จากเครื่องเล่นในสวนสนุกดิสนีย์ มาเป็นต้นทางให้ภาพยนตร์ ที่ทำมาเพื่อ ‘ขาย’ เครื่องเล่นอีกที เช่นเดียวกับ ‘The Pirates of the Caribbean’ หรือ ‘The Haunted Mansion’
หนังได้ฆัวเม่ คอลเลต์-แซร์รา ผู้กำกับหนังแอ็กชั่นขายความบันเทิง เช่น ‘Unknown’, ‘Non-Stop’, ‘Run All Night’ และ ‘The Commuter’ ที่ทั้งหมดเล่นโดยเลียม นีสัน กับหนังสยองขวัญ ‘House of Wax’ และ ‘Orphan’ โดยมีงานที่ถือว่าทำได้เยี่ยมเหลือเกิน อย่าง ‘The Shallows’ เป็นอีกเรื่องในเครดิต มาเป็นผู้กำกับ ซึ่งดูแล้วก็เหมือนผิดคู่ผิดฝา ที่เขามากำกับหนังที่สร้างจากเครื่องเล่นในสวนสนุก พุ่งเป้าหมายไปที่ผู้ชมกลุ่มครอบครัว
แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา… คอลเลต์-แซร์ราทำให้ ‘Jungle Cruise’ เป็นงานขายความบันเทิงได้สำเร็จ ดูได้ทั้งครอบครัว กระทั่งผู้ใหญ่อย่าง เรา ๆ ดูเอาบันเทิงได้ ทั้ง ๆ ที่ตัวหนังเห็นได้ชัดว่ารับอิทธิพลจากหนังผจญภัยตามล่าขุมทรัพย์มากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น หนังชุด ‘Indiana Jones’, ‘King’s Solomon Mines’, ‘Romancing the Stones’ แล้วก็งานยุคใหม่ อย่าง ‘National Treasure’ ก็รวมไว้ด้วยได้
ตั้งแต่การวางตัวละครหลักเป็นชาย-หญิงที่ต้องเดินทางตามหาขุมทรัพย์ร่วมกัน ซึ่งในเรื่องนี้ เป็น ‘น้ำตาดวงจันทร์’ ดอกไม้ที่จะช่วยในการรักษาโรคต่าง ๆ ที่ระหว่างทางต้องมีการปะทะคารม ต่อปากต่อคำ ก่อนที่จะกลายเป็นมีใจให้แก่กัน การเดินทางที่ต้องเจออุปสรรคมากมาย และมีเหล่าร้ายที่มุ่งหวังในสิ่งเดียวกันตามมา ที่ในเรื่องนี้ให้เป็น เจ้าชายเยอรมันผู้นำทหารนาซี ที่ต้องการของที่ว่าไปใช้กับกองทัพ จนทำให้นึกถึง ‘Raiders of the Lost Ark’ ที่ตัวร้ายในเรื่องก็คือ พวกนาซีเยอรมันเหมือนกันขึ้นมา
แต่หนังก็สร้างความแตกต่างให้ตัวเองสำเร็จ ตั้งแต่การสลับสับเปลี่ยนให้ฝ่ายหญิงเป็นนักล่าสมบัติ ส่วนฝ่ายชายเป็นเพียงกัปตันเรือ จอมต้มตุ๋น ที่รับงานนำฝ่ายหญิงไปถึงจุดหมาย โดยลึก ๆ แล้วตัวเองก็มีความลับบางอย่างที่เกี่ยวพันกับน้ำตาดวงจันทร์ซ่อนเอาไว้ และตอนหลังกลายเป็นเหตุการณ์พลิกผันของหนังไปด้วย
การให้ฝ่ายหญิงนำ ยังทำให้ ‘Jungle Cruise’ เป็นงานเพื่อสิทธิสตรีในคราวเดียวกัน เมื่อตัวละครของเอมิลี บลันต์ – ลิลลี ฮิวจ์ตัน ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ชายในสังคม แถมเธอเองก็ทำตัวผิดไปจากสาว ๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย หรือการเป็นสายลุย
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ หนังเป็นงานขายความบันเทิงที่ดูสนุก จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นงานกำกับของผู้กำกับสายบู๊ เพราะนอกจากจะมีเรื่องของความน่าตื่นเต้น สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่ตัวละครต้องเอาชนะแล้ว ยังใส่อารมณ์ขันเข้ามาได้อย่างลงตัว และแน่นอน… การแสดงที่เข้าคู่เข้าขากันเป็นอย่างดีของ บลันต์กับดเวย์น จอห์นสัน ในบทนำฝ่ายชาย ที่ทำให้เรื่องราวแบบพ่อแง่-แม่งอนของหนังจัดจ้าน ดูเพลิน ตัวละครประกอบอย่าง แจ็ก ไวต์ฮอลล์ – น้องชายของลิลลี ก็มาผสมโรงได้กลมกลืน รวมถึงมีมุขกัดจิกชีวิตแบบผู้ดีอังกฤษในตัว ส่วนเสือ (ซีจี) ก็เป็นตัวละครที่มันส์ และเป็นที่มาของหลาย ๆ มุขที่ทำงานของหนัง
แน่นอนว่า เรื่องของ ‘Jungle Cruise’ ไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์ แต่ส่วนตัวแล้วชอบสิ่งที่วางไว้ให้ตัวละครของจอห์นสัน เพราะเป็นเรื่องหักมุมที่ใช้ได้ แต่ด้วยความลงตัวในการเล่าเรื่อง เคมีที่ได้ของนักแสดง ส่งให้หนังเป็นตัวอย่างที่ดีอีกครั้ง สำหรับงานที่อาจจะถูกมองว่าเชย เก่า เอาต์ และล้าสมัย กลายเป็นงานที่ให้ความบันเทิงได้เป็นอย่างดี ขอแค่อยู่ในมือคนที่เล่าเรื่อง และใช้องค์ประกอบที่หนังมีเป็น
หนังล้ำไม่ล้ำ ประเด็นดีหรือแย่ ก็เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องทำให้ได้เป็นอย่างแรกก็คือ ให้คนดูเพลิดเพลิน สนุก ไม่เช่นนั้น ของดี ๆ ที่อยากบอก หรืออะไรต่อจากนั้น มันก็ไร้ค่า ถ้าคนดูไม่อยากจดจำ หรือเดินไปกับหนังได้อย่างเต็มใจตั้งแต่ต้นจนจบ
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสาร เอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1340 ปักษ์หลัง พฤศจิกายน 2564
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















