รำลึกถึงตำนานแห่งวงการบันเทิง อัลเบิร์ท ฟินนีย์ ผู้เยี่ยมยุทธ

SHARE THIS
  • 6
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    6
    Shares

7 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน อัลเบิร์ท ฟินนีย์ นักแสดงที่ได้รับการชื่นชมและโด่งดังมาจากแวดวงละครเวทีในยุค 50 ก่อนที่จะก้าวมาเป็นหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์ที่เยี่ยมยอดในช่วงหลังสงครามโลก และได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงหัวแถวอีกคนของเกาะอังกฤษตอนต้นยุค 60 เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 82 ปี หลังเคยป่วยเป็นมะเร็งที่ไตในปี 2011 โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของฟินนีย์แจ้งกับสื่อต่างๆ ว่า ฟินนีย์จากไปด้วยอาการติดเชื้อในช่องอก ที่โรงพยาบาลโรยัล มาร์เดน ซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องการรักษาโรคมะเร็งที่ตั้งอยู่นอกกรุงลอนดอน โดยเพเน – ภรรยา และลูกชาย – ไซมอน อยู่เคียงข้างเขาจนวาระสุดท้าย

ฟินนีย์เป็นที่รู้จักจากหนังเรื่อง Saturday Night and Sunday Morning และเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 5 ครั้ง แต่ไม่เคยได้รับรางวัลเลย นอกจากนี้เขายังปฏิเสธการรับพระราชทานเครื่องราชย์ชั้นอัศวินอีกด้วย

แดเนียล เครก ที่แสดงใน Skyfall หนังเรื่องสุดท้ายของฟินนีย์ ที่เขารับบทเป็นคนดูแลในช่วงเวลาที่เจมส์ บอนด์ยังเป็นเด็กๆ พูดถึงฟินนีย์ว่า “ผมรู้สึกเสียใจอย่างที่สุด ที่ได้รู้ว่าอัลเบิร์ท ฟินนีย์ จากไปแล้ว โลกสูญเสียผู้ยิ่งใหญ่ไปอีกคน ไม่ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ที่ไหน ผมหวังว่าเขาคงมีเพื่อนที่ดีและม้ามากมาย”

ขณะที่ผู้กำกับของหนังแซม แมนเดส บอกว่า “การจากไปของอัลเบิร์ท ฟินนีย์ เป็นข่าวที่น่าเศร้ามากๆ เขาคือหนึ่งในนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่, เต็มไปด้วยความเยี่ยมยอด, สง่างาม, จิตใจดี เป็นคนที่เต็มไปด้วยความปิติ น่าชื่นชม เขาจะได้รับการรำลึกถึงอย่างที่สุด”

พอล กรีนกราสส์ ที่กำกับฟินนีย์ใน The Bourne Ultimatum บอกว่า “อัลเบิร์ทเป็นนักแสดงที่มีพลังซึ่งหาได้ยาก และมีคุณธรรมในตัว รวมทั้งมีผลงานที่โดดเด่นมาตลอดหลายทศวรรษ แล้วกับชีวิตนอกจอ เขานำอารมณ์ขันที่เข้าถึงได้ทุกคนมามอบให้กับการทำงานในทุกๆ เช้า ชื่นชมการทำงานในทุกรูปแบบ แล้วรักผู้คนในทุกส่วนของการทำงาน และเราทุกคนก็มอบความรักและความเคารพให้เขาเป็นการตอบแทน ผมคงคิดถึงเขามากมายมหาศาล”

และในโซเชียล มีเดียต่างๆ บรรดานักแสดงและทีมงานต่างก็พากับแบ่งปันความทรงจำที่มีต่อเขา เพื่อสดุดีนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่คนนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ฟินนีย์เกิดที่ซัลฟอร์ด เมื่อปี 1936 เป็นลูกชายของช่างทำหนังสือ ซึ่งเขามักจะบอกว่าเป็นชนชั้นล่างของพวกชนชั้นกลาง ด้วยการสนับสนุนจากครูใหญ่ของโรงเรียนประถมซัลฟอร์ด ฟินนีย์จึงเข้าเรียนที่สถาบันศิลปะการละคร เดอะ โรยัล อะคาเดมี ออฟ ดรามาติค อาร์ตส์ โดยเรียนชั้นเดียวกับปีเตอร์ โอ’ทูล และอลัน เบทส์ เขาก่อร่างสร้างตัวในฐานะนักแสดงละคร แล้วใช้ประโยชน์จากกระแสความสนใจเรื่องราวทางตอนเหนือในช่วงปลายยุค 50 พาตัวเองให้ได้รับการคัดเลือกเล่นบทต่างๆ ซึ่งครั้งแรกเป็นบทเล็กๆ ในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากบทละครของ จอห์น ออสบอร์น เรื่อง The Entertainer แล้วก็ตามด้วยบทนำในหนังเรื่อง Saturday Night and Sunday Morning ที่เขาเล่นเป็นคนงานโรงงานจอมโวยวาย อาร์เธอร์ ซีตัน

ผลงานที่กำกับโดยคาเรล ไรสซ์ ที่ออกฉายในปี 1960 กลายเป็นงานที่ได้รับความนิยม รวมทั้งเป็นหนังเรื่องสำคัญในกลุ่มภาพยนตร์ ‘เกรี้ยวกราด’ ของยุคนั้น ซึ่งในหนังสือแนะนำภาพยนตร์จากสหราชอาณาจักรบอกไว้ว่า ฟินนีย์ค่อยๆ ปล่อย “การผสมผสานของความดื้อรั้นและความเห็นแก่ตัว ที่ปิดทับด้วยความดิบในตัว” ได้อย่างดี และนำเสนอบนจอได้อย่างมีเสน่ห์เฉพาะตัว จนทำให้เขากลายเป็นดาราดังในชั่วข้ามคืน

ฟินนีย์กลายเป็นหน้าเป็นตาของวงการภาพยนตร์สหราชอาณาจักร ในฐานะนักแสดงระดับอินเตอร์ได้จากการรับบทชื่อเดียวกับหนังเรื่อง Tom Jones หนังที่ผู้กำกับโทนี ริชาร์ดสันจาก The Entertainer นำขึ้นจอได้อย่างโดดเด่นจากอารมณ์ขันแบบทะลึงตึงตัง และบรรยากาศที่รื่นรมย์ หนังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในสหรัฐ อเมริกา และคว้ารางวัลออสการ์ได้ถึง 4 รางวัล หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ส่วนฟินนีย์ก็ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชาย แต่พ่ายแพ้ให้กับซิดนีย์ ปอยเตียร์ จาก Lilies of the Field

จากนั้นฟินนีย์ก็มีงานเรื่องสำคัญอย่าง Night Must Fall ของผู้กำกับคาเรล ไรสซ์ และTwo for the Road ของผู้กำกับสแตนลีย์ ดูเน็น ที่ประกบกับออเดรย์ เฮ็พเบิร์น

ปี 1968 ฟินนีย์มีผลงานการกำกับเรื่องแรก Charlie Bubbles ซึ่งเขียนบทโดย ชีลาก์ห เดลานีย์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ และกลับมาบ้านเกิดในแมนเชสเตอร์ หนังเรื่องนี้ได้ชื่อว่าเป็นความสำเร็จส่วนตัวของฟินนีย์ ถึงแม้ว่าจะเป็นงานกำกับเรื่องเดียวในชีวิตของเขาก็ตาม นอกจากนี้ฟินนีย์ยังสนับสนุนทั้งกำลังกายและกำลังเงินให้กับบรรดาคลื่นลูกใหม่ของภาพยนตร์อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น If… ของผู้กำกับลินด์เซย์ แอนเดอร์สัน รวมไปถึงหนังเรื่องต่อมาของผู้กำกับรายนี้ O Lucky Man! และหนังเรื่องแรกของไมค์ ลีก์ห ในปี 1971 Bleak Moments

ในช่วงทศวรรษต่อมา ด้วยสถานภาพนักแสดงที่มั่นคงอย่างมาก ฟินนีย์ได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์ที่หลากหลาย ไมว่าจะเป็นหนังเพลงแบบเมนสตรีม Scrooge, หนังอาชญากรรม-เบาสมองทุนต่ำ Gumshoe ที่เป็นหนังเปิดตัวการทำงานในฐานะผู้กำกับของสตีเฟน เฟรียร์ส แล้วก็หนังรวมดาวที่สร้างจากนิยายของอกาธา คริสตี Murder on the Orient Express โดยเขารับบทเป็นแฮร์คูล ปัวโรต์ ที่ส่งให้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่สอง แต่ก็พลาดรางวัลไปอีก

ยุค 80 อลัน ปาร์เกอร์ เลือกฟินนีย์มาประกบกับไดแอน คีตันใน Shoot the Moon หนังปี 1982 ที่ว่าด้วยชีวิตการแต่งงานที่ค่อยๆ แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ปีถัดมาเขารับบทเป็นเจ้านายแก่ๆ ใน The Dresser ของปีเตอร์ เยทส์ ที่ทำให้ฟินนีย์เข้าชิงออสการ์อีกครั้ง และในปี 1984 หนัง Under the Volcano ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของมัลคอล์ม ลอว์รี และฟินนีย์ที่รับบทนักการทูตติดเหล้า – จอฟฟรีย์ เฟอร์มิน ก็ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ติดต่อกันเป็นปีที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เข้าชิงในฐานะนักแสดงนำชาย ก่อนจะได้เข้าชิงอีกหนในสาขานักแสดงสมทบชายจาก Erin Brockovich หนังของสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ในปี 2001

ฟินนีย์ยังปรากฏตัวในหนังโทรทัศน์หลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Karaoke and Cold Lazarus งานชิ้นสุดท้ายของเดนนิส พ็อตเตอร์, งานดัดแปลงนิยายของแองเจลา แลมเบิร์ท A Rather English Marriage รวมไปถึงรับบทวินสตัน เชอร์ชิลล์ ใน The Gathering Storm ตอนปี 2002 ซึ่งทำให้คว้ารางวัลบาฟตา, ลูกโลกทองคำ และเอ็มมี อวอร์ดส์

ขณะที่งานละครเวที ฟินนีย์ก็มีผลงานให้เห็นกันเป็นประจำตลอดชีวิตการทำงาน โดยมีผลงานเด่นๆ อย่าง A Day in the Death of Joe Egg ในปี 1968, Krapp’s Last Tape ในปี 1973 และ การกลับมาเล่นใหม่ของ Sergeant Musgrave’s Dance ที่โรงละครดิ โอลด์ วิค ในปี 1984

หลังรับบทมาเฟียไอริช-อเมริกัน ลีโอ โอ’แบนนอน ใน Miller’s Crossing หนังของพี่น้องโคเอ็น ฟินนีย์ก็เริ่มได้รับการชื่นชมจากบรรดาคนทำหนังอเมริกันรุ่นใหม่ ที่ได้สัมผัสกับงานของเขาจากยุค 60 เป็นพิเศษ และทำให้โซเดอร์เบิร์กห์เลือกเขามาเล่นในหนังเรื่อง Traffic กับ Erin Brockovich ส่วนทิม เบอร์ตัน ก็เลือกเขาไปเล่นใน Corpse Bride (ให้เสียง) และ Big Fish โดยบทเด่นบทสุดท้ายบนจอภาพยนตร์ของฟินนีย์ก็คือ คินเขด จากหนังเจมส์ บอนด์ตอน Skyfall ในปี 2012

ฟินนีย์ปฏิเสธการเข้ารับเกียรติจากราชวงศ์ถึงสองครั้ง ครั้งแรกเป็นการพระราชทานเครื่องราชย์ชั้นซีบีอีในปี 1980 และชั้นอัศวินในปี 2000

ปี 2011 เขาก็เอาชนะมะเร็งได้หลังจากการรักษาประสบความสำเร็จ

ฟินนีย์ผ่านการแต่งงานสามครั้ง ครั้งแรกกับนักแสดง เจน เวนแฮม และครั้งต่อมากับนักแสดงอนุค เอมี ในปี 1957-61 และ 1970-78 ตามลำดับ ส่วนครั้งสุดท้ายเป็นการเข้าพิธีแต่งงานกับตัวแทนท่องเที่ยง เพเน เดลเมจ ในปี 2006

ฟินนีย์มีทายาทเพียงคนเดียวคือ ไซมอน จากการแต่งงานครั้งแรก

โดย ลุงทอย เรื่อง รำลึกถึงตำนานแห่งวงการบันเทิง อัลเบิร์ท ฟินนีย์ ผู้เยี่ยมยุทธ คอลัมน์ อำลา-อาลัย นิตยสาร เอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1274 ปักษ์หลัง กุมภาพันธ์ 2562

 


SHARE THIS
  • 6
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    6
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On