ENDER’S GAME: แม้จะมาพร้อมกับทีมนักแสดงยอดฝีมือรุ่นเยาว์ชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ จาก Hugo, ไฮลีย์ สไตน์เฟลด์ จาก True Grit และ อบิเกล เบรสลิน ที่เห็นกันมาตั้งแต่ยังอ้วนจำ้ม่ำใน Little Miss Sunshine โดยมียอดฝีมือรุ่นใหญ่อย่าง เบน คิงสลีย์, ไวโอลา เดวิส หรือ แฮร์ริสัน ฟอร์ดประกบ
แต่หนังที่ว่าด้วยการฝึกเด็กๆ ให้พร้อมกับการสู้รบ รับมือกับกองทัพเอเลียนที่จะมาบุกโลก ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่านี่คือหนังสำหรับกลุ่มคนดูเด็กๆ หรือกระทั่วเยาวชนที่โตมาหน่อยอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตัวละครหลักในเรื่องก็ไม่น่าใช่
ด้วยความที่หนังอยู่ในโทนตึงเครียด จริงจัง เป็นหลัก ตัวละครเองก็ไม่ได้มีด้านที่ขาวบริสุทธิ์สดใส หากก็มีด้านมืดที่น่าเกลียดชังให้รู้สึกไม่ใช่น้อย หนังมาในทางเคร่งเครียด ไม่มีอารมณ์ขัน หรือสถานการณ์เบาๆ ที่ผ่อนคลาย ตัวเรื่องอาจจะดูนิ่งๆ ด้วยความที่เดินเรื่องด้วยบทสนทนา และการแสดงเป็นหลัก แต่ก็ขึงขัง น่าติดตาม และหนักแน่นในสิ่งที่ต้องการสื่อนั่นก็คือ เรื่องของการใช้เด็กเป็นเครื่องมือเพื่อจัดการกับความกลัวของผู้ใหญ่ โดยอาศัยความคิดแบบเด็กๆ ที่ไม่ได้มีระบบแบบแผนชัดเจนในการจัดการ หากก็ต้องแลกด้วยความเป็นเด็กในตัวของทุกคนที่มาเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกครั้งนี้
ก่อนที่จะเผยให้เห็นว่า ที่สุดแล้วด้วยสายตา และมุมมองแบบเด็กๆ ก็อาจจะทำให้สงครามหนนี้ไม่ต้องเกิดขึ้น ไม่มีใครที่ต้องสูญเสีย ซึ่งตอกย้ำการกระทำในโลกแห่งความเป็นจริงในโลกใบนี้ ที่แม้ผู้ใหญ่จะพร่ำบอกว่า เด็กคืออนาคตของชาติ แต่พวกเขาเองก็กำลังทำลายกัดกร่อนเยาวชนเหล่านั้นทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อความสุขของตัวเอง ไม่ต่างไปจากสิ่งที่ผู้ใหญ่ในเรื่องทำ
อาจจะหย่อนด้อยอยู่บ้างในแง่ความบันเทิงสำเร็จรูป แต่กับคมความคิดแล้ว เกมของเอนเดอร์ ที่ถูกผู้ใหญ่หลอกให้เล่นเกมนี้ นอกจากจะน่าติดตาม ระทึกในแบบที่ไม่ต้องมีฉากแอ็คชั่น ก็หม่นมืด หดหู่ และน่าเห็นใจในชะตากรรมของตัวละครไม่ใช่น้อย
โดย นพปฎล พลศิลป์















