จากพล็อต ที่ว่าด้วยสองนายแพทย์หนุ่ม วี (ธนภพ) และกล้า (พาริส) ซึ่งมีความเชื่อในเรื่อง ‘ผี’ ที่แตกต่างกัน มาจับมือทดลองหาคำตอบเรื่องผีว่า มีจริงไหม? น่าจะทำให้นึกถึงหนังฝรั่ง ‘Flatliners’ งานสยองขวัญที่กลุ่มนักศึกษาแพทย์ทำการทดลองเรื่องชีวิตหลังความตาย เมื่อปี 1990 ซึ่งถูกนำมาทำใหม่อีกหนในปี 2017 อยู่บ้าง เมื่อว่าด้วยตัวละครซึ่งมีความเชื่อและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาทำการทดลองพิสูจน์ความจริงในเรื่องเหนือธรรมชาติไม่ต่างกัน
หากได้ชมก็ยิ่งนึกถึงมากขึ้นไปอีก เพราะในหนังของผู้กำกับปวีณ ภูริจิตปัญญา จาก ‘บอดี้ ศพ 19’, ‘สี่แพร่ง’ ตอน ‘ยันต์สั่งตาย’, ‘ห้าแพร่ง’ ตอน ‘หลาวชะโอน’ และ เรื่อง ‘14’ จาก ‘รัก 7 ปี ดี 7 หน’ ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ใกล้เคียงกัน เช่น การใช้ชีวิตในโรงพยาบาล, มีเคสเจอคนไข้แบบหลอนๆ และ ห้องทดลองก็เป็นอาคารเก่าๆ ที่เหมือนกับถูกทิ้งร้าง คล้ายๆ กัน
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับอิทธิพลมาอย่างตั้งใจหรือไม่ก็ตามที เพราะอย่างน้อยปวีณก็พยายามหาที่ทางให้กับเรื่องราวของตัวเอง และทำได้ ตั้งแต่เล่นกับเรื่องผี ที่พอกล้อมแกล้มว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับ ‘Flatliners’ ได้ ซึ่งส่งกลิ่นหนังสยองขวัญแบบไทยๆ ให้ฉุนขึ้นมา ส่วนตัวละครที่มีแค่สองคนก็ทำให้การเล่าเรื่องชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่ทั้งคู่เป็นตัวแทนของแต่ละฝั่งฝ่าย คนที่เชื่อเรื่องผีกับคนที่มองเรื่องนี้ในแง่มุมวิทยาศาสตร์
หนังเดินหน้าอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ความเชื่อของตัวละคร อย่าง กล้า มาพร้อมเหตุผลรองรับ และการเป็นผู้ร่วมทดลองของวีก็มีความเป็นมาเป็นไป การทดลองอาจดูเกินจริงอยู่บ้าง แต่ด้วยสิ่งต่างๆ ที่สนับสนุนก็ไม่ถึงกับไม่น่าเชื่อถือ แล้วยังทวีความเข้มข้นที่ส่งให้หนังน่าติดตามมากขึ้น และเมื่อทั้งสองคนเจอทางตัน เพราะขาดผู้ร่วมทดลองที่ไม่ใช่มนุษย์ ความคิดในการทดลองของพวกเขาก็ยกระดับความแรงขึ้นไปอีก ทั้งหวังหลอกคนป่วย ไปถึงใช้คนใกล้ชิดเป็นผู้ร่วมทดลอง ท้ายที่สุดก็เป็นการตัดสินใจของบางคนที่ดูจะ ‘แรง’ ไม่น้อย แต่จากที่หนังแสดงให้เห็นมาตลอด ก็ยังอยู่ในกรอบของความเป็นไปได้ เมื่อชีวิตเขาถูกปูทางเอาไว้แล้ว ว่ามุ่งมั่นกับเรื่องนี้ขนาดไหน
ที่เซอร์ไพรส์มากกว่าก็คือ ตัวละครที่ต่างก็เป็นแพทย์ กลับเลือกใช้อาวุธแทนที่จะเป็นยา ซึ่งน่าจะหาและทำได้ง่ายกว่า รวมถึงไม่เอิกเกริกเท่า
โดยเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนัง ทั้งตัวละคร, เรื่อง และภาพรวม
เพราะหลังจากนี้ ‘Ghost Lab – ฉีกกฎทดลองผี’ ดูจะหลุดจากโฟกัสที่แม่นมาตลอด ตัวละครพลิกจากที่เคยเป็นอย่างรวดเร็วและดูลอยๆ คนหนึ่งเปลี่ยนจากคนที่มีเหตุมีผล เป็นคนหุนหันพลันแล่น แม้จะรับด้วยการสูญเสียที่เกิดขึ้นติดๆ กัน แต่หนังก็ยังบอกด้วยว่าบางสิ่งก็เคย ‘ดึง’ สติเขาไว้ได้ แล้วเมื่อเกิดซ้ำทำไมยังเดินหน้าต่อ จะบอกว่าเพราะฤทธิ์สมุนไพร ตัวละครก็ไม่ใช่คนที่ใช้มันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนคนที่ไม่เคยสนใจใคร จู่ๆ ก็ห่วงใยครอบครัวขึ้นมา และเลือกไม่สานต่อสิ่งที่ตัวเองเริ่มต้นเฉยๆ (?)
ด้วยลักษณะตัวละครอย่างที่เห็น ไม่แปลกที่การแสดงของทั้งธนภพและพาริสจะปลิวไปด้วยเช่นกัน ถึงนับกันเป็นช็อตๆ พวกเขาก็มีช่วงเวลาที่ดี แต่ในเรื่องพัฒนาการตัวละคร ‘ทั้งเรื่อง’ ไม่ใช่
ตัวเรื่องก็ไม่ต่างกัน เมื่อใส่เรื่องรองเข้ามา ส่วนหนึ่งถือว่าเข้าพวกอย่าง ความพยายามหาสาเหตุการจากไปของตัวละครของคนใกล้ชิด แต่บางส่วนก็พาเรื่องไปไกล เช่น เรื่องความสัมพันธ์แบบรักสามเส้า ที่ดูผิดที่ผิดทาง ซึ่งพอมาถึงตอนนี้ ความน่าสนใจ ความแข็งแรง ที่ทำได้ดีในช่วงแรกๆ ก็ถูกลืมไปหมด และเมื่อมาถึงฉากไคลแม็กซ์ที่เอะอะมะเทิ่งตอนท้าย ‘Ghost Lab – ฉีกกฎทดลองผี’ ก็ไม่ได้ต่างจากหนังผีทั่วๆ ไปอีกเรื่อง ทั้งที่เริ่มต้นมาอย่างสวยงาม และดูแตกต่าง
ทำให้การปิดท้ายด้วยบทสรุปจากตัวละคร ครือๆ กันกับบทสรุปแบบ ‘นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…’ เมื่อยากจะรู้สึกว่าตัวละครที่ยังอยู่ได้เรียนรู้อะไรจนคิดได้ แต่คนที่ไม่อยู่ต่างหากที่เป็นคนนั้น แถมยังพยายามเปลี่ยนความตั้งใจของเพื่อนด้วยซ้ำ แต่เพราะหนังขาดมูลเหตุจูงใจของตัวละครรายนี้ บทสรุปตอนท้ายจึงไม่ส่งผลกระทบอะไรทางอารมณ์ ที่บางช่วงของหนังยังทำได้ดีกว่า อย่าง เรื่องของขาไก่, เรื่องของมนุษย์แฟนและมนุษย์เพื่อน ที่พาคิดถึงอะไรหลายๆ อย่างที่เป็นไปในชีวิตและสังคมได้เหมือนกัน
แต่นั่นก็ดูจะน้อยเกินไป จนหลายๆ คนอาจจะลืม เช่นเดียวกับความรู้สึกตื่นเต้นในช่วงแรกของหนัง ที่ขยับเรื่องราวและมุมมองของหนังผีไทยให้ไปไกลจากที่เป็นอยู่ได้สำเร็จ แม้จะทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นอย่างที่ใครๆ เขาบอกว่า ผีหลายๆ คนรู้ว่ามี แต่ ‘ไม่เคยเห็น’
ผู้กำกับ: ปวีณ ภูริจิตปัญญา นักแสดง: ธนภพ ลีรัตนขจร, พาริส อินทรโกมาลย์สุต, ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารสีสัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 7 มิถุนายน 2564
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















