ดูหนังทั้งปี 2017 ตอนที่สาม กับหนังที่น่าสนใจที่จะเข้าฉายในบ้านเราปีนี้

SHARE THIS
  • 42
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    42
    Shares

ปี 2017 ยังคงเป็นปีที่มีภาพยนตร์ที่น่าติดตาม ในระดับห้ามพลาดมากมายหลายเรื่องให้ได้ชมกัน และนี่คือบางส่วนที่เปิดหน้า เปิดตาออกมาให้ได้รู้กันแล้วว่า จะมาเจอกับผู้ชมในปีนี้ ซึ่งบางเรื่องก็เข้าฉายในบ้านเราเรียบร้อยไปแล้ว และมีเรื่องอะไรบ้างนั้นคลิกอ่านกันได้ที่นี่

GUARDIANS OF THE GALAXY VOL.2
ผู้กำกับ: เจมส์ กันน์ นักแสดง: คริส แพรทท์, โซอี ซัลดานา, เดฟ บัวติสตา, แบรดลีย์ คูเปอร์, คาเรน กิลแลน

“ตราบเท่าที่เจมส์ กันน์ยังกำกับหนังเรื่องนี้อยู่ เป็นไปได้ว่าจะได้เห็นโฮเวิร์ด เดอะ ดัค” เดฟ บัวติสตา หรือแดร็กซ์ ตัวละครที่ลำคอแข็งแกร่ง แต่มีจุดอ่อนที่การปลอมแปลงตัว ในหนัง Guardians of the Galaxy เผย ไม่ว่าเขาจะเล่นมุขหรือไม่ แต่สาเหตุที่ทำให้เป็นอย่างที่เขาบอก มันจริง ความสำเร็จของหนังอวกาศในจักรวาลของมาร์เวลเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็คือการนำเสนอวัฒนธรรมป็อป, เรื่องราวที่ได้น้ำได้เนื้อ ซึ่งทั้งหมดล้วนทำให้กันน์กล้าเสี่ยงมากขึ้นสำหรับหนัง Vol. 2

กับการทำลายรูปแบบการสร้างตัวละครในจักรวาลมาร์เวล ด้วยการสร้างซูเปอร์ทีมที่ประกอบด้วย ต้นไม้, แรคคูน โรคจิต, อีสาวเกเร, นักมวยปล้ำ และ มือสังหารจอมกวน Guardians คือหนังฮิตแจ้งเกิดของปี 2014 ที่มีแค่หนังหุ่นยนต์ของไมเคิล เบย์ และพวกฮ็อบบิท ที่ทำได้ดีบนอันดับหนังทำเงิน ยิ่งไปกว่านั้น หนังทำให้ร็อคเก็ท, สตาร์-ลอร์ด, กรูท, แดร็กซ์, กาโมรา และประโยคติดปาก “อูกา ชากา” ไปอยู่ในใจแฟนๆ เต็มทั้งสี่ห้อง และพวกเขาน่าจะทำแบบนั้นได้อีกครั้ง ด้วยความมั่นใจที่มากขึ้นในหนังภาคสอง ที่ผสมผสานอารมณ์, ความเป็นแฟนตาซี และการเล่าเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน เคิร์ท รัสเซลล์ ที่จะมาเปิดตัวในหนังภาคนี้ เผยว่า

“เรื่องมันซับซ้อน” รัสเซลล์บอก “มันมีการพูดถึงเรื่องความเป็นมนุษย์, ความเป็นครอบครัว, ความเป็นพ่อเป็นแม่ มากขึ้น แล้วก็มีเรื่องลูกชาย-ลูกสาวกับพ่อ กับแม่ รวมไปถึงแผนภูมิครอบครัวของพวกเขา ที่จะบอกว่าพวกเขามาจากไหน”

หนนี้พวกเขาต้องพยายามเกาะกันให้อยู่ ขณะที่ค้นหาความจริงที่เกี่ยวกับปีเตอร์ ควิลล์ ของคริส แพรทท์ ซึ่งแม่จากไปตั้งแต่ในตอนเปิดเรื่องของหนังภาคแรก และพ่อเดินทางไปสู่จักรวาล ความพยายามครั้งนี้ทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคง ถึงแม้ว่าภาพและฟุตเตจที่ถูกปล่อยออกมา จะแสดงให้เห็นว่าหนังมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดอวกาศมีงวง, แรคคูนขี้หงุดหงิด, เพลงประกอบที่เด็ดขาด และอ้อมกอดแบบแมนๆ อันอบอุ่นระหว่างแดร็กซ์และสตาร์-ลอร์ด

คุณภาพด้านอื่นๆ ที่กันน์พร้อมมอบให้ก็คงไม่พ้น การนำเสนอตัวละครหญิงที่แข็งแรง โดยคนที่กลับมาก็มีทั้ง คาเรน กิลแลน (เนบิวลา), ซัลดานา (กาโมรา) ที่จะได้เจอเอเลียนที่เล่นโดย พอม เคลเมนทีฟฟ์

MOONLIGHT
ผู้กำกับ: แบร์รี เจนกินส์ นักแสดง: อเล็กซ์ อาร์ ฮิบเบิร์ท, แอชตัน แซนเดอร์ส, เทรวานเต โรห์ดส์, นาโอมี แฮร์ริส, มาเฮอร์ชาลา อาลี

ทุกๆ ช่วงเวลาล่ารางวัลในแต่ละปี ย่อมมีหนังแบบอันเดอร์ด็อกอย่างน้อยก็ 1 เรื่อง เป็นสายฟ้าที่จู่ๆ ก็ฟาดลงมาโดยที่ไม่ได้ยินเสียง จากที่ไหนก็ไม่รู้ นอกเหนือไปจากกลุ่มตัวเต็งตามงานเทศกาลภายนตร์ และปีนี้ Moonlight คือหนังเรื่องนั้น ซึ่งจะพาผู้ชมไปพบกับเรื่องราวการก่อร่างสร้างตัว ที่กินเวลาหลายต่อหลายปี และเต็มไปด้วยพลังของเกย์หนุ่มผิวดำ นี่คืองานที่ต่อต้านความซ้ำซาก และไม่ใช่งานในแบบที่ใครคาดคิดมาก่อน

กับการขุดค้นชีวิตในช่วงวัยหนุ่ม และก่อนหน้านั้นของชิรอน (ซึ่งรับบทโดย อเล็กซ์ อาร์ ฮิบเบิร์ท, แอชตัน แซนเดอร์ส และ เทรวานเต โรห์ดส์) ที่มีความแตกต่างกันไป 3 แบบจาก 3 ช่วงเวลา ซึ่งแทบจะกลายเป็นหนังที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ Boyhood ได้สบายๆ แต่ในกรณีนี้ ตัวละครเด็กหนุ่มในเรื่อง ไม่ได้ค่อยๆ โตไปตามวันเวลา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนนักแสดง ที่มารับบทในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทำให้การสลับสับเปลี่ยนในแต่ละครั้งล้วนมีความโดดเด่น

“เราถ่ายกันตามเวลา” แบร์รี เจนกินส์ ผู้กำกับ/เขียนบทของหนัง เล่า “มันน่าสนใจดี เพราะเหมือนกับการทำงานกับทีมนักแสดงที่แตกต่างกัน” หนังดัดแปลงจากบทละครของ ทาเรลล์ อัลวิน แม็คครีนีย์ เรื่อง Moonlight Black Boys Look Blue ซึ่งเจนกินส์รู้สึกว่า ตัวเรื่องสะท้อนถึงบุคลิกภาพของตัวเขา “มันเหมือนกับว่า ทาเรลล์จับเอาหนึ่งในความทรงจำของผมไป แล้วทำให้กลายเป็นเหมือนเรื่องราวแบบความฝัน” หนังถ่ายทำกันที่ไมอามี ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตมา แล้วก็ปอกบทละครให้ออกมาเป็นเรื่องราวชีวิตในแต่ละวัน “ผมรู้สึกว่า ‘เฮ้ย… นี่มันซับซ้อนไปแล้ว เราต้องทำให้มันง่ายลง และวางเส้นเรื่องใหม่'” แล้วก็ต้องลดบทสนทนาลง เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับความเงียบ

“เขาเป็นผู้กำกับที่ท้าทายให้คุณกล้าเล่าเรื่องในแบบที่มีศิลปะผ่านความเงียบ” มาเฮอร์ชาลา อาลี ที่เล่นเป็นคนขายยาซึ่งดึงชิรอนเข้ามาอยู่ในการดูแลพูด โดยหนึ่งเดียวที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดทั้งสามองก์ของหนัง ก็คือ พอลา แม่ของชิรอนที่รับบทโดย นักแสดงที่ยากจะนึกออกยามปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ นาโอมิ แฮร์ริส ที่มอบการแสดงแบบสุดติ่งให้กับหนัง แต่ในตอนแรก เธอลังเลที่จะรับบทนี้ “ฉันเป็นพวกระมัดระวังในการเลือกงานมากๆ” เธอเล่า “เพราะฉันมักจะบอกเสมอๆ ว่า อยากเล่นเป็นผู้หญิงในยุคปัจจุบัน, เป็นผู้หญิงผิวดำ โดยเฉพาะในด้านที่เป็นบวก แล้วฉันก็ถูกลากไปเป็นพวกคนติดยา”

คนค้ายา, คนติดยา อาจเป็นตัวละครในแบบเดิมๆ แต่เจนกินส์ ก็ตัดทิ้งทุกๆ ความคุ้นเคยออกไป ในทุกๆ จุดเปลี่ยนของหนัง “มีคนที่เราไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก แล้วเมื่อเราได้เจอกับเขา มันก็จะเป็นในลักษณะหนึ่ง แสดงแบบหนึ่ง” ผู้กำกับ/ เขียนบทของหนังกล่าว “หนังเริ่มต้นขึ้น โดนคุณเชื่อว่าตัวละครจะเป็นแบบนี้ แล้วคุณก็ได้เห็นเขากลายเป็นอีกอย่าง ผมคิดว่า สิ่งเหล่านั้นมีสีเทาๆ มากๆ เหมือนกับชีวิตจริงๆ ของเรานั่นแหละ”

JACKIE
ผู้กำกับ: เปาโล ลาร์ราอีน นักแสดง: นาทาลี พอร์ทแมน, บิลลี ครูดัพ, ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด

ผู้กำกับชาวชิเลียนกำลังเจอกับช่วงเวลา 12 เดือนที่แสนวุ่นวาย อย่างแรกเป็นเพราะหนังการเมืองของเขา Neruda ได้รับการอวยแบบสุดๆ ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ แล้วหลังจากนั้นอีก 3 เดือนต่อมา หนังภาษาอังกฤษเรื่องแรกของเขา Jackie ก็เดินสายตามงานเทศกาลภาพยนตร์ และเรียกเสียงฮือฮาในระดับรางวัลออสการ์ได้ทันที กับเรื่องราวที่เป็นการศึกษาความเป็นมาในแบบที่ต่างไปจากที่เคยชมกัน ของตัวละครคนสำคัญ สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา และผู้นำแฟชันในยุค 60 แจ็คเกอลีน เคนเนดี

หนังได้นาทาลี พอร์ทแมนมารับบทที่เป็นชื่อเรื่อง ซึ่งสามารถถ่ายทอดสภาพจิตของตัวละคร ในสภาพที่จู่ๆ ก็กลายเป็นม่าย ความคิดกระเจิดกระเจิงหลังโศกนาฏกรรมอันแสนสลด ออกมาได้อย่างน่าพึงพอใจ ขณะที่เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี สามีของเธอที่ดัลลัส เมื่อปี 1963 ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง ตั้งแต่ JFK ไปจนถึง Parkland ครึ่งหนึ่งที่ดีกว่าของเขา กลับถูกวางไว้เป็นแค่เครื่องเคียงเสมอๆ “มันน่าสนใจ เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว เธอคือราชินี ที่ปราศจากบัลลังก์” ลาร์ราอีน กล่าว “และเป็นราชินีที่ปราศาจากราชา”

บทของโนอาห์ อ็อพเพนไฮม์ ถูกเสนอให้กับลาร์ราอีนเป็นครั้งแรกโดย ดาร์เรน อะโรนอฟสกี ผ่านบริษัทสร้างภาพยนตร์ของเขา โปรโตซัว พิคเจอร์สที่อยู่เบื้องหลังโปรเจ็คท์นี้มานาน และผู้กำกับชิเลียนก็ให้ความสำคัญกับการเลือกพอร์ทแมนมารับบทนำแทบจะในทันที “นาทาลีเป็นคนที่สง่างาม, มีความคิดอ่าน, สวย และมีการศึกษาอย่างที่แจคกีเป็น” เขาเล่า ก่อนที่จะเสริมด้วยว่า นักแสดงออสการ์จาก Black Swan รายนี้ มีความ ‘ลึกลับ’ แบบเดียวกับที่เคนเนดีมี

“มีบทความ, บทสัมภาษณ์, หนัง และหนังสือ อะไรก็ตาม ออกมาเยอะมาก แต่เราก็รู้น้อยมากเกี่ยวกับเธอ” ลาร์ราอีน ที่ยิ่งขุดคุ้ยเรื่องราวของเคนเนดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งลุ่มหลงมากขึ้นเท่านั้น และภาพลักษณ์ของเธอก็เป็นเรื่องสำคัญ “มันให้ความรู้สึกว่า นี่เป็นบทที่อันตรายที่สุดในชีวิตการทำงานของฉัน” พอร์ทแมน กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ “เพราะทุกคนรู้ว่าเธอดูเป็นยังไง พูดแบบไหน แล้วก็เดินยังไง และมีภาพของเธอเอาไว้แล้ว ฉันไม่เคยเล่นเป็นตัวละครในแบบนี้มาก่อน”

ถ้าการแสดงของพอร์ทแมนอันควรค่ากับการคว้ารางวัล เป็นตัวส่งหนัง ลาร์ราอีนก็คือคนที่จัดการหาลิ่วล้อที่เต็มไปด้วยความสามารถมาอยู่รอบๆ กายเธอ ทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง ไม่ว่าจะเป็น การแสดงของปีเตอร์ ซาร์สการ์ด (บ็อบบี เคนเนดี) หรือเกรตา เกอร์วิก (แนนซี ทัคเกอร์แมน ผู้ช่วยดูแลทำเนียบขาว) ไปจนถึงงานดนตรีประกอบของ มิคา เลวี (Under the Skin) นักประพันธ์ดนตรีชาวอังกฤษ แล้วก็ผู้กำกับภาพ สเตฟาเน ฟอนเทน (A Prophet)

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังปฏิเสธที่จะเลี่ยงการเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยมของเจเอฟเค “ไม่มีใครบอกผมว่าอย่าทำมัน หรือทำให้มันต่างออกไป” เขากล่าว “ทำไมจะต้องปล่อยๆ มันไปด้วย ในเมื่อมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง? เราต้องการให้ผู้ชมเข้าใจ แบ่งปัน และรู้สึกถึงสิ่งที่เธอต้องผ่านไม่ใช่เหรอ? มันไม่ได้ออกมารุนแรง เพราะว่าเราต้องการให้มันดูรุนแรง เราทำให้ออกมาให้ดูแรงเพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้น มันเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลานั้น และกับประสบการณ์ในชีวิตของเธอ แล้วเราก็อยากจะแบ่งปันมัน”

THE FOUNDER
ผู้กำกับ: จอห์น ลี แฮนค็อค นักแสดง: ไมเคิล คีตัน, ลอรา เดิร์น, นิค ออฟเฟอร์แมน, จอห์น แคร์รอลล์ ลินช์, ลินดา คาร์เดลลินี

“คุณคิดว่ารู้เรื่องนี้แล้ว แล้วต่อจากนั้นคุณก็รู้สึกว่า คุณไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องของแม็คโดนัลด์ และมันเกิดขึ้นได้ยังไง” ไมเคิล คีตัน กล่าว “มันเป็นเรื่องที่โคตรน่าสนใจ”

เรื่องราวของเรย์ คร็อค ผู้ก่อตั้งเพียงในนามของยักษ์ใหญ่ในธุรกิจอาหารแดกด่วน กลายเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้บอกเรื่องราวชีวิตอย่างตรงๆ โรเบิร์ท ดี ซีเกลผู้เขียนบท (จากThe Wrestler) อธิบายบทที่ถูกขึ้นบัญชีดำของเขาว่า “คล้ายๆ กับหนัง The Social Network และ You Will be Blood” ซึ่งหนังทั้งสามเรื่องเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกัน มากพอๆ กับเกี่ยวกับตัวละครเอกของหนัง และทุกการตรวจสอบก็ขลุกอยู่กับเรื่องของศีลธรรมจรรยา ที่อยู่ภายใต้ความกดดันของเรื่องผลกำไรมหาศาล

“มันไม่ใช่หนังอัตชีวประวัติหรอก” จอห์น ลี แฮนค็อค ผู้กำกับกล่าว “โดยหลักๆ แล้ว มันเป็นช่วงเวลาเฉพาะ ตั้งแต่ปี 1954 – 1961” โปรเจ็คท์นี้เริ่มจากบริษัทสร้างภาพยนตร์ของเจเรมี เรนเนอร์ ส่วนแฮนค็อคที่ผ่านการทำงานในหนังอัตชีวประวัติมาแล้วถึง 2 เรื่อง The Blind Side และ Saving Mr. Banks เซ็นสัญญาทำงานอย่างเงียบๆ เพื่อจะย้อนเหตุการณ์ที่นำคร็อค เซลส์ขายเครื่องทำมิลค์เชค เข้าไปอยู่ในเส้นทางของผู้บุกเบิกร้านอาหารฟาสท์ฟูดของพี่น้องแม็คโดนัลด์ มาขึ้นจอ “ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่า มีพี่น้องแม็คโดนัลด์ด้วย” คีตันกล่าว “คุณรู้เหรอ” The Founder เป็นงานที่ยกระดับสำหรับแฮนค็อคมากกว่าซีเกล “อย่างแรกที่มาถึงมือผม มันเหมือนเรื่อง Death of A Salesman ของอาร์เธอร์ มิลเลอร์ แตกต่างกันก็ตรงองก์สุดท้าย เพราะในเรื่องนี้ วิลลี โลแมนได้ครอบครองโลก”

ด้วยความทึ่งกับวิธีที่พี่น้องแม็คโดนัลด์ แม็คและดิค (จอห์น แคร์รอลล์ ลินช์ และนิค ออฟเฟอร์แมน) วางแผนในการทำเบอร์เกอร์ ที่สามารถเสิร์ฟได้ในเวลาเพียงไม่นาน คร็อคได้กลิ่นความคิดบางอย่าง ที่จะทำให้กลายเป็นเรื่องระดับชาติ หรือนานาชาติ แต่สองพี่น้องไม่สนใจที่จะขยายอะไรใหญ่โตขนาดนั้น “ผมคิดว่ามันเป็นบทที่น่าสนใจ” แฮนค็อค กล่าว “ในบทครึ่งแรก ผมพยายามทำให้เรย์ คร็อค เป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวา เพราะเขาเป็นพวกคนทำงานหนัก แล้วคุณเองก็อยากให้งานของเขามันเวิร์ค แล้วพอเขาสร้างความฝันของตัวเองขึ้นมาได้ในครึ่งหลัง คุณก็จะคิดว่า… ‘เออ ผมไม่แน่ใจแล้วว่ะ ว่าชอบอะไรแบบนี้ ผมเคยรู้สึกแบบนั้นใช่ไหม?’ แล้วพอมาถึงตอนจบ ผมก็รู้สึกว่าไปมีส่วนรู้เห็นกับการเรืองอำนาจของเขา”

ด้วยความทะเยอทะยานอย่างตระกรุมตระกรามของคร็อค ทำให้คีตันได้บทที่เป็นเนื้อเป็นหนังอีกครั้ง ต่อจากบทใน Birdman และ Spotlight “ผมเคยดูสารคดีเรื่องหนึ่ง แล้วคิดว่าให้ทุกอย่างที่ผมอยากรู้” คีตันเล่าถึงการค้นคว้าในเรื่องเกี่ยวกับคร็อค “แล้วพอคุณบอกทุกคนว่า กำลังเล่นหนังเรื่องนี้ คนก็จะมาแบ่งปันเรื่องราวกับคุณ คุณก็เลือกหยิบเอาข้อมูลที่จะไปใช้ออกมา”

คีตันไม่ได้เลียนแบบคร็อคอย่างเนียนๆ เหมือนที่ทำกับร็อบบี โรบินสัน ที่ยังมีชีวิตอยู่ ใน Spotlight แต่เลือกใช้ตัวช่วยจากห้องครัวแทน ขณะที่ทีมงานกำลังตบแต่งภัตตาคารโกลเด้น อาร์เชอร์ ให้พร้อมสำหรับการถ่ายทำแบบเต็มสูบ การจ้องมองเบอร์เกอร์ชิ้นแล้วชิ้นเล่าบนจอ อาจจะทำให้รู้สึกอยากหยุดรถไปหาซื้อมากินสักชิ้นระหว่างกลับบ้าน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของคีตัน “มันตรงกันข้าม คุณแทบไม่อยากจะไปอยู่ใกล้ๆ มันเลยต่างหาก” เขาพูดถึงร้านฟาสท์ฟูดชื่อดัง “คุณได้เห็นมันจนเซ็งแน่ๆ แต่นั่นเป็นภัตตาคาร ที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาจากความยากลำบาก มันเป็นชิ้นส่วนที่สวยงามจากการทำงาน แล้วก็ดูดีในภาพยนตร์”

THE LEGO BATMAN MOVIE
ผู้กำกับ: คริส แม็คเคย์ นักแสดง: (ให้เสียง) วิลล์ อาร์เน็ทท์, แซค กาลิฟิอานาคิส, ไมเคิล เซรา, โรซาริโอ ดอว์สัน, เรล์ฟ ไฟน์ส

“อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ค้างคาวกลับบ้าน แล้วเปิดเมล?” ผู้กำกับคริส แม็คเคย์ ตั้งข้อสงสัย นับจาก Batman ของทิม เบอร์ตันจนถึงไตรภาคมนุษย์ค้างคาวของโนแลน มีเวลาในหนังน้อยมากที่มอบให้กับชีวิตนอกเหนือไปจากการปกป้องกอแธมของอัศวินรัตติกาล The Lego Batman Movie จะเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ว่า “คุณมีฉากบ้าๆ, ฉากปล้นครั้งใหญ่ ที่มนุษย์ค้างคาวปกป้องโลกเอาไว้ได้” แม็คเคย์เล่า “แล้วอะไรเกืดขึ้นล่ะ เมื่อเขากลับบ้าน แล้วมีชีวิตแบบธรรมดาสามัญ?”

คำตอบนะเหรอ? ก็ว่ายน้ำกับโลมา ดูหนังเพียงลำพังในโรงหนังส่วนตัว เลี่ยงที่จะเจออัลเฟรด แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อมนุษย์ค้างคาว ตัดสินใจอุปถัมภ์เด็กกำพร้า ดิค เกรย์สัน หรือโรบิน (ที่ให้เสียงโดย ไมเคิล เซรา) ซึ่งทำให้เขาถูกบีบให้คิดถึงใครบางคนนอกจากตัวเอง โดยมีที่มาจากเรื่องราวใน Arthur, About a Boy และ Jerry Maguire แม็คเคย์เผยว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ คือศูนย์กลางของหนังเลโก มนุษย์ค้างคาวนำเดี่ยวเรื่องนี้ “หนังพวกนั้นเป็นเรื่องของผู้ชาย ที่มองดูตัวเองขณะที่กำลังทำตัวห่างเหินไปจากโลก” เขากล่าว

ชัดเจนว่า งานนี้มนุษย์ค้างคาวมีอะไรที่เติบโตมากขึ้นให้ทำ “มนุษย์ค้างคาวเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อ-แม่ตายตั้งแต่เขายังเด็กหรือเปล่าล่ะ?” วิลล์ อาร์เน็ทท์ ที่กลับมาให้เสียงกับมนุษย์ค้างคาวอีกครั้ง หลังจาก The Lego Movies ตั้งคำถาม “หรือ ตอนนี้เขาเป็นคนที่กำลังจะร่วมมือกับคนอื่น เพื่อสิ่งที่ดีกว่าใช่ไหม?”

FIFTY SHADES DARKER
ผู้กำกับ: เจมส์ โฟลีย์ นักแสดง: ดาโกตา จอห์นสัน, เจมี ดอร์แนน, ฮิวจ์ แดนซี, คิม บาซิงเกอร์

ตอนผู้กำกับ แซม เทย์เลอร์-จอห์นสัน ประกาศถอนตัวจากหนังชุด Fifty Shades หลังมีข่าวความแตกต่างทางความคิดสร้างสรรค์ ระหว่างเธอกับอีแอล เจมส์ ผู้เขียนนิยาย แฟนๆ คงจะให้อภัยเธอ เมื่อถูกแทนที่โดยตัวเลือกสุดเซอร์ไพรส์อย่าง เจมส์ โฟลีย์ ผู้กำกับมากประสบการณ์วัย 62 ปี เจ้าของผลงานระดับเหยียบเวทีออสการ์ At Close Range และ Glengarry Glen Ross ซึ่งไม่ได้ทำหนังใหญ่มาร่วมๆ 10 ปี โดยไปสนุกกับหนังโทรทัศน์อย่าง House of Cards และ Billions

ตอนแรกเขาลังเลที่จะรับงานที่สร้างจากนิยายของเจมส์ ภาคต่อของ Fifty Shades of Grey ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ ซึ่งจะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างมหาเศรษฐีหนุ่ม คริสเตียน เกรย์ กับ แอนาสตาเซีย สตีล หญิงสาวที่เขาตั้งใจให้เป็นข้ารับใช้ “ในตอนแรก ผมคิดว่า ‘ผมไม่คิดจะทำ’” เขายอมรับ “แต่พอได้อ่านหนังสือ ผมก็พบจุดพลิกผันทางจิตวิทยาอันหม่นมืดที่เจ๋งมากๆ ผมก็เลยคว้ามันไว้”

การถ่ายทำทั้ง Fifty Shades Darker และตอนสุดท้าย Fifty Shades Freed โฟลีย์รู้สึกแฮปปีสุดๆ ที่ดึงทั้งเจมี ดอร์แนน และดาโกตา จอห์นสัน กลับมารับบทนำตามเดิมได้สำเร็จ แล้วอย่างอื่นล่ะ? “มีหลายๆ อย่างที่ผมอยากทำให้ ‘ถูกต้อง’ จากหนังภาคแรก” เขาเล่า โดยอ้างถึงบางอย่าง เช่น แบบของห้องในอพาร์ทเมนท์ของคริสเตียน ไปจนถึง ผมที่คล้าย ‘หมวกดำ’ ของริตา โอรา

“ผมคิดว่าภาพลักษณ์ของหนังมันจะแตกต่างออกไป จะมีโทนที่อบอุ่นขึ้น การใช้กล้องมีความเคลื่อนไหวกว่าเดิม มีความเป็นภาพยนตร์เยอะกว่าเดิมนิดหน่อย” แล้วกับฉากรัก “สำหรับเงินที่ผมใช้ไป มันจะมีความเซ็กซีมากขึ้น จะไม่ดูเย็นชืดเหมือนบางฉากที่เห็นกันในหนังภาคแรก มีเรื่องของอารมณ์เกี่ยวข้องกว่าที่เคยเป็น ความสัมพันธ์ที่วิวัฒน์ไปเรื่อยๆ ตามเรื่องราวของหนัง และเคมีระหว่างตัวละครทั้งสองคน จะมีความเป็นดรามาที่ดีกว่าเดิมในหนังเรื่องนี้”

โฟลีย์ไปไกลกว่านั้น เมื่อประทับตราของตัวเองลงในหนัง จากการเลือกเบลลา ฮีธโคทมาเล่นเป็น ไลลา อดีตข้ารับใช้อีกคนของคริสเตียน เกรย์ แล้วก็ได้คิม บาซิงเกอร์ มารับบทเอเลนา ลินคอล์น ผู้หญิงที่นำเกรย์เข้าสู่โลกย์ ซึ่งคิดไปคิดมา นี่น่าเป็นการยกย่องตัวละครที่บาซิงเกอร์เล่นเอาไว้ในหนังคลาสสิคยุค 80 เรื่อง 9 1/2 Weeks ที่ทำให้สงสัยว่า มิคกี เริร์ค จะมาเล่นเป็นอีกหนึ่งผู้ครอบครองความมั่งคั่ง จอห์น เกรย์ หรือเปล่า? “ก็แค่ความบังเอิญ” โฟลีย์ แสดงความเห็น

สำหรับอีแอล เจมส์ ที่ไนออล ลีโอนาร์ด สามีของเธอเขียนบททั้ง Darker และ Freed หลังจากภาคแรกเป็นฝีมือเคลลี มาร์เซล โฟลีย์พูดถึงความสัมพันธ์ของเขากับเจ้าของเรื่องว่า “เป็นหนึ่งในเรื่องราวการผจญภัยที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่” ซึ่งโดยปกติในกองถ่าย เจมส์จะให้ “ความเคารพอย่างเต็มที่” โฟลีย์ เผย “ไม่มีรอยร้าวในทีมให้พูดถึง”

(ยังมีต่อ)

จากเรื่อง ดูหนังทั้งปี 2017 โดย ฉัตรเกล้า นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1225 ปักษ์แรกกุมภาพันธ์ 2560

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 42
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    42
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On