เริ่มเรื่องแบบนิ่งๆ แล้วก็ทวีความน่าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ กับเรื่องของซอ-จิน (คิม มู-ยอล) ที่ต้องเสียภรรยาไปจากอุบัติเหตุถูกรถชน โดยตัวเองก็มีบาดแผลของความสูญเสียครั้งสำคัญตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อพลัดหลงกับยู-จิน น้องสาวที่แม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 25 ปี ก็ยังฝังลึกในความทรงจำ และเมื่อต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตด้วยการสะกดจิต แผลเก่าแผลใหม่ของเขาก็ผสมปนเปกัน
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของเขากับลูกสาว ก็ไม่ใช่ว่าจะใกล้ชิดกันมากนัก และดูจะห่างกันไปอีกเมื่อเขายังจมอยู่กับการตามล่าคนที่ขับรถชนภรรยา และให้เวลากับงาน
แต่แล้วน้องสาวที่หายไปก็กลับมา
ดูเหมือนชีวิตของซอ-จินน่าจะดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยู-จิน (ซอง จี-ฮโย) กลายเป็นคนที่มีอิทธิพลกับทุกคนในบ้าน พ่อ-แม่ และลูกของซอจินให้ความสนิทสนมและฟังเธอมากกว่าเขา รวมไปถึงเธอเริ่มปรับเปลี่ยนการตบแต่งของบ้าน จ้างคนงานใหม่ๆ เข้ามา ส่วนคนงานเก่าก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ยิ่งเวลาผ่านไปซอ-จินก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างไปจากคนนอก และทำให้เขาตัดสินใจสืบหาความจริงเกี่ยวกับตัวยู-จิน ที่นำไปสู่ความจริงซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรที่ใหญ่โต
อาจจะเป็นสูตรหรือเสน่ห์ของหนังเกาหลีก็ว่าได้ สำหรับการใส่เรื่องราวที่เป็นแง่มุมทางสังคมเข้ามาในหนัง ไม่ว่าจะเป็น Parasite หรือว่า Time to Hunt
ใน Intruder นอกจากจะมีเรื่องของการมุ่งมั่นสร้างครอบครัว จนละเลยการเอาใจใส่ครอบครัว ทำให้สมาชิกคนอื่นๆ กลายเป็นคนเปราะบาง ที่พร้อมจะโผไปเกาะใครหรืออะไรก็ตาม ที่ถูกยื่นมาให้ หนังยังเสริมเข้ามาด้วยเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ที่ถูกนำมาใช้ล่อลวงผู้คนที่เปราะบาง แม้อาจจะดูใหญ่โตไปบ้าง แต่มองในแง่ของการใส่ประเด็นที่ว่าเข้ามาในเรื่อง ก็ถือว่าทำได้ดี และตอกย้ำถึงปัญหาความเปราะบางของครอบครัว ที่สามารถนำบางสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาในบ้านได้ง่ายๆ
ไม่ว่าจะเป็นภรรยาผู้จากไปของซอ-จิน หรือว่าตัวของเขาเอง
การเล่าเรื่องก็เต็มไปด้วยความลึกลับ มีสิ่งต่างๆ มากมายซุกซ่อน และค่อยๆ เผยออกมาให้ได้ติดตามกันไปอย่างช้าๆ ทีละนิดๆ แม้เรื่องราวบางช่วง อาจจะดูเหมือน Parasite ไปบ่้าง แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนังก็มีเรื่องราว มีปม มีประเด็นของตัวเองที่แตกต่างออกไป
แต่หลังจากเดินหน้ามาได้สวยๆ โดยเฉพาะการสร้างปมต่างๆ ให้เกิดขึ้นในเรื่อง การบีบคั้นและล่อหลอกตัวละคร ที่เขม็งเกลียวขึ้นเรื่อยๆ Intruder ก็มาพลาดเอาในช่วงของการเฉลยปริศนาของยู-จิน ที่แม้จะเป็นการนำเอาเรื่องปัญหาสังคมอีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ เลยของเกาหลีใต้มาใส่ในเรื่องได้อย่างกลมกลืน หากด้วยความใหญ่โตของมัน ก็ทำให้เหตุการณ์ในช่วงไคลแม็กซ์ของหนังกลายเป็นงานที่ดูไม่สมเหตุสมผลกับตัวตนของมันเอง นอกเหนือไปจากเหตุการณ์ต่างๆ เป็นไปอย่างรวบรัด ผิดไปจากความหนักแน่น ที่ดูจริงจังมากกว่าในช่วงก่อนหน้า
หากก็ยังดีที่ปิดท้ายได้สวยๆ ด้วยคำพูดเดียวกับที่แม่ซอ-จินพูดกับเขาในวัยเด็ก “อย่าปล่อยมือน้องนะ” ซึ่งเขาทำไม่ได้ด้วยความเผลอเรอ และยู-จินก็หายตัวไปถึง 25 ปี แต่หนนี้เป็นการะทำด้วยความตั้งใจ ก่อนจะย้ำด้วยการทำในสิ่งที่ไม่ต่างไปจากการปิดประตูตายใส่อดีต ที่หลอกหลอนชีวิตของตัวเองอยู่นาน
บางอย่างที่ไม่สวยงามในชีวิต ไม่ผิดหรอกถ้าจะเลือกไม่จำ
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์วิจารณ์-แนะนำ นิตยสารเอนเตอร์เทน ปักษ์แรก กันยายน 2563















