ภาคแรก ‘Hitman’s Bodyguard’ หนังขายการแสดงที่รับ-ส่ง เข้าขากันได้เป็นอย่างดีของไรอัน เรย์โนลด์สกับแซมวล แอล. แจ็กสัน ที่ยังเป็นจุดกำเนิดมุขฮาสารพัดเป็นหลัก กับเรื่องราวที่ว่าด้วย บอดี้การ์ดตกอับ เพราะผู้อยู่ในการดูแลถูกมือสังหารยิงตาย แต่ไป ๆ มา ๆ เขาต้องมารับหน้าที่คุ้มกันมือสังหารคนที่ว่า ซึ่งกลายเป็นพยานสำคัญคดีที่มีผู้นำเผด็จการของเบลารุสเป็นผู้ต้องหาสำคัญ และพาตัวไปยังศาลโลกที่กรุงเฮกให้ทันการพิจารณาคดี
ซึ่งระหว่างทางหนังที่มีอิทธิพลของหนังบัดดี้ยุค ‘80s ชัด ก็เปิดโอกาสให้เรย์โนลด์ส ในบทไมเคิล ไบรซ์ – อดีตบอดี้การ์ดเกรดเอ กับมือสังหารอย่าง แดเรียส คินเขด (แจ็กสัน) ได้ขายของที่มีอยู่ในตัว และเป็นจุดขายสำคัญของหนังอย่างเต็มที่
กับภาคนี้ ตัวละครของซัลมา ฮาเย็ก – โซเนีย คินเขด ที่ในภาคแรกเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สามีอย่างแดเรียสต้องมาเป็นพยานในศาลโลก และมีบทแค่ในระดับสร้างสีสัน หากก็จัดจ้านแสบตาเหลือเกินเมื่อปรากฏตัว มีความสำคัญมากขึ้นในระดับเดียวกับสองชายจากภาคแรก
ไบรซ์ที่เตรียมวางมือจากอาชีพบอดี้การ์ด ถูกโซเนียที่เข้าใจผิด ดึงตัวมาช่วยสามีที่ถูกมาเฟียจับตัวไป ทั้ง ๆ ที่เขาอยู่ในระหว่างพักผ่อน เรื่องไปกันใหญ่ต่อจากนั้น เพราะมาเฟียที่ทั้งสามคนจัดการ เป็นนกต่อที่จะสาวไปถึงตัวอะริสโทเทิล พาพาโดพูลอส (แอนโทนิโอ แบนเดราส) ผู้ก่อการร้ายชาวกรีซ ที่มีแผนทำลายระบบพลังงานของยุโรป หลังสหภาพยุโรปมีแผนจะแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลกรีก ไบรซ์-คินเขด และโซเนีย ต้องร่วมมือกันเพื่อขัดขวางแผนการที่ว่าให้ได้
เห็นได้ชัดว่าหนังไม่ได้มีแค่ฮาเย็กที่มาเต็มกว่าเดิม หนังยังได้แบนเดราสมาเสริม และไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะยังมี แฟรงค์ กริลโล มารับบทตำรวจสากลที่มาดูแลสามตัวแสบ และหาทางจัดการกับพาพาโดพูลอส รวมถึงมอร์แกน ฟรีแมน ที่เล่นเป็นซีเนียร์ ‘พ่อ’ ของไบรซ์ มาร่วมสร้างความหรรษาอีกสองคน โดยที่ตัวหนังเองก็เล่นสนุกกับจุดแข็งของตัวเองแบบสุดทาง ที่มี โซเนีย ซึ่งมีส่วนร่วมกับเรื่องมากขึ้น มาทำให้มีฉูดฉาดมากขึ้น เพราะหนนี้ไม่ได้มีแค่มุขแบบหนังบัดดี้ที่ไบรซ์กับคินเขดเป็นศูนย์กลาง แต่ยังมีเรื่องความสัมพันธ์ของคินเขดกับภรรยา รวมไปถึงปฏิกริยาที่มีต่อทั้งคู่หรือกับโซเนียของไบรซ์ มาให้ได้เล่นอีก
ขณะที่นักแสดงและตัวละครใหม่ที่เติมเข้ามา อาจไม่ถึงกับทำให้หนังเปลี่ยนหน้าพลิกโฉม แต่ก็มีวูบ ๆ วาบ ๆ ฟรุ้งฟริ้ง ถือว่าใช้สิ่งที่เติมเข้ามาให้เป็นประโยชน์ได้ดี ไม่ว่าจะทำให้ให้ตัวละครโซเนียมีอดีตที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตของพาพาโดพูลอส เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของสองพ่อ-ลูกบอดี้การ์ด ไบรซ์และซีเนียร์ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์พลิกผัน เรื่องราวหักมุม ซึ่งเอาจริง ๆ ก็ไม่ใช่อะไรที่คาดเดายาก หากอย่างน้อยก็ช่วยให้หนังเดินหน้าแบบมีรอยหยัก ไม่ถึงกับเป็นเส้นตรงจนเกินไป
แล้วกับการที่ไม่ต้องมาปูพื้นตัวละครอะไรมาก และคนดูรู้ปูมหลังความสัมพันธ์ของสามตัวละครหลักเรียบร้อย ‘Hitman’s Wife Bodyguard’ เลยเล่นสนุกกับพวกเขาได้อย่างเต็มที่ และจะว่าไปแล้วมากกว่าที่เคยด้วยซ้ำ เมื่อบรรดาตัวละครหลัก ๆ ในหนังมีพฤติกรรมไม่ต่างไปจากตัวการ์ตูน จนกลายเป็นงานที่ ‘เว่อร์’ มากกว่าที่เคยเห็นกันในหนังภาคแรก (ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อย) และไปไกลกว่าเดิมในเรื่องของความบ้าคลั่ง เพื่อสร้างความบันเทิ
ในแง่ของพัฒนาการของตัวละคร หากมองเป็นรายบุคคล ก็ขยับจากที่เคยเห็นในภาคแรก ไบรซ์ที่จมกับความล้มเหลวของตัวเอง พยายามหาทางหนีชีวิตแบบเดิม ๆ ด้วยการวางมือ คินเขดเองก็อยากมีลูก มีครอบครัว ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามที่ทำให้ทั้งหนัง ทั้งตัวละครไปข้างหน้า แต่ปัญหาก็คือ ในแง่ความสัมพันธ์ของตัวละครแล้ว หนังไม่ได้โตขึ้นมากนัก เห็นได้จากการที่ยังเล่นกับมุข ความขัดแย้งแบบเดิม ๆ เหมือนในภาคแรก เพียงแต่หนักข้อขึ้น และแรงขึ้น
หากมองว่านี่คืองานที่ขายสูตรสำเร็จเก่า ๆ ที่เขย่าให้แรงขึ้น ก็ใช่ แต่ก็เป็นสูตรสำเร็จที่ยังขายได้ เมื่อยังทำงานได้อย่างที่เคยเป็น ทั้งเรียกเสียงหัวเราะ ทั้งพาไปหาเหตุการณ์มัน ๆ ตลอดจนสร้างเรื่องราวพลิกผัน หากในแง่ของความประทับใจ หรือทำให้รู้สึกมากกว่าการเป็นงานเพื่อความบันเทิงนั้น สิ่งที่ ‘Hitman’s Wife’s Bodyguard’ ขายและให้ ถึงขายได้และรับไหวอยู่ ก็ไม่ถึงกับรู้สึกต้องชื่นชมเป็นพิเศษใส่ไข่ หรือเพลินในแบบที่พอจะให้จดจำได้อย่างที่หนังภาคแรกเคยเป็น
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสาร เอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1340 ปักษ์หลัง พฤศจิกายน 2564
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















