ดิสนีย์ลุยสงครามสตรีมิงเต็มตัว ทุ่มงบหลายพันล้านเหรียญ สร้างซีรีส์และหนังลงดิสนีย์พลัสต่อเนื่อง

SHARE THIS
  • 37
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    37
    Shares

จากรายงานของเว็บไซต์ Variety.com เมื่อพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2020 วอลท์ ดิสนีย์ คัมพะนี ได้จัดงานนำเสนอแผนงานต่อนักลงทุนซึ่งกินเวลายาวนานถึงสี่ชั่วโมง ที่แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการบริหารงาน การจัดการของบริษัท รวมไปถึงเปิดตัวผลงานที่น่าตื่นตา ที่จะถูกปล่อยออกมาให้ชมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ทางโรงภาพยนตร์ หรือว่าบริการสตรีมิง รวมไปถึงเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้ชายคา มีทั้งผลงานที่แปะตราลูคัสฟิล์มส์เช่นหนังชุด Star Wars, งานจากมาร์เวล, พิกซาร์ และวอลท์ ดิสนีย์ รวมทั้งแจ้งยอดผู้ใช้บริการของดิสนีย์พลัส ที่ผ่าน 86 ล้านรายไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสองเดือนก่อนหน้าที่มีผู้ใช้บริการราวๆ 73 ล้านราย

หลังจากการแถลงข่าว ในวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคมหุ้นของดิสนีย์ก็พุ่งพรวดทำสถิติสูงที่สุดตลอดกาล โดยกระโดดขึ้นไปจากเดิมกว่า 13% โดยจบวันที่ราคาหุ้นละ 175.72 เหรียญ ดันราคาของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปถึงกว่า 318 พันล้านเหรียญ ทำให้ในปีนี้หุ้นของดิสนีย์ราคาเพิ่มขึ้นถึง 21% ในวันเดียวกันหุ้นของเน็ตฟลิกซ์ขยับลงเล็กน้อย ก่อนที่จะจบวันด้วยราคาที่เพิ่มขึ้น 0.4% ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะการโดดลงมาเป็นคู่แข่งใหญ่รายสำคัญของดิสนีย์

งานนี้ไม่ได้แค่เป็นการส่งสารสำหรับนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสื่อสารที่ชัดเจนกับแฟนๆ ในการเตรียมสตางค์ให้พร้อมสำหรับการสมัครใช้บริการสตรีมิงภายใต้ชายคาดิสนีย์ ไม่ว่าจะเป็น ดิสนีย์ พลัส, อีเอสพีเอ็น พลัส, ฮูลู ที่จะมีรายการของเอฟเอ็กซ์มากขึ้น แล้วหากเป็นนอกสหรัฐอเมริกาก็จะเป็นบริการของสตาร์ และสตาร์พลัส

แล้วยังเป็นการส่งสารไปยังบรรดาบริษัทอื่นๆ ในฮอลลีวูดไหม? เมื่อศักยภาพที่มีจากสถานภาพของดิสนีย์ที่เป็นผู้นำ, ผู้ให้บริการสตรีมิงระดับโลก จะทำให้พวกเขากลายเป็นธานอส จากหนัง Avengers อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานนี้เห็นได้ชัดว่า ดิสนีย์ตั้งใจที่จะปล่อยซีรีส์และภาพยนตร์มากมายไปสู่ผู้ชม เมื่อบริษัทเผยออกมาตรงๆ ว่ามีแผนจะลงเงินถึง 8 – 9 พันล้านเหรียญ ไปกับรายการทางดิสนีย์ พลัสล้วนๆ ในปีทางการเงิน 2024 โดยคาดกันว่าจะมีเงิน 14 – 16 พันล้านเหรียญใช้จ่ายไปกับรายการต่างๆ ที่ส่งตรงไปถึงผู้ชม ผ่านทางดิสนีย์ พลัส, ฮูลู และอีเอสพีเอ็น พลัสในปีทางการเงินเดียวกัน

ดิสนีย์ยังตั้งเป้าอัดยอดผู้สมัครใช้งานของดิสนีย์ พลัสให้เพิ่มขึ้นแบบมโหฬารเป็น 230 – 260 ล้านรายภายในปีการเงิน 2024 ที่สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2024 เพิ่มจากที่เคยคาดกันไว้เมื่อวันพบปะนักลงทุนครั้งก่อนตอนเดือนเมษายน 2019 ราวๆ 60 – 90 ล้านคน ขณะที่ฮูลูก็คาดว่าจะมีผู้สมัครใช้บริการราวๆ 50 – 60 ล้านคนในปีการเงิน 2024 ซึ่งเป็นการจำกัดวงให้แคบลงจากที่เคยประเมินเอาไว้ 40 – 60 ล้านราย สำหรับอีเอสพีเอ็น พลัส ถูกมองว่าจะดึงดูดผู้สมัครได้ราวๆ 20 – 30 ล้านคน ในกรอบเวลาดังกล่าว ซึ่งเพิ่มจากที่ประเมินไว้ก่อนหน้า 8 – 12 ล้านราย

ตอนที่ดิสนีย์ พลัสเปิดให้บริการเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ในเดือนพฤศจิกายน 2019 มีเสียงหัวเราะเยาะว่าบริการมีเป้าหมายหลักเป็นเด็กๆ แต่ผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงินของบริษัท (CFO-Chief Financial Officer) คริสทีน แม็คคาร์ธี ซีเอฟโอ ออกมาแสดงความเห็นที่หักล้างมุมมองเหล่านั้น

“จากการสังเกตการณ์ที่เราทำ ซึ่งมีข้อมูลที่ชัดเจนและสมจริง คือ มีคนที่ไม่มีเด็กๆ ในการดูแลสมัครใช้บริการมากขึ้นในทุกวันนี้” เธอกล่าว

ตอนนี้ดิสนีย์มองไกลไปที่ผู้สมัครใช้บริการทั่วโลก 300 – 350 ล้านรายเมื่อสิ้นปีการเงิน 2024 สำหรับบริการสตรีมิง จากที่มี 137 ล้านรายเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2020

ที่น่าสนใจก็คือ กับการพุ่งเป้ามายังผู้สมัครใช้บริการสตรีมิงอย่างจริงจัง ทางบริษัทคาดการณ์ด้วยว่า รายได้ของพวกเขาราวๆ 30%-40% จากโปรเจ็คท์ต่างๆ ของดิสนีย์พลัส ในปีทางการเงิน 2024 จะมาจากบริการดิสนีย์พลัส ฮ็อตสตาร์ในอินเดีย ที่มีค่าสมัครใช้บริการต่ำกว่าที่อื่นๆ โดยบริการดิสนีย์พลัสแบบวีไอพีอยู่ที่ 399 รูปี หรือ 5.40 เหรียญต่อปี และดิสนีย์พลัส พรีเมียมอยู่ที่ 1499 รูปีหรือ 20 เหรียญต่อปี โดยในปัจจุบันจากผู้ใช้บริการดิสนีย์ พลัส 86.8 ล้านราย มีถึง 30% หรือราวๆ 24 ล้านรายเป็นผู้ใช้บริการดิสนีย์พลัส ฮ็ฮตสตาร์ในอินเดีย

ขณะที่ดิสนีย์ปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจสื่อและธุรกิจบันเทิง เพื่อเป้าหมายที่ดีกว่าในทุกการสร้างสรรค์รายการและภาพยนตร์สำหรับบริการสตรีมิง แผนการผลิตต่างๆ ก็ต้องมีการเพิ่มกำลังอย่างจริงๆ จังๆ ตามไปด้วย แต่บ็อบ ไอเกอร์ ประธานกรรมการบริหารของดิสนีย์ (CEO – chief executive officer) ที่ลงจากตำแหน่งเมื่อเก้าเดือนที่แล้ว และเปลี่ยนมารับหน้าที่ใหม่ ด้วยการดูแลแผนกสร้างสรรค์รายการ บอกกับนักลงทุนว่า จะเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ

“สิ่งเดียวที่มีผลในการเพิ่มจำนวนผู้สมัครใช้บริการ ก็คือเนื้อหาที่ดี” ไอเกอร์ กล่าวผ่านการออกอากาศทางเว็บแคสท์ ซึ่งบรรดาผู้บริหารของดิสนีย์คนแล้วคนเล่าออกมาเผยถึงโปรเจ็คท์ต่างๆ จาก ดานา วอลเดน หัวหน้าฝ่ายรายการบันเทิงของดิสนีย์ เทเลวิชัน ไปจนถึงเควิน ไฟกี หัวหน้าของมาร์เวล สตูดิโอ “และขณะที่เราเพิ่มผลงานของเราออกมา สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเสมอก็คือคุณภาพ ไม่ใช่จำนวน คุณภาพจะทำให้เกิดคุณค่า และตราบเท่าที่ยังคงทำหน้าที่เล่าเรื่องราวต่างๆ นั่นคือมนตราของเรา”

ความเห็นดูเหมือนจะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เน็ตฟลิกซ์​ผู้นำบริการสตรีมิงในสหรัฐอเมริกา ที่เติบโตจนมีผู้ใช้บริการทั่วโลก 195.2 ล้านราย นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อประมาณหสึ่งทศวรรษก่อน และเห็นได้ชัดว่าทำงานแบบเน้นปริมาณ

ถึงจะย้ำว่าเน้นคุณภาพ แต่ดิสนีย์ก็ตั้งเป้าว่าจะปล่อยเนื้อหาใหม่ๆ ออกมาให้ได้ชมกันปีละมากกว่า 100 เรื่อง ผ่านบริการต่างๆ ของตัวเอง โดยมีแผนที่จะเพิ่มขนาดห้องสมุคของดิสนีย์ พลัส ซึ่งจะเพิ่มเติมเข้าไปด้วย ซีรีส์มาร์เวล 10 เรื่อง, ซีรีส์ Star Wars 10 เรื่อง และ ซีรีส์ดิสนีย์กับพิกซาร์ 15 เรื่อง ที่จะปล่อยให้ชมกันทางดิสนีย์ พลัสตลอดหลายปีข้างหน้า

“คุณภาพของรายการและคนทำงานสำหรับรายการสตรีมิง ทั้งหน้ากล้องและหลังกล้องจะอยู่ในระดับเดียวกับงานของเราที่ฉายทางโรงภาพยนตร์” ไอเกอร์ เสริม “จริงๆ แล้ว ความแตกต่างเดียวระหว่างงานเหล่านี้และหนังจอใหญ่ของเราก็คือ ความยาว”

บ็อบ ชาเพ็ค ประธานกรรมการบริหารของดิสนีย์ พูดถึงเป้าหมาย 100 รายการว่า ‘จุดหมายเร่งด่วน’ และยังกล่าวถึงโปรเจ็คท์ต่างๆ ในหลายๆ ปีข้างหน้า ซึ่งมีซีรีส์ 63 เรื่อง และภาพยนตร์ 42 เรื่อง ว่า “80% ของรายการทั้งหมด เป้าหมายตั้งต้นก็เพื่อส่งตรงสู่ผู้ชม”

“หนังหรือซีรีส์เกือบทั้งหมดของเรา อย่างไรก็ตามจะจบลงด้วยการเป็นงานส่งตรงสู่ผู้บริโภค” ชาเพ็คย้ำ ซึ่งเป็นการเน้นว่าการทำงานของบริษัท ที่พุ่งเป้าไปที่สตรีมิง

คำถามที่เกิดขึ้นก่อนงานพบปะนักลงทุนก็คือ เรื่องดิสนีย์จะดูแลหนังฉายโรง และปล่อยหนังใหญ่ๆ ออกฉาย ก่อนจะส่งไปอยู่ในบริการสตรีมิง แบบไหน หรือจะทำแบบเดียวกับที่วอร์เนอร์ บราเธอร์สทำ ด้วยการปล่อยหนังที่เรื่องในปี 2021 ลงสตรีมิงวันเดียวกับที่ฉายในโรงภาพยนตร์

คำตอบที่ปรากฏ กินความกว้างและหลากหลายกว่าก่อนหน้านี้ หนังใหญ่ๆ เช่น Black Widow ของมาร์เวล จะยังคงเป็นหนังโรงใหญ่ แต่หนังอีกหลายๆ เรื่อง อาทิ Pinocchio ที่นำแสดงโดยทอม แฮงค์ส และ Peter Pan and Wendy จะไม่เข้าโรง โดยเปิดตัวกันในดิสนีย์พลัสเลย แต่ Raya and the Last Dragon จะเปิดตัวทางสตรีมิงแบบพรีเมียมโดยเสียค่าชม 30 เหรียญ ในวันเดียวกับที่เปิดตัวในโรงภาพยนตร์ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2021

โดยดิสนีย์รู้ดีถึงสถานภาพของตัวเองในฐานะผู้นำบ็อกซ์ออฟฟิศของปี กับการที่มีหนังถึง 7 เรื่องในปีที่ผ่านมา ทำเงินได้เรื่องละกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญเฉพาะในโรงภาพยนตร์ พวกเขาไม่มีทางยกธงขาวง่ายๆ ไม่ว่าจะมีเรื่องโรคระบาดหรือไม่

“เราสร้างหนังภาคต่อเหล่านั้นผ่านการฉายในโรงภาพยนตร์ และเราได้เงินหนึ่งหมื่นสามพันล้านเหรียญจากบ็อกซ์ อฟฟิศกลับมาในปี ’19” ชาเพ็คกล่าว “เพราะฉะนั้นสำหรับเราแล้ว มันเป็นเรื่องของการสร้างสมดุลย์ ขณะที่พวกเขาเกิดการเปลี่ยนผ่าน และนั่นก็คือสาเหตุที่เรามีการปรับองค์กรใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าเรามีองค์กรที่ยืดหยุ่นมากพอที่จะอ่านสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่จะเป็นการหยุดชะงักเพราะโควิด หรือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งช่วยให้เราตัดสินได้อย่างรวดเร็วขณะที่ก้าวไปข้างหน้า”

สำหรับกลยุทธการขายหนังแบบพรีเมียม ชาเพ็คบอกว่าการปล่อยหนังจำนวนหนึ่งทางดิสนีย์พลัส วันเดียวกับที่เปิดตัวในโรงภาพยนตร์ เป็นการทำงานที่เหมาะกับบริษัท อย่างน้อยก็ในตอนนี้

“เห็นได้ชัดว่าในตอนนี้ เป็นกรรมวิธีที่ไปได้ด้วยดี ขณะที่เรามีการทำธุรกิจในโรงภาพยนตร์ ซึ่งแสนท้าทายมากๆ” เขาบอกกับนักวิคราะห์ ระหว่างช่วงสอบ-ถามในงานพบปะนักลงทุน “การทำแบบนี้ทำให้เราไม่ต้องมีหนังมากองๆ ถ้าทำได้ จะช่วยให้เราเดินหน้าและสามารถส่งหนังลงโรงภาพยนตร์ได้ด้วย บางทีก่อนที่เราจะมีงานสำรองแบบ 100% ด้วยซ้ำ เรากำลังดูกันว่า ขณะที่เรามีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ กลยุทธแบบนั้นสามารถเดินหน้าต่อ โดยใช้เป็นรูปแบบการทำธุรกิจได้ไหม”

โดยดิสนีย์ที่มีข้อได้เปรียบจากการมีบริการสตรีมิงที่หลากหลาย ยังใช้โอกาสนี้เปิดแผนงานสำหรับบริการสตรีมิงระดับนานาชาติ สตาร์ ที่จะเปิดบริการในเดือนกุมภาพันธ์ และการจับเอาบริการอีเอสพีเอ็นพลัส เข้าไปอยู่ในหน้ารายการของฮูลูในช่วงต้นปีหน้าด้วย

นอกจากนี้ก็ประกาศถึงผลงานต่างๆ ที่จะทะยอยปล่อยออกมาให้ชมกัน โดยแพ็ตตี เจนคินส์จะมากำกับหนังใหญ่เรื่องใหม่ของ Star Wars ที่ชื่อ Rogue Squadron, หนัง Black Panther II จะเปิดตัวในวันที่ 8 กรกฎาคม 2022 และจะไม่มีการคัดเลือกนักแสดงมารับบทที’ชัลลาแทนแชดวิค โบสแมนที่เสียชีวิตไป, ลิน-มานูเอล มิแรนดา จะแต่งเพลงให้กับแอนิเมชันจอใหญ่ เพลง-เบาสมองของดิสนีย์ เรื่อง Encanto, แอนิเมชัน Raya and the Last Dragon จะเปิดตัวทางดิสนีย์พลัส โดยเป็นการชมแบบพรีเมียมที่ต้องจ่ายเงินชมเพิ่ม 30 เหรียญ ในวันเดียวกับการเปิดตัวในโรงหนัง และคริส อีแวนส์จะมาให้เสียงบัซซ์ ไลท์เยียร์ในหนังใหญ่ของพิกซาร์ ที่ว่าด้วยตัวละครรายนี้จาก Toy Story

ขณะที่บรรดาซีรีส์ตอนแยกของ Star Wars ที่จะลงดิสนีย์พลัสก็มี Rangers of the New Republic ที่ว่าด้วยเรื่องราวของอาห์โซคา ทาโน, Andor ที่นำแสดงโดยดีเอโก ลูนา, แอนิเมชันเรื่อง The Bad Batch และการกลับมารับบทดาร์ธ เวเดอร์ของเฮย์เดน คริสเตนเซน กับการเป็นโอบี-วัน เคโนบีของยวน แม็คเกรเกอร์ ใน Obi-Wan Kenobi

ขณะที่ซีรีส์เรื่อง Moana จะมีให้ชมทางดิสนีย์พลัสในปี 2023 นอกจากนี้แอนิเมชันซีรีส์ Tiana, Zootopia Plus และ Baymax ก็มีแผนงานสร้างให้ชมเช่นกัน, ซีรีส์ตอนแยกของ Up เรื่อง Dug Daysan จะมีให้ชมในดิสนีย์พลัสช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 ส่วนซีรีส์ที่เป็นตอนแยกของ Cars จะเปิดตัวในปี 2022

สำหรับบริการอื่นๆ ของดิสนีย์ อีเอสพีเอ็นได้สิทธิรายการกีฬาของ เอสอีซี สปอร์ตส์จากซีบีเอส เป็นเวลา 10 ปี, เอฟเอ็กซ์จะมีซีรีส์เรื่อง Alien ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนาโดยโนอาห์ ฮอว์ลีย์ และตระกูลคาร์ดาเชียนจะมีรายการทางฮูลู

ดิสนีย์ยังประกาศขึ้นค่าบริการสำหรับดิสนีย์พลัส โดยในสหรัฐอเมริกาค่าบริการจะเพิ่มจากเดิม 1 เหรียญต่อเดือน ไปเป็น 7.99 เหรียญ ในเดือนมีนาคม 2021 โดยค่าบริการรายปีจะเป็น 79.99 เหรียญ เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 เหรียญ สำหรับการชมเดี่ยวๆ ส่วนในยุโรปจะเพิ่มจากเดิม 2 ยูโรต่อเดือน ไปเป็น 8.99 ยูโรในเดือนกุมภาพันธ์ โดยจะรวมบริการสตาร์ที่เพิ่งเปิดตัวเข้าไปด้วย

สำหรับการชมแบบสามบริการดิสนีย์พลัส-ฮูลูมีโฆษณา และอีเอสพีเอ็นพลัส ค่าใช้บริการจะเพิ่มขึ้น 1 เหรียญเป็น 13.99 เหรียญต่อเดือน

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ดิสนีย์พลัสเพิ่งเปิดให้บริการในละตินอเมริกา ซึ่งมีแผนที่จะปล่อยบริการเดี่ยวๆ ที่ชื่อ สตาร์พลัสในเดือนมิถุนายน 2021 ที่จะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬารวมเข้าไว้ด้วย ขณะที่ในตลาดเอเชียทางบริษัทหวังว่าจะเปิดตัวบริการแพ็คเกจดิสนีย์พลัส/สตาร์ที่สิงค์โปร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ตามด้วยประเทศแถบยุโรปตะวันออก, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

บริษัทวอลท์ ดิสนีย์ เปิดตัวดิสนีย์มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2019 และได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว มีผู้สมัครใช้งานถึง 10 ล้านรายหลังภายในหนึ่งวันนับจากการเปิดตัว และเพิ่มเป็น 50 ล้านรายในห้าเดือนแรก โดยรายการที่มีให้ชมจะเป็น งานในคลังของดิสนีย์, พิกซาร์, มาร์เวล และ Star Wars รวมถึงซีรีส์ของบริการเอง The Mandalorian รวมไปถึงรายการและภาพยนตร์เรื่องพิเศษ เช่น ละครเพลง Hamilton กับหนังคนแสดง Mulan ที่สามารถชมได้โดยต้องจ่ายเงินเพิ่ม 30 เหรียญเป็นเวลา 90 วัน ก่อนจะปล่อยให้ชมฟรี

นอกจากจะเข้าสู่ตลาดสตรีมิง ในฐานะหนึ่งผู้ให้ความบันเทิงระดับหัวแถวแล้ว ปัจจัยในความสำเร็จของดิสนีย์พลัส ยังอยู่ที่ราคาไม่แพง โดยในตอนนั้นอยู่ที่ 6.99 เหรียญต่อเดือน และแม้จะขึ้นราคาเป็น 7.99 เหรียญต่อเดือนก็ยังถูกกว่าคู่แข่ง อย่าง เน็ตฟลิกซ์ หรือเอชบีโอ แม็กซ์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ทางบริษัทน่าจะดึงรายได้จากการขายหนังตามสั่งแบบพรีเมียมมาแทน

ก่อนหน้าวันพบปะนักลงทุน นักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทคาดการณ์การเติบโตของสมาชิกดิสนีย์พลัส เพิ่มขึ้นจากที่เคยมองไว้ก่อนแล้ว แต่หลังจากงาน คงต้องมีการปรับกันใหม่ โดยพวกเขามองว่า ดิสนีย์พลัสน่าจะมีสมาชิกตอนสิ้นปีทางการเงิน 2024 ที่ 135-145 ล้านราย ซึ่งต่ำกว่าที่ทางบริษัทคาดเอาไว้ 230 – 260 ล้านรายมหาศาล

โดย ฉัตรเกล้า จากเรื่อง ดิสนีย์ลุยสงครามสตรีมิงเต็มตัว ทุ่มงบหลายพันล้านเหรียญ สร้างซีรีส์และหนังลงดิสนีย์พลัสต่อเนื่อง คอลัมน์ Special Scoop นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1319 ปักษ์แรกมกราคม 2564


SHARE THIS
  • 37
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    37
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On