FOOTNOTE: ไล่เรียงรายชื่อหนังที่ถูกเลือกมาฉายในเทศกาลเวิร์ลด์ ฟิล์ม ครั้งที่ 12 มีอยู่หลายเรื่องที่ได้ดู และก็มีหลายเรื่องที่หมายมั่นว่าจะต้องไปดูให้ได้ เรื่องหนึ่งที่อยากจะแนะนำเป็นพิเศษ และบังเอิญได้เขียนถึงไปก่อนหน้านั้นด้วยก็คือเรื่อง Footnote หนังจากอิสราเอลที่ถูกส่งไปชิงออสการ์หนังต่างประเทศในปีที่ A Separation ชนะรางวัล
โดยส่วนตัว เชื่อว่าหากไม่มีหนังจากอิหร่านเรื่องนั้น หนังเรื่อง Footnote จะต้องเป็นชื่อที่ถูกประกาศบนเวทีอย่างแน่นอน แต่ในสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้ “ชนะหรือไม่ชนะออสการ์” ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการที่มันเป็นหนังที่ “สอบตก” ค่านิยมข้อสามของท่านผู้นำอย่างสิ้นเชิง (ตรวจสอบดีๆ อาจจะมีข้ออื่นร่วมด้วย) และนั่นยิ่งทำให้มันเป็นหนังที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
(หมายเหตุ ข้อเขียนต่อไปนี้เคยตีพิมพ์ใน ในนิตยสารอิมเมจ ส่วนรายละเอียดวันฉายหนังเรื่อง Footnote และเรื่องอื่นๆ ตรวจสอบได้ที่ http://www.worldfilmbkk.com/theprograms_sections.php)
หนังเรื่อง Footnote (2011) ผลงานกำกับของโจเซฟ ซีดาร์เป็นหนังตัวแทนจากประเทศอิสราเอลที่ถูกส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศเมื่อปีกลาย และผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่รู้กันว่ามันพลาดให้กับหนังสัญชาติอิหร่านเรื่อง A Separation (2011) ของแอสกาห์ร ฟาร์ฮัดดิ ซึ่งกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างน่าขุ่นเคือง เมื่อรัฐบาลอิหร่านอาศัยชัยชนะครั้งนี้-เหยียบย่ำทับถมประเทศอิสราเอลในฐานะศัตรูคู่อาฆาตตลอดกาล
ลองคิดเล่นๆนะครับว่าสมมติหนังเรื่อง Footnote เกิดพลิกโผและคว้ารางวัลนี้ไปแทน (ซึ่งก็มีความเป็นไปได้) น่าเชื่อว่ารัฐบาลอิสราเอลก็คงจะเล่นสงครามประสาทแบบเดียวกัน
ข้อเท็จจริงๆก็คือ หนังทั้งสองเรื่อง-ล้วนเป็นผลงานทรงคุณค่า และไม่สมควรที่จะต้องมาแปดเปื้อนด้วยปฏิกูลและสิ่งโสโครกทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างสาดใส่กันอย่างน่าไม่อาย และว่าไปแล้ว ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้บนเวทีรางวัล-ก็เป็นเพียงภาพลวงตา ไม่มีผลแม้แต่น้อยนิดในการทำให้หนังดีขึ้นหรือแย่ลง จริงอยู่ที่รางวัลอาจจะช่วยให้คนอยากดูหนังเรื่อง A Separation มากขึ้น แต่ผมขอยืนยันด้วยเกียรติของลูกเสือสามัญว่า Footnote ก็เป็นหนังที่เมื่อดูจนจบ มันก็น่าจะทำให้ผู้ชมจำนวนไม่น้อย-รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนนักล่าสมบัติที่ค้นพบขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าเข้าอย่างจัง
อย่างกว้างๆ หนังเรื่อง Footnote บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชาย-ที่รอยร้าวแทรกลึกและซับซ้อนจนมองไม่ออกว่ามันเริ่มต้นมาแต่หนใด แย่ไปกว่านั้นก็คือพวกเขาไม่อาจหย่าร้างเหมือนคู่สามีภรรยาใน A Separation และยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ความรู้สึกแปลกหน้าและแปลกแยกก็ค่อยๆขยับขยายใหญ่โตขึ้นทบทวี
โดยหน้าที่การงานแล้ว พ่อกับลูกชายในหนังเรื่องนี้เป็นนักนิรุกติศาสตร์ที่ความถนัดจัดเจนของพวกเขาได้แก่การศึกษารากเหง้าภาษาของคัมภีร์ทัลมุดของชาวยิว ปัญหาก็คือขณะที่อีไลเซอร์ ชโคลนิค (ชลอมโม บาร์ อบา) ผู้พ่อใช้เวลาทั้งชีวิตอุทิศให้กับการค้นคว้าวิจัยและลงเอยด้วยการถูกมองข้ามและไม่มีใครมองเห็นคุณค่า แถมการค้นพบครั้งสำคัญซึ่งน่าจะทำให้ชื่อของเขาได้รับการจารึกใน ‘ฮอลล์ออฟเฟม’ ก็ดันถูกคู่แข่งเบียดแซงตัดหน้าไปอย่างน่าเดือดดาล
ยูเรียล ชโคลนิค (เลียร์ แอชเคนนาซิ) ลูกชาย-กลับมีสถานะเป็นเหมือนซุปเปอร์สตาร์ของวงการนิรุกติศาสตร์ เขาเดินสายเล็คเช่อร์ตามมหาวิทยาลัย ผลงานค้นคว้าวิจัยได้รับตีพิมพ์และสถาบันต่างๆพากันโหวตให้เขาได้รับรางวัล มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ชัยชนะของลูกชายจะกลายเป็นการตอกย้ำบาดแผลแห่งความพ่ายแพ้ของผู้เป็นพ่อให้ยิ่งสาหัสสากรรจ์
แล้ววันดีคืนดี เสียงโทรศัพท์มือถือของอีไลเซอร์ก็ดังขึ้น ผู้พูดจากปลายสายแจ้งให้ชายชราทราบว่าเขาถูกเลือกให้ได้รับ ‘รางวัลอิสราเอล’ ซึ่งคงเปรียบได้กับรางวัลศิลปินแห่งชาติของบ้านเรา ทั้งๆที่อีไลเซอร์ทำตัวเป็น ‘องุ่นเปรี้ยว’ กับรางวัลนี้มาตั้งแต่ต้น แต่จนแล้วจนรอด ผู้ชมก็ได้เห็นชายชราแสดงออกอย่างปิติและลิงโลดเท่าที่บุคลิกอันแห้งแล้งเย็นชาของเขาจะเอื้ออำนวย และแล้ว ระหว่างที่ผู้ชมเพลิดเพลินกับสิ่งละอันพันละน้อยที่หนังบอกเล่าด้วยลูกเล่นทางด้านภาพและเสียงอันฉูดฉาดแพรวพราว คนทำหนังก็ให้ข้อมูลที่เปรียบได้กับการยิงหมัดอัปเปอร์คัทเข้าที่ปลายคางอย่างจัง นั่นก็คือ ยูเรียล ลูกชายได้รับแจ้งจากกระทรวงวัฒนธรรมว่าเป็นตัวเขา ไม่ใช่อีไลเซอร์ ผู้พ่อ-ที่ถูกเลือกให้ได้รับรางวัล ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนเกิดจากผู้บอกข่าวนี้ในตอนแรกเข้าใจว่า ‘มิสเตอร์ชโคลนิค’ มีเพียงคนเดียว
แต่ละนาทีนับจากนี้ผ่านพ้นไปอย่างชนิดที่ผู้ชมไม่อาจละวางสายตา ความดึงดูดและน่าติดตามไม่ได้อยู่เพียงแค่การที่ลูกชายจะต้องหาหนทางแจ้งข่าวร้ายนี้ให้กับพ่อ-ซึ่งสันนิษฐานได้ว่ามันน่าจะถึงกับทำให้ฝ่ายหลัง ‘มอดไหม้เป็นจุณ’ แต่ผู้ชมรับรู้ว่าลึกๆแล้ว ยูเรียลเองก็ไม่มีความเห็นอกเห็นใจในความโชคร้ายอันแสนโง่เขลาครั้งนี้ เนื่องเพราะเขาเองก็ถูกพ่อบีบบังคับและกดดันมาตั้งแต่เล็กๆ ทว่าอะไรก็ไม่ชวนให้รู้สึกเย้ยหยันเท่ากับการที่หนังให้เห็นว่ายูเรียลก็กำลังส่งผ่านความคับแค้นต่อเนื่องไปถึงลูกชายของตัวเอง ในแง่มุมหนึ่ง นั่นทำให้ระหว่างเขากับผู้เป็นพ่อ-ไม่มีอะไรแตกต่างกัน
กล่าวในที่สุด นี่ไม่ใช่เรื่องของพ่อลูกที่สามารถอธิบายอย่างตื้นๆง่ายๆเพียงแค่ว่าทั้งสองเกลียดชังกัน แต่มันเป็นเรื่องของ ‘ลูกไม้หล่นใต้ต้น’ หรืออีกนัยหนึ่ง คนทั้งสองเหมือนกันเกินไปจนส่งผลให้การดำรงอยู่ของพวกเขาในพื้นที่ว่างเดียวกัน-ไม่เพียงก่อให้เกิดบรรยากาศอันน่าอึดอัดและกระอักกระอ่วนอย่างเฉียบพลัน หากยังกลายเป็นเสมือนการทำร้ายหรือสร้างความเจ็บปวดชอกช้ำให้อีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ตั้งใจและอย่างน่าสมเพชเวทนา
โดยปราศจากข้อกังขา นี่คือหนังดราม่าที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และตอบแทนความคาดหวังของผู้ชมด้วยผลลัพธ์ที่น่าเชื่อว่าจะตกค้างอยู่ในห้วงคำนึงของใครก็ตามที่ได้ดูไปอีกพักใหญ่ๆ ทีเดียว
โดย ประวิทย์ แต่งอักษร
กด Like เพจสะเด่าส์ได้ง่ายๆ ที่นี่















