เพลงดังจากฝีมือพรินซ์ ที่ไปฮิตด้วยเสียงร้องของศิลปินอื่น (5)

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ด้วยวัย 57 ปี พรินซ์สร้างผลงานเพลงชั้นดีประดับวงการไว้มากมาย ทั้งเพลงของตัวเขาเอง และของศิลปินอื่น ไม่ว่าจะเป็น Nasty Girl, When You Were Mine, Stand Back, Sex Shooter, Jungle Love, The Glamorous Life, I Feel for You, Sugar Walls, A Love Bizarre, Manic Monday, Kiss, Yo Mister, Love Song หรือ Nothing Compares 2 U ที่เป็นเพลงดังระเบิดของ ซีเนด โอคอนเนอร์ และนี่คือเพลงที่พรินซ์แต่ง แต่ศิลปินอื่นเอาไปร้องจนโด่งดัง

Jerk Out, The Time (1990): เหมือนๆ กับเพลงส่วนใหญ่ที่พรินซ์ทำกับเดอะ ไทม์ Jerk Out เป็นเพลงที่ซับซ้อน แถมยังมีความเป็นมาที่ลึกลับ เครดิตอย่างเป็นทางการของเพลงที่ขึ้นไปถึงอันดับ 9 ในชาร์ทฮ็อท 100 เพลงนี้ ระบุวงร่วมกันแต่ง แต่จิมมี แจมเล่าว่า เขา, เจสซี จอห์นสัน, เทอร์รี ลิวอิส (คีย์บอร์ดส์) และพรินซ์ ต่างหากที่ร่วมกันแต่ง “ย้อนกลับไปในวันนั้น พรินซ์ปรากฏตัวพร้อมกับไอเดียเพียบ แล้วเราก็ค่อยๆ จัดการไปทีละขั้น” จิมมี แจมเล่าให้นิตยสารบิลล์บอร์ดฟัง “มันเป็นเหมือนการแจมกัน เพลงนี้ถูกแต่งออกมาแบบนั้นแหละ มีกลองไฟฟ้ารองพื้นแล้วเราก็เติมโน่นนี่นั่นลงไป” เพลงนี้น่าจะแต่งกันช่วงต้นยุค 80 แต่ท้ายที่สุดก็กลายมาเป็นซิงเกิลแรกในอัลบั้ม Pandemonium ซึ่งเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกของเดอะ ไทม์ในปี 1990 ซึ่งทำให้แฟนๆ มีความสุขไปกับดนตรีฟังค์, สวิง แบบเก่าแก่ของมินนีอาโพลิส

การกลับมาของเดอะ ไทม์เกิดขึ้นพร้อมๆ การออกฉายของหนังเรื่อง Graffiti Bridge ของพรินซ์ ที่คว่ำสนิทพอดี ทำให้ตอนที่ทางวงไปปรากฏตัวที่งาน BET’s Video Soul ในปีนั้น พวกเขาดูเหมือนจะล้อเลียนความล้มเหลวที่เกิดขึ้น อีกหลายทศวรรษต่อมา เมื่อทางวงกลับมารวมตัวกันออกทัวร์และทำอัลบั้มในปี 2012 ซึ่งได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ แต่พรินซ์กลับใช้อำนาจทางกฎหมายไม่ให้พวกเขาใช้ชื่อเดอะ ไทม์ จนทางวงต้องกลับไปใช้ชื่อเดิม The Original 7ven “ผมคิดว่า เขาคงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสมาชิกคนหนึ่งของวง เพราะเขาคือสถาปนิกสำหรับงานชุดแรกๆ ของเรา” แจม เล่า ก่อนจะเสริมว่า “ไม่ว่าจะเป็นเดอะ ไทม์ หรือ ดิ ออริจินัล เซเวน เราไม่สามารถทำงานได้โดยปราศจากอิทธิพลของพรินซ์ ในทางหนึ่งเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กๆ ของเขา”

Round and Round, เทวิน แคมป์เบลล์ (1990): ไม่น่าเชื่อว่า พรินซ์จะแต่งเพลงอาร์แอนด์บี ที่ไม่ติดเรทแรงๆ ออกมาได้ ซึ่งฟังแล้วไม่น่าจะเป็นเขา และยังเป็นเพลงที่แต่งให้กับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ที่ต้องพยายามก่อร้างสร้างตัว เพราะ “nothin’ comes from dreamers but dreams” ซึ่งเป็นเนื้อร้องที่เข้ากันกับชีวิตของพรินซ์ เจ้าของการทำงานที่ไม่ธรรมดา และประสบความสำเร็จอย่างที่เห็น เพลงนี้เป็นเพลงจากหนัง Graffiti Bridge ที่คว่ำสนิทในบ็อกซ์ ออฟฟิศ แต่อัลบั้มซาวนด์แทร็คเป็นเรื่องตรงกันข้าม นี่คือซิงเกิลเปิดตัวของอัลบั้มที่ไปได้สวย จากเสียงร้องที่โดดเด่น มีลักษณะเฉพาะตัวของนักร้องหนุ่มชาวเท็กซัส ซึ่งเคยทำงานกับควินซี โจนส์มาแล้ว ตั้งแต่เสียงร้องตอนเปิดเพลง ที่เป็นการกรีดร้องก่อนที่คอรัสฟังล่องลอยจะมารองรับ และส่งให้เสียงในแบบไมเคิล แจ็คสันของแคมป์เบลล์ ฟังลื่นไหล เต็มไปด้วยสีสัน นี่คือเพลงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์จากวัยเยาว์ ขณะที่เนื้อร้องก็มาพร้อมกับภาษาที่สุดคลาสสิคของพรินซ์ เช่น “Is the truth really there or is it right under our hair?” เพลงนี้ยังไปอยู่ในอัลบั้มแรกของแคมป์เบลล์ ที่ชื่อว่า T.E.V.I.N. ด้วย และส่งให้เขาเข้าชิงรางวัลแกรมมี ในสาขา Best Male R&B Vocal Performance

ส่วนความนิยมนั้น เพลงนี้ขึ้นไปถึงอันดับที่ 13 ของชาร์ทเพลงฮิตฮ็อท 100

จากเรื่อง เพลงของพรินซ์ ที่ฮิตโดยศิลปินอื่น (5) คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ โดย นพปฎล พลศิลป์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ วันที่ 4 พฤษภาคม 2559


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.