ซีรีส์ที่ตอนสุดท้าย มีเรทติงสูงเป็นอันดับ 3 ของช่องเจทีบีซี และมากเป็นอันดับ 7 ในประวัติศาสตร์ของเคเบิลทีวีเกาหลี โดยที่มาเป็นงานเว็บตูนชื่อเดียวกัน ซึ่งเรื่องราวนั้นว่าด้วยการแก้แค้นชาง แด-ฮีกับชาง กึน-วู ประธานและลูกชายคนโตของบริษัทชางกา ยักษ์ใหญ่เรื่องร้านอาหารในเกาหลี (ในหนัง) โดยพัค เซ-รอย ที่ชีวิตของเขาต้องพังทลาย หลังมีเรื่องกับกึน-วูที่โรงเรียน ทำให้พ่อของตัวเองที่เป็นหนึ่งในผู้บริหารของชางกาต้องลาออก ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตตามมา โดยผู้ก่อเหตุไม่ใช่ใครที่ไหน กึน-วูนั่นเอง แต่ก็ถูกแด-ฮีใช้อำนาจทำให้มีผู้รับเคราะห์แทน ส่วนเซ-รอยหลังบุกไปทำร้ายกึน-วูถึงในโรงพยาบาล ก็โดนตัดสินจำคุกถึง 7 ปี
หลังใช้เวลาในคุก ศึกษาหาลู่ทาง วางแผนการ เมื่อพ้นโทษปฏิบัติการเอาคืนของเซ-รอยจึงเริ่มต้นขึ้น และไม่ได้มีเป้าหมายที่การทำร้ายแด-ฮีและลูกชาย หากมองไปไกลกว่านั้น นั่นก็คือการล้มบริษัทชางกา ทำให้ Itaewon Class ไม่ใช่หนังแอ็คชันห้ำหั่นกันด้วยการต่อสู้ แต่เป็นหนังที่เอาชนะกันด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจ ที่แสดงให้เห็นถึงกลเม็ดเด็ดพรายในการดำเนินกิจการ การบริหารธุรกิจของสององค์กรที่ขนาดแตกต่าง ผู้บริหารคนต่างรุ่น ที่จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากการต่อสู้ระหว่างแชมป์กับพวกอันเดอร์ด็อก ขณะที่รายหนึ่งคือยักษ์ อีกรายก็เป็นคนตัวเล็กๆ ถ้าฝ่ายแรกเต็มไปด้วยประสบการณ์ อีกฝ่ายก็คือน้องใหม่ที่เพิ่งโดดลงมาในสนามนี้
การต่อสู้ในแวดวงธุรกิจ ระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่านี่ละ ที่ทำให้ Itaewon Class ขึ้นจอในแบบที่ให้ความรู้สึกสด-ใหม่ในตัว ไม่ใช่หนังแอ็คชันโหลๆ อย่างที่เคยเห็น
การวางลักษณะตัวละครก็น่าสนใจ ช่วยให้หนังมีเสน่ห์ และรสชาติจัดจ้านมากขึ้น อย่างตัวเอก พัค เซ-รอย เด็กหนุ่มที่มีความคั่งแค้นในใจ ที่พาร์ค แซ-จุน เล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีครบทั้งความน่ารัก, เสน่ห์, อารมณ์ขัน รวมทั้งเป็นรู้สึกได้ว่า มีอะไรที่เก็บกดไว้ข้างในมากมาย นอกจากจะดูฉลาดและมีความแข็งแกร่งทางร่างกายในตัว
ขณะที่ตัวละครรายรอบ พวกเด็กๆ ที่มาทำงานกับเขา ก็มี ‘อะไร’ ในตัวถ้วนทั่วทุกคน ที่บางคนอย่าง มา ฮยอน-ยี เชฟของร้าน, ชอย ซึง-กวาน ก็ยังเป็นตัวแทนของคนที่ด้อยโอกาสในสังคม เมื่อรายแรกคือสาวแปลงเพศ ส่วนรายหลังก็คืออดีตนักโทษที่อยากกลับตัว ช่วยให้ Itaewon Class มีความเป็นงานสะท้อนสังคมอยู่ในที
แต่ที่น่าสนใจก็คือ ตัวละครหญิงที่มะรุมมะตุ้มรุมรักเซ-รอน ทั้งโจ อี-ซู และโอห์ ชู-อา ต่างก็แตกต่างไปจากตัวละครเอกฝ่ายหญิงในหนังทั่วๆ ไป เพราะทั้งคู่ต่างก็แสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีใจให้กับเซ-รอยเหมือนกัน และหาวิธีชิงดีชิงเด่น เพื่อให้ตัวเองอยู่เหนืออีกฝ่าย หากก็ด้วยรูปแบบที่แตกต่าง เมื่ออี-ซูที่เด็กกว่าจะดูโฉ่งฉ่าง ตรงไปตรงมา ส่วนชู-อาที่เป็นหวานใจตั้งแต่วัยเด็กของเซ-รอย จะมาแบบเงียบๆ รอจังหวะเวลาของตัวเอง ซึ่งทำให้ส่วนของความเป็นโรแมนซ์ของหนังดูจัดจ้านไม่แพ้การต่อสู้ของเซ-รอยกับชางกา
โดยยังมีตัวละครสมทบอย่าง เพื่อนเก่าที่เข้าก๊วนล้มชางกาด้วยกันของเซ-รอย, ผู้อำนวยการหญิงของชางกา ที่มีแผนขึ้นครองอำนาจ เข้ามาทำให้เรื่องราวมีแง่มุมหลากหลาย แล้วกับตัวละครหลักๆ เอง ก็ไม่ได้มีมุมเดียวให้จับ อย่างสองสาว ชู-อาเองก็มีปมเรื่องการเป็นเด็กทุนของชางกา ที่ต้องทำงานให้แด-ฮี และตัวเองอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อฝ่ายหนึ่งคือผู้มีพระคุณ อีกฝ่ายก็คือคนรัก ส่วนอี-ซูก็มีเรื่องนิสัยใจคอโผงผางที่ทำให้มีปัญหาเรื่องงาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีศักยภาพในการทำการตลาดยุคใหม่ ที่ทำให้ร้านของเซ-รอยเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว
การเล่าเรื่องคึกคักกระฉับกระเฉง ชวนติดตามอย่างต่อเนื่องในแบบเดียวกับซีรีส์ตะวันตก แต่น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน เมื่อตัวละครร้ายหนึ่งต้องไปรับผลกรรมที่ทำเอาไว้ และหนังปรับโหมดเข้าสู่เรื่องราวของความรัก Itaewon Class ดูจะช็อตไปดื้อๆ โดยเฉพาะ 2-3 ตอนท้าย ที่กลายเป็นงานย้วยๆ เวิ่นเว้อ จังหวะในการเล่าเรื่องเพี้ยนไปจากที่เป็นในตอนแรกๆ มหาศาล
ในระดับที่อดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่า ตกลงแล้วนี่มันซีรีส์เรื่องเดียวกับที่ดูเมื่อสัก 10 ตอนก่อนหรือเปล่า และทำให้เรื่องราวในช่วงที่ตัวละครเป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มตัว ไม่ได้เข้มข้นเช่นก่อนหน้า ทำให้จากลากันแบบไม่ทำให้รู้สึกประทับใจอะไรมากมาย เป็นซีรีส์ที่ดูสนุกอีกเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง
โดย นพปฎล พลศิลป์ คอลัมน์ ชำแหละแผ่นฟิล์ม นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1302 ปักษหลัง เมษายน 2563















