียนบทหนัง Captain Phillips, The Paper Magician, Stargirl และ Togo นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าหนัง Sword in the Stone ฉบับคนแสดงก็จะเป็นงานที่สร้างเพื่อฉายทางบริการสตรีมมิง ซึ่งช่วยขยายความถึงหนัง Merlin ที่ริดลีย์ สก็อตต์จะกำกับให้ดิสนีย์ได้อีกด้วย โดยเรื่องหนึ่งจะเป็นงานสำหรับบริการสตรีมมิง อีกเรื่องคือหนังฉายโรง แล้วก็มีหนัง 3 Men and a Baby ฉบับรีบูท, หนังของผู้กำกับ ทอม แม็คคาร์ธีย์ Timmy Failure ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนางานสร้าง โดยเชื่อว่าน่าจะเปิดตัวในบริการสตรีมมิง

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ คุณภาพของหนังในบริการสตรีมมิงของดิสนีย์นั้น จะอยู่ตรงไหน? จะเป็นไปในระดับเดียวกับที่ได้ดูกันในช่องดิสนีย์หรือว่าประมาณหนัง Pete’s Dragon หรือ Saving Mr. Banks? ซึ่งหากดูจากเครดิตชื่อชั้นคนทำงานในงานที่ถ่ายทำเสร็จแล้วอย่าง Magic Camp และ Noelle งานที่ออกมาน่าจะเป็นอย่างหลัง ถึงแม้จะเป็นงานที่เป้าหมายอยู่ที่กลุ่มผู้ชมอายุน้อยกว่าก็ตามที

ดิสนีย์เองยังมีแผนสร้างหนังคนแสดงจากการ์ตูนมาร์เวลเรื่องใหม่ๆ, ซีรีส์ที่แปะป้าย Star Wars, รายการ High School Musical show และแอนิเมชันซีรีส์ Monsters, Inc. ให้ได้ชมกันเมื่อบริการสตรีมมิงเปิดตัวอีกด้วย

งานนี้เห็นได้ชัดว่าทางดิสนีย์พยายามที่จะให้มีคอนเทนท์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อล่อคอหนังให้มาสมัครบริการสตรีมมิงของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือรายการโทรทัศน์ต่างก็เน้นที่เนื้อหาซึ่งสามารถชมกันได้ทั้งครอบครัว อย่างซีรีส์มาร์เวลก็จะมีโทนแบบ Agents of S.H.I.E.L.D. มากกว่า Daredevil ขณะที่ซีรีส์ Star Wars ก็น่าสนใจว่าจะถูกสร้างออกมายังไง

ที่ลืมไม่ได้ก็คือชะตากรรมของบรรดาหนังใหญ่ Star Wars และหนังมาร์เวลที่มีให้ได้ชมกันอยู่บนเน็ทฟลิกซ์ขณะนี้ บ็อบ ไอเกอร์ ซีอีโอของดิสนีย์ได้ออกมาบอกแล้วว่า ทางบริษัทตัดสินใจที่จะโยกหนังเหล่านี้ รวมไปถึงหนังของพิกซาร์ออกจากเน็ทฟลิกซ์มาไว้ในบริการสตรีมมิงของพวกเขาเอง ซึ่งกลายเป็นการยุติข่าวลือต่างๆ ที่เกี่ยวกับหนังมาร์เวลและลูคัส ฟิล์มที่ทุกวันนี้ชมกันได้ในเน็ทฟลิกซ์

“เราได้ตัดสินใจแล้วว่าจะใส่หนังมาร์เวลและ Star Wars ลงในแอพพ์นี้ด้วย” ไอเกอร์กล่าวในงานหนึ่ง และกับการขาดคอนเทนท์แม่เหล็กเหล่านี้ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เน็ทฟลิกซ์เร่งสร้างคอนเทนท์ของตัวเองให้มากขึ้น เพื่อที่จะไม่ต้องพึ่งพาคอนเทนท์จากสตูดิโออื่นๆ ให้มากนัก และทำให้เกิดภาวะดูดคนทำงานเกิดขึ้น ล่าสุดเน็ทฟลิกซ์ได้เซ็นสัญญากับชอนดา ไรม์ส ผู้สร้างสรรค์ซีรีส์ฮิตๆ ให้กับสถานีเอบีซีที่อยู่ใต้ปีกของดิสนีย์มานานกว่าทศวรรษ อย่าง Grey’s Anatomy และ Scandal

ที่น่าจับตาก็คือ แผนของดิสนีย์ภายใต้การบริหารของไอเกอร์จะเขย่าบัลลังก์ของเน็ทฟลิกซ์ได้มากน้อยขนาดไหน? เพราะนี่คือการต่อสู้ระหว่างราชาแห่งคอนเทนท์กับยักษ์ใหญ่ของบริการสตรีมมิงก็ว่าได้ “เราเริ่มกระบวนพัฒนาคอนเทนท์สำหรับช่องดิสนีย์กันไปแล้ว โดยทางสตูดิโอจะผลิตซีรีส์โทรทัศน์และภาพยนตร์ของตัวเอง เพื่อบริการสตรีมมิง” ไอเกอร์กล่าว “เรามอบหมายให้พวกเขาสร้างภาพยนตร์มากขึ้น ซึ่งผลงานเหล่านี้ต้องมีความพิเศษ เฉพาะตัวมากๆ สำหรับบริการสตรีมมิง ที่จะก่อให้เกิดการลงทุนก้อนใหญ่สำหรับสินทรัพย์ที่ตีตราดิสนีย์ทั้งงานโทรทัศน์และภาพยนตร์

ถึงจะมีคู่แข่งคนสำคัญเปิดตัว เปิดหน้าชัดเจนอย่างที่เห็น แต่ไปๆ มาๆ มูลค่าของเน็ทฟลิกซ์ในตลาดหุ้นก็แซงหน้าดิสนีย์คู่แข่งคนสำคัญไปแล้วเป็นครั้งแรก เมื่อ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าในตลาดหุ้นมากกว่าคอมแคสท์มาก่อนหน้าไม่นาน

โดยราคาหุ้นของเน็ทฟลิกซ์ในช่วงดังกล่าวปิดโดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.3% ปิดที่ราคา 49.29 เหรียญต่อหุ้น ทำให้มูลค่าในตลาดหุ้นขยับเป็น 161 พันล้านเหรียญ และเทียบกับวันนี้เมื่อปีที่ผ่านมา หุ้นของเน็ทฟลิกซ์เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 82% ขณะที่หุ้นของดิสนีย์ราคาตกลงไปจากเดิม 0.7% ปิดที่ราคา 102.11 เหรียญต่อหุ้น มูลค่าตลาดอยู่ที่ 152 พันล้านเหรียญ

ส่วนการเติบโตของเน็ทฟลิกซ์ก็ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูงทั่วโลก โดยผู้สมัครใช้บริการทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกาต่างก็มากกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ ซึ่งในตอนนี้ยอดผู้สมัครชมเน็ทฟลิกซ์มีมากถึง 125 ล้านรายทั่วโลก

ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2018 เน็ทฟลิกซ์รายงานว่ารายได้ของพวกเขาอยู่ที่ 3.7 พันล้านเหรียญเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 40% คิดเป็นรายได้สุทธิ 290 ล้านเหรียญเพิ่มจากเดิม 63% และน่าสนใจมากๆ ว่า เมื่อสิ้นสุดปีนี้รายได้และผลประกอบการของเน็ทฟลิกซ์จะเป็นอย่างไร เมื่อการเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และในอัตราที่สูงเช่นนี้

แต่ระหว่างที่รอวันสิ้นปีมาถึง ตอนนี้คงต้องเปิดชม Rogue One: A Star Wars Story ที่เน็ทฟลิกซ์กันไปก่อน

โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง จับตามวยคู่ใหม่ในตลาดสตรีมมิง เน็ทฟลิกซ์เจ้าเก่า กับน้องใหม่ดิสนีย์ นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1260 ปักษ์หลัง กรกฎาคม 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 77
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    77
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On