Finding Vivian Maier: ไม่รู้ว่าใครจะคิดเห็นอย่างไร แต่ Finding Vivian Maier เป็นหนังที่สมควรและจำเป็นจะต้องถูกนำเสนอในรูปของหนังสารคดี เพราะเนื้อหาที่ได้รับการบอกเล่า-ใกล้เคียงกับนิยายสืบสวนสอบสวนและลึกลับตื่นเต้นผสมจิตวิทยา และหากมันถูกนำเสนอในรูปของหนังบันเทิงคดีหรือ Fiction ผู้ชมก็คงจะรู้สึกว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องที่เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้น และอย่างมากที่สุดที่พวกเราจะทำได้-ก็เพียงแค่แสดงความชื่นชมคนผูกเรื่อง (ซึ่งในที่นี้ น่าจะได้แก่พระเจ้า) ว่า (พระองค์) ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการซะเหลือเกิน
ฟอร์แม็ทของความเป็นหนังสารคดี ช่วยค้ำประกัน (และย้ำเตือน) พวกเราอยู่ตลอดเวลาว่า ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่โลดแล่นเบื้องหน้า-เป็นเรื่องจริง หรืออย่างน้อย มันก็ Reenact มาจากเรื่องจริง และมันยิ่งทำให้ข้อมูลที่ผู้ชมได้รับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป-กลายเป็นเรื่องน่าพิศวงงงงวย มิหนำซ้ำ สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้น ยังได้รับการถ่ายทอดด้วยชั้นเชิงและลีลาอันแพรวพราว มันทำให้ไม่มีแม้แต่ช่วงสั้นๆ ที่เส้นกราฟของความน่าติดตามของหนังลดต่ำลง จนบางที-ก็อดรู้สึก (ขัดแย้งในตัวเองนิดๆ) ว่ามันดูสนุกเกินไปสำหรับการเป็นหนังสารคดี
มองในแง่มุมหนึ่ง เรื่องของวิเวียน มายเออร์ก็เหมือนกับเรื่องของวินเซนต์ แวนโก๊ะห์นั่นเอง ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอปราศจากคนเหลียวแล หรือมองเห็นคุณค่าและความสำคัญของผลงาน และเกือบจะไม่มีตัวตน (แม้แต่กูเกิ้ลก็ยังไม่รู้จักเธอ) แต่ในกรณีของมายเออร์อาจจะแตกต่างอยู่หน่อยหนึ่ง ตรงที่หนังตั้งคำถามที่ใครก็คงจะตอบไม่ได้ว่า จริงๆ แล้ว เธอปรารถนาให้คนทั้งโลกได้ชื่นชมผลงานของเธอหรือไม่ (เพราะเหมือนกับเธอไม่มีความทะเยอทะยานที่จะแสดงภาพถ่ายของตัวเอง) หรือว่าพวกเรากำลังก้าวล่วงเข้าไปในอาณาเขตส่วนเธอ-ซึ่งสมมติว่าเป็นกรณีหลัง มันก็เป็นเหมือนกับเป็นการไม่เคารพต่อเจตนารมณ์ และความเป็นส่วนตัวของผู้วายชนม์
แต่ในขณะที่นี่เป็นคำถามที่ผู้ชมยังไม่จำเป็นต้องรีบตอบก็ได้ อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ ‘การตามหาวิเวียน มายเออร์’ ลงเอยด้วยการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับวงการศิลปะภาพถ่าย และเมื่อมองย้อนกลับไป ถือเป็นเรื่องน่าใจหายไม่น้อยที่ผลงานที่สะท้อนถึงมุมมองอันเฉียบแหลมคมคายและพรสวรรค์อันวิเศษเลิศเลอ-เกือบจะถูกฝังกลบไปพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของเธอ
โดย ประวิทย์ แต่งอักษร
สามารถคลิกไลค์เพจสะเด่าส์ได้ง่ายๆ ที่นี่















