เมื่อ Van Helen เริ่มต้นยุคใหม่ที่ไม่มีเดวิด ลี ร็อธ ด้วยอัลบัม ‘5150’

SHARE THIS
  • 5
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    5
    Shares

หลัง David Lee Roth นักร้องนำออกจากวงในปี 1985 อนาคตของแวน เฮเลนตกอยู่ในเครื่องหมายคำถาม แต่ไม่ต้องรอคำตอบกันนาน เพราะอัลบัม 5150 ที่ออกหลังจากนั้นกับนักร้องนำคนใหม่ Sammy Hagar กลายเป็นอัลบัมอันดับ 1 ชุดแรกของวง ที่ตามมาด้วยอีกหลายๆ ชุด และนี่คือเรื่องราวการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ จากจุดที่น่าจะกลายเป็นจุดตายของแวน เฮเลน

ตอนนั้น วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ต้นสังกัดของวงกังวลกับการจากไปของร็อธ และดูจะใจร้ายกับวงไม่น้อย เพราะระหว่างหาคนมาแทน ผู้บริหารของค่ายถึงกับพูดถึงเรื่องการปลี่ยนชื่อวง และมีอยู่ช่วงหนึ่งดูเหมือนว่า พวกเขาอาจใช้การเปลี่ยนนักร้องนำไปเรื่อยๆ แบบนักร้องรับเชิญแทนที่จะหาใครมาแทนเป็นเรื่องเป็นราว ถึงกระทั่งเลือกตัวกันเอาไว้แล้ว เมื่อ Patty Smyth จากวง Scandal เผยว่าเธอได้รับข้อเสนอทำงานนี้แล้ว ในเวลาเดียวกัน ร็อธก็ไปได้สวยในฐานะศิลปินเดี่ยว เมื่ออีพีชุดแรก Crazy from the Heart ทำยอดขายได้ในระดับแผ่นแพลตินัม

จากซ้ายไปขวา: เดวิด ลี ร็อธ, เอ็ดดี แวน เฮเลน, อเล็กซ์ แวน เฮเลน และไมเคิล แอนโธนี

ท่ามกลางความไม่แน่นอน Eddie Van Halen มือกีตาร์ของวง ได้คำแนะนำจากคนที่ไม่น่าจะใช่ ช่างเครื่องรถแลมเบอร์กินีของเขาที่มีลูกค้าเป็นศิลปินอีกราย นั่นก็คือแซมมี ฮาการ์ที่ทางวงรู้จักตั้งแต่ยังอยู่ในวง Montrose ถึงแม้ฮาการ์จะเป็นศิลปินเดี่ยว มีชื่อเสียง มีผลงานของตัวเอง แต่ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจเกินกว่าจะไม่ลองทำอะไร ฮาการ์กับเอ็ดดีนัดเจอกัน และหลังจากเล่นร่วมกับวงที่ประกอบด้วยสมาชิกรุ่นก่อตั้งอย่าง ไมเคิล แอนโธนี และอเล็กซ์ แวน เฮเลน ฮาการ์ก็รู้ว่าตัวเองอยากร่วมงานกับวงดนตรี ที่ในเวลาต่อมาเขาเรียกว่าเป็น “สุดยอดวงร็อคแอนด์โรลล์โคตรๆ”

ด้วยเวลาไม่นานหลังโดนร็อธสลัดทิ้ง เพื่อนร่วมวงใหม่ของฮาการ์ สร้างความเจิดจ้าให้กับตัวเองได้ด้วยเสียงร้องที่เต็มไปด้วยพลังของฮาการ์ โดยยังไม่ต้องนึกถึงว่าเขาสามารถเล่นกีตาร์ ซึ่งสามารถเสริมอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปในโชว์ของพวกเขาได้อีก และผลกระทบโดยรวมที่เกิดขึ้น ก็เป็นอย่างที่อเล็กซ์บอกหลังการประกาศชื่อฮาการ์ออกมาไม่นานว่า มันเหมือนกับการได้ขับรถพอร์ช หลังจากที่ต้องขับโฟล์สวาเกนมาหลายปี

“ไม่เคยมีความสัมพันธ์จริงๆ จังๆ กับร็อธ” อเล็กซ์บอกกับนิตยสารครีม “ผมไม่ได้บอกว่าเรามีเรื่องกัน หรืออะไรประมาณนั้น หรือเราเกลียดกัน เรื่องพวกนี้ไม่มีความจริงเลย มันเป็นสถานการณ์แบบขาวกับดำ แบบรู้ๆ กันอยู่ เรามองไปที่โครงของเพลงแล้ว ‘เออ.. อันนี้เวิร์คว่ะ – ตกลง, มาทำเพลงกัน’ ตอนนี้เรามีบางอย่างที่รู้สึกว่าใช่ และเวิร์ค” – “เดฟเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาก และการทำงานกับเขาก็ไม่มีปัญหาอะไร” เอ็ดดีบอกกับนิตยสารโรลลิง สโตน “มันก็แค่การอยู่ร่วมกัน”

“ผมเซ็งเป็ดกับการเป็นแซมมี ฮาการ์ ผู้นำที่ปราศจากความกลัว ต้องรับผิดชอบทุกสิ่งอย่าง” ฮาการ์พูดในการให้สัมภาษณ์กับฟิลาเดลเฟีย อินไควเรอร์ “ผมเจอเรื่องแบบนี้มาเจ็ดปี และเหนื่อยกับมันเต็มทน การได้ร่วมวงแวน เฮเลน ได้อัดแผ่นและออกทัวร์กับพวกเขา มันฟังน่าตื่นเต้นกว่าการทำอัลบัมของแซมมี ฮาการ์เยอะเลย”

จากซ้ายไปขวา: แซมมี ฮาการ์, ไมเคิล แอนโธนี และเอ็ดดี แวน เฮเลน

“ผมไม่เคยเห็นแรงปะทุอย่างอย่างในวันแรกที่สตูดิโอ” เอ็ดดีเสริม “เราเริ่มเล่นดนตรี แล้วแซมมีก็ร้องออกมา มันโป๊ะเช๊ะ… มันคือความมหัศจรรย์”

ถึงส่วนผสมเคมีทางดนตรีได้ กระบวนการทำอัลบัมให้กลายเป็นเทปก็ใช่ว่าจะไร้รอยต่อ Ted Templeman โปรดิวเซอร์ที่ทำงานกับวงมานาน แยกไปทำอัลบัมเต็มชุดแรกของร็อธที่กำลังจะออกมา Donn Landee เอ็นจิเนียร์เลยก้าวมาเป็นโปรดิวเซอร์คนใหม่ แต่ต้นสังกัดดึงการควบคุมการทำงานมาอยู่ในมือ ฮาการ์เลยต้องหาคนกลางเพื่อมั่นใจได้ว่า วงใหม่ของเขาจะทำงานได้เต็มที่เท่าที่เป็นไปได้ในสตูดิโอที่บ้านของวง มิค โจนส์ผู้ร่วมก่อตั้งวง Foreigner ถูกดึงเข้ามาเพื่อช่วยดูภาพรวมของการบันทึกเสียง ซึ่งฮาการ์บอกในเวลาต่อมาว่า แลนดีไม่แฮปปีกับการถูกล่วงล้ำการทำงานครั้งนี้เลย

“ดอนน์ โปรดิวซ์อัลบัมกับพวกเรา” ฮาการ์ เล่า “แล้วจากนั้นผมก็ตัดสินใจว่า อยากได้การช่วยเหลือ เพราะผมยังรู้จักคนเหล่านี้ไม่ดีนัก พวกเขาก็ไม่รู้จักผมดีเช่นกัน ผมไม่อยากให้มันไปเจอสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจ ผมแค่คิดว่า ‘เราน่าจะเอาโปรดิวเซอร์เข้ามาสักคน เพื่อความมั่นใจว่า พวกเราจะได้เริ่มงานกันซะที นี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ'”

มิค โจนส์

“ผมมาจากสถานที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากที่นี่ ก้าวเข้ามาเจอสายตาแบบ ‘ไอ้คนนี้มันใคร?’ ผมสัมผัสความรู้สึกนี้ได้จากดอนน์ แลนดี เขาไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับผมเป็นพิเศษเลย” โจนส์เล่า และความรู้สึกที่ว่าก็แสดงให้เห็น เมื่อแลนดีล็อคตัวเองอยู่ในสตูดิโอกับเทป ขู่ว่าจะทำลายทิ้ง และทำในสิ่งที่โจนส์บอกว่าเป็น “การแยกตัวออกไป” เต็มตัว ท้ายที่สุดความตึงเครียดถูกดึงกลับมาอยู่ในระดับคุกรุ่น แต่ก็ชั่วขณะหนึ่ง “มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน แต่เทปที่บันทึกเสียงเอาไว้ต้องรอด”
ในที่สุดทางวงก็สุมหัวทำงานกันเต็มที่ในสตูดิโอ ราวๆ เดือนกุมภาพันธ์ 1986 พวกเขาก็จบ 9 เพลงสำหรับอัลบัมที่ตั้งชื่อไว้ว่า 5150 ซึ่งเป็นทั้งชื่อห้องอัดของ Eddie (Van Halen) และรหัสที่ตำรวจแคลิฟอร์เนียใช้กับบุคคลที่มีอาการทางจิตหรือโรคประสาท อัลบัมออกขายในวันที่ 24 มีนาคม 1986 ไม่กี่วันก่อนวงเล่นโชว์เปิดทัวร์ครั้งแรกกับฮาการ์ ซึ่งถ้าคนดูไม่ต้อนรับนักร้องนำคนใหม่ พวกเขาจะได้หาทางออกทันท่วงที เป็นวันชื่นคืนสุขสำหรับฮาการ์และแวน เฮเลน เมื่อซาวนด์ใหม่ของวงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว 5150 ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ทเป็นอัลบัมอันดับ 1 ชุดแรกของวง พร้อมผลิตเพลงฮิตออกมาเพียบ อย่าง “Why Can’t This Be Love”, “Love Walks In” และ “Dreams” แล้วแสดงให้เห็นว่า วงไม่ได้เสียศูนย์ไปเลยจากการไม่มีร็อธ ส่วนวงก็ได้เห็นว่าแฟนๆ ตอบสนองกับเพลงใหม่ๆ ที่เป็นเสียงนักร้องคนใหม่ยังไง โดยที่ซาวนด์ดนตรีก็ยังคงโคตรจะเป็นแวน เฮเลน
“เราไม่ใช่คนแบบวง Toto ที่เล่นดนตรีกับทุกๆ คนได้ เราไม่ใช่พวกร็อคสตาร์ ที่เล่นได้สักสองคอร์ด แล้วก็เอาแต่คำรามออกมา” Alex (Van Halen) บอก “เราทำเพลงที่มีความรู้สึกชัดเจน และมีทักษะที่จะทำให้คนฟังมัน”

แซมมี ฮาการ์

“ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่มีความผิดพลาดในเรื่องซาวนด์ของแวน เฮเลนเลย ผมเป็นแค่นักร้องในวงนี้ และถ้าพวกเขาเอาคนอื่นมายืนแทนผม เพลงพวกนี้ก็ยังฟังเป็นแวน เฮเลน ลักณะเฉพาะทางดนตรีที่วงมี มันมากมายจนน่าทึ่ง” ฮาการ์ย้ำ “เสียงผมไม่ได้เหมือนร็อธ แต่ด้วยอะไรก็ตาม มันก็ยังฟังเป็นเพลงของแวน เฮเลน ซาวนด์มันมีความเฉพาะตัวที่แข็งแรงมากๆ”

ซาวนด์ที่เดินหน้าต่อไปและสร้างนิยามให้ดนตรีเมนสตรีม ร็อคอยู่ร่วมๆ ทศวรรษ แต่ละอัลบัมที่ฮาการ์บันทึกเสียงกับแวน เฮเลน OU812 (1988), For Unlawful Carnal Knowledge (1991) และ Balance (1995) ต่างตาม 5150 ขึ้นอันดับ 1 การออกทัวร์ก็ประสบความสำเร็จต่อเนื่อง พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสถานีเพลงป็อปพอๆ กับสถานีเพลงร็อค หากท้ายที่สุดการเดินทางนี้ ก็ไม่ใช่การร่วมงานที่แสนสุข ถึงแม้จะเปิดด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ถูกสื่อตั้งฉายาว่า Van Hagar ที่เปี่ยมด้วยความทะเยอะทะยาน และดูเหมือนจะประสบความสำเร็จโดยไม่มีที่สิ้นสุด

“ร็อธ กลายเป็นศิลปินเดี่ยวไปแล้ว แต่แฟนตัวจริงของแวน เฮเลน ไม่คิดว่าพวกเขาชอบอัลบัม Crazy From the Heat (งานเดี่ยวของร็อธ)” ฮาการ์บอกกับชิคาโก ทรีบูนในปี 1986 “ดังนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องแบบ บางทีอาจจะมีแฟนพันธุ์แท้ของวงสัก 65-70% ที่รอดูว่าเอ็ดดีกับอเล็กซ์จะทำอะไรต่อ จากนั้นผมก็ก้าวเข้ามาแล้วพาแฟนของตัวเองมาด้วย แล้วสัก 60% ของพวกเขาก็กลายเป็นแฟนแวน เฮเลนไปด้วย คุณเข้ามาเติมทุกอย่างให้เพิ่มขึ้น แล้วก็ได้ทำงานที่โคตรประสบความสำเร็จ”

ดาวน์โหลดอัลบัมที่นี่ > https://geo.itunes.apple.com/th/album/5150/319402847?app=itunes&at=1l3uZL4

โดย นพปฎล พลศิลป์ จากเรื่อง เมื่อ Van Helen เริ่มต้นยุคใหม่ที่ไม่มีเดวิด ลี ร็อธ ด้วยอัลบัม ‘5150’ คอลัมน์ ดนตรีมีเหตุ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสท์ วันที่ 28-29 มีนาคม 2561

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  • 5
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    5
    Shares

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On