ด้วยความรำลึกถึง ปีเตอร์ ฟอนดา นักแสดงและผู้เขียนบทของหนังในตำนาน Easy Rider ผู้จากไป

SHARE THIS
  • 27
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    27
    Shares

นักแสดงและผู้กำกับ, ผู้เขียนบท ปีเตอร์ ฟอนดา ที่สามารถก้าวออกจากเงาแห่งความสำเร็จของพ่อ – เฮนรี ฟอนดา หนึ่งในนักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูด จนกลายเป็นตำนานอีกคนของโลกภาพยนตร์ได้สำเร็จ จากบทชายหนุ่มเจ้าของวัฒนธรรมที่แปลกแยกในหนัง Easy Rider ภาพยนตร์คลาสสิคของวงการภาพยนตร์ จากไปแล้วด้วยวัย 79 ปี หลังระบบหายใจล้มเหลว อันเนื่องจากโรคมะเร็งปอด ที่บ้านในลอส แองเจลีส เมื่อ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา

กับการเป็นลูกชายของนักแสดงใหญ่เฮนรี ฟอนดา และเป็นน้องชายของนักแสดงสาว ที่ยังเป็นนักกิจกรรมทางสังคมคนสำคัญ เจน ฟอนดา ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวสำคัญของฮอลลีวูด โดยที่ลูกสาวของปีเตอร์ก็คือนักแสดงหญิง บริดเจ็ท ฟอนดา ในแถลงการณ์ของครอบครัว เจน ฟอนดาเผยว่าเธอได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับน้องชาย ในวันท้ายๆ ของเขา “ฉันเสียใจมาก เขาเป็นน้องชายตัวน้อยๆ แสนน่ารักของฉัน เป็นจอมพูดมากของบ้าน ฉันมีช่วงเวลาที่สวยงามร่วมกับเขาในหลายวันที่ผ่านมา ที่เขาถึงกับหัวเราะ”

ระหว่างทำงานทั้งเป็นนักแสดงและคนทำหนัง ฟอนดาเข้าชิงรางวัลออสการ์ 2 ครั้ง โดยทิ้งช่วงเวลาห่างกันถึง 3 ทศวรรษ โดยเขากับเดนนิส ฮ็อปเปอร์ และเทอร์รี เซาเธิร์นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบทดั้งเดิมยอดเยี่ยมร่วมกันจาก Easy Rider ที่ว่าด้วยฮิปปีสองคน ที่ออกเดินทางข้ามประเทศโดยมียาเสพติดและอิสระจากความเยาว์วัยเป็นแรงกระตุ้นสำคัญ ซึ่งออกฉายเมื่อปี 1969

XXX

หนังประสบความสำเร็จทั้งคำชมและรายได้ ซึ่งทำให้หลายๆ คนประหลาดใจ แต่ฟอนดาเชื่อว่าความสนใจและการตอบรับที่หนังได้รับ เป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะความที่เป็นเสียงของยุคสมัยในตอนนั้น “มันเป็นการทำการตลาดที่ไม่เคยมีใครเล่น” เขาบอกในปี 2018 “ไม่เคยมีใครร้องเพลงของพวกเขาให้เขาฟัง”

นับตั้งแต่ปรากฏตัวในละครเวทีบรอดเวย์และรายการโทรทัศน์เป็นครั้งแรกตอนต้นยุค 1960 ภาพลักษณ์และสไตล์ของฟอนดา ไม่ว่าจะเป็นดวงตาคมๆ สีฟ้า, กรามที่เป็นสัน และรูปร่างที่สมส่วน ทำให้ถูกเปรียบเทียบกับพ่ออย่างเลี่ยงไม่ได้ และทำให้เจ้าตัวได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นดาวดังในยุคของตัวเอง แต่ไปๆ มาๆ การทำงานของเขากลับนิ่งสนิท ผิดกับพี่สาวเจน ฟอนดา

XXX

จนปี 1997 ฟอนดาถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์อีกครั้งจาก Ulee’s Gold แต่เป็นในสาขานักแสดงนำยอดเยี่ยม จากบทพ่อม่ายนักเลี้ยงผึ้ง ที่ต้องดูแลหลานชาย

“ปีเตอร์เป็นคนน่ารัก เป็นพวกอ่อนไหว” เจน ฟอนดาเขียนไว้ในMy Life So Far หนังสือความทรงจำของเธอเมื่อปี 2005 “เขาไม่เคยตั้งใจที่จะทำร้ายหรือคุกคามใคร เขายังเคยคุยเรื่องผักก็มีหัวจิตหัวใจกับฉันด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นเป็นตอนยุค 60 เลยนะ”

ปีเตอร์เกิดเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 1940 ที่แมนฮัทตัน โดยมีชื่อเต็มๆ ว่า ปีเตอร์ เฮนรี ฟอนดา ในฐานะลูกชายคนเล็กของนักแสดงเฮนรี ฟอนดา และสาวสังคมชาวนิว ยอร์ค ฟรานเซส ซีย์มัวร์ (บรอคอว์) ฟอนดา ซึ่งฆ่าตัวตายในปี 1950 ตอนที่เจนอายุ 13 และเขาอายุ 10 ขวบเท่านั้น แถมหลังจากแม่จากไปแค่ปีเดียว ฟอนดาก็ยิงตัวเองเข้าที่กระเพาะอาหาร แต่ในการให้สัมภาษณ์อีกหลายทศวรรษต่อมา เขายืนยันว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่พยายามฆ่าตัวตาย หรือพยายามจะบอกอะไร “คุณคงต้องยิงตัวเองที่มือหรือว่าเท้า ถ้าต้องการเรียกร้องความสนใจ” เขาบอก “ไม่ใช่อย่างที่ผมทำ” อีกหลายปีหลังจากนั้น เขาพูดถึงการได้พบกับจอห์น เล็นน็อน ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้การเขียนเนื้อร้องว่า “I know what it’s like to be dead” ในเพลง “She Said She Said” ของ The Beatles

ฟอนดาเริ่มทำงานจากเวทีละครในแบบคนรุ่นเก่า หลังเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเนบราสกา รัฐบ้านเกิดของพ่อ ด้วยการแสดงในโรงละครท้องถิ่น และปี 1960 เขาก็ได้แสดงนำในละครเรื่อง The Golden Fleece ที่โรงละคร โอมาฮา คอมมิวนิตี เพลย์เฮาส์ ปีต่อมาฟอนดา ก็ขึ้นเวทีบรอดเวย์เป็นครั้งแรกในเรื่อง Blood, Sweat and Stanley Poole ละครเบาสมองเรื่องเกี่ยวกับทหาร ที่ทำให้เขาได้รางวัลของนักวิจารณ์ละครนิวยอร์คมาครอง พอถึงปี 1962 ฟอนดาก็ได้งานโทรทัศน์ ซึ่งเป็นตอนหนึ่งของซีรีส์เรื่อง Naked City แล้วก็มีงานแสดงอีกมากมายตามมา โดยส่วนใหญ่เป็นบทหนุ่มผู้ใสซื่อ เช่น นักจิตวิทยาท่าทางสะอาดสะอ้าน ดูเด็กๆ ใน Tammy and the Doctor (1963) ที่ประกบกับซานดรา ดี และแสดงนำกับวอร์เรน บีทตีและจีน ซีเบิร์กใน Lilith (1964) งานดรามาที่เรื่องราวเกิดขึ้นในโรงพยาบาลจิตเวท ซึ่งล้วนแตกต่างไปจากสิ่งที่เขาพบว่าตัวเองเป็นจริงๆ

ปี 1967 ราชาหนังทุนต่ำโรเจอร์ คอร์แมน กำกับหนังเรื่อง The Trip จากบทของแจ็ค นิโคลสัน ที่ตอนนั้นเป็นนักแสดงที่กำลังสร้างชื่อ ฟอนดาเป็นหนึ่งในนักแสดงร่วมกับบรูซ เดิร์น, เดนนิส ฮ็อปเปอร์ และซูซาน สตราสเบิร์ก โดยรับบทเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาท่าทางติ๋มๆ ที่ใช้ยาหลอนประสาทเป็นครั้งแรกแล้วก็ใช้มันต่อ ซึ่งหนังเรื่องนี้ออกฉายก่อน Easy Rider ที่เขาสร้างถึง 2 ปี แต่เมื่อถูกถามถึงการใช้ยาเสพติดในอีกหลายปีต่อมา ฟอนดาตอบว่า “สำหรับผม มันช่วยได้เยอะ” เขาบอก “ยังไงก็เถอะ ผมไม่ได้ใช้ยาแล้วออกไปสนุกกับแสงสีในเมือง ผมจะครุ่นคิดและนั่งลงบนโซฟา” และเสริมด้วยว่า โชคดีที่ “ผมไม่มีลักษณะเหมือนพวกติดยา และไม่ได้ใช้อะไรมากมายเลยนอกจากกัญชา”

ความสำเร็จของ Easy Rider คือช่วงเวลาสูงสุดในเรื่องชื่อเสียงของฟอนดา แต่เขาก็สามารถคงความเป็นนักแสดงงานชุกเอาไว้ได้ตลอด 50 ปีหลังจากนั้น ด้วยการรับเล่นทั้งหนังโทรทัศน์ อย่าง The Passion of Ayn Rand (1999), Back When We Were Grown-Ups (2004) รวมถึงหนังโรง เช่น Futureworld (1976), The Limey (1999) หนังอาชญากรรมของสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ และหนัง 3:10 to Yuma ฉบับสร้างใหม่เมื่อปี 2007 โดยหนังเรื่องสุดท้ายของฟอนดา The Last Full Measure หนังสงครามดรามา ถูกวางกำหนดฉายไว้ในเดือนตุลาคมนี้

นอกจากนี้ในปี 1971 เขาก็ได้นั่งเก้าอี้ผู้กำกับเป็นครั้งแรกจาก The Hired Hand ซึ่งเป็นหนังตะวันตกที่ได้รับคำชมอย่างมาก และถูกนำมาบูรณะเพื่อฉายรอบปฐมทัศน์ในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ เมื่อปี 2001

ก่อนเสียชีวิต ฟอนดาไม่เคยคิดถึงเรื่องการเกษียณตัวเองจากการทำงานเลย “เดินหน้าต่อไป ผมสามารถเล่นหนังไปจนอายุ 80 เป็นอย่างน้อยเลยซิเอ้า” เขาพูดในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2008 “ถ้าผมเดินไม่ได้เหรอ? เฮ้… ไลโอเนล แบร์รีมอร์ ยังเล่นได้โดยที่นั่งรถเข็นนะ”

ฟอนดามีลูกกับซูซาน บริเออร์ ที่แต่งงานกันเมื่อปี 1961 โดยทั้งคู่หย่ากันในปี 1974 และเขาแต่งงานกับพอร์เทีย รีเบ็คกา คร็อคเก็ทท์ ในปีถัดมา ก่อนจะหย่ากันในปี 2011 ปีเดียวกับที่เขาแต่งงานกับมาร์กาเร็ท เดอโวเกเลียร์ เขามีลูกสองคนนักแสดงสาว บริดเจ็ท กับ จัสติน ลูกชาย

และต่อให้เวลาผ่านไปนานขนาดไหน ฟอนดาก็ไม่เคยทิ้งแนวคิดและความรู้สึกของตัวเองที่เคยมีในยุค 60 ไปไหน ก่อนเสียชีวิตเขากำลังเตรียมงานฉายหนัง Easy Rider วาระครบรอบ 50 ปีในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ และชีวิตของเขาก็ถูกนิยามด้วยบทไวแอ็ทท์ หนุ่มหลังมอเตอร์ไซค์ที่ใส่หมวกลายธงชาติอเมริกัน ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งตัวละครของฟอนดากับของฮ็อปเปอร์ ออกเดินทางจากชายแดนเม็กซิโก-แคลิฟอร์เนีย ไปถึงนิว ออร์ลีนส์ เพื่อให้ทันงานมาร์ดิกราส์

เทอร์เนอร์ คลาสสิคส์ บอกว่า ในระดับหนึ่ง Easy Rider คือเรื่องของสองคนขายยาที่รวยจากการขายโคเคน “แต่หนังเรื่องนี้มีอะไรมากกว่านั้น มันแสดงให้เห็นจุดตัดที่หลากหลายของวัฒนธรรมอเมริกัน เช่น การใช้ชีวิตแบบทดลอง อย่าง สังคมพวกฮิปปี, การไม่ยอมรับความแตกต่างทางสังคม ซึ่งแสดงผ่านการทำตัวเป็นศัตรูของคนท้องถิ่น ในฉากร้านอาหารริมทางที่หลุยเซียนา และการใช้ชีวิตตามแรงปรารถนา ที่ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นสัญลักษณ์ถึงความเป็นอิสระ”

ที่สำคัญภาพนักขับมอเตอร์ไซค์ของฟอนดา ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความพยายามแยกตัวออกมาจากชื่อเสียงและความสำเร็จของพ่อ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับเฮนรีเป็นเรื่องไม่ราบรื่นนัก และทำให้เขาขับมอเตอร์ไซค์เป็นครั้งแรก “พ่อไม่อยากให้ผมขับ ต่อหน้าเขาผมก็ทำแบบนั้น” ฟอนดาเผย “แต่ทันทีที่ผมซื้อฮาร์ลีย์ได้ ผมก็ขับมันทันที”

ในเว็บไซท์ของงานครบรอบ 50 ปี Easy Rider เอาคำพูดหนึ่งของฟอนดามาบันทึกเอาไว้ มันเขียนไว้ว่า “อิสระที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ และการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้จากการมีอิสระที่แท้จริง” 


โดย ลุงทอย เรื่อง ด้วยความรำลึกถึง ปีเตอร์ ฟอนดา นักแสดงและผู้เขียนบทของหนังในตำนาน Easy Rider ผู้จากไป คอลัมน์ อำลา-อาลัย นิตยสารเอนเตอร์เทน 1987 ปักษ์แรกกันยายน 2562

 


SHARE THIS
  • 27
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    27
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On