PHILOMENA: ในแง่มุมหนึ่ง หนังเรื่อง Philomena ของสตีเฟ่น เฟรียส์ สามารถอธิบายได้ด้วยวรรคทองอันโด่งดังของวิลเลี่ยม โฟล์คเนอร์ (ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือของเขาที่ชื่อ Requiem for a Nun) และนั่นก็คือ “The past is never dead, it’s not even past”
เรื่องของหญิงสูงวัยที่เก็บงำความลับเกี่ยวกับลูกน้อย ที่ถูกพลัดพรากไปจากอ้อมอกเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว และนอกจากเรื่องราวในอดีตนี้ ไม่เคยตายจากความสำนึกและสัมปชัญญะของเธอ มันยังเป็นอะไรที่เธอไม่สามารถก้าวผ่านข้ามพ้นไป อันที่จริง คนดูถึงกับได้ยินว่าเธอพูดทำนองว่า เธอคิดถึงลูกน้อยของเธอคนนั้นทุกวันตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านพ้นไป
นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่โจมตีความเชื่อ ความงมงาย และความคิดคับแคบของผู้คนในทางศาสนาอย่างรุนแรง รวมทั้งให้เห็นว่าพฤติกรรมของทั้งแม่ชีและบุคคลากรทางศาสนา-น่าขุนเคืองเพียงใด และสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงเพียงใด
แต่ที่ต้องปรบมือจริงๆก็คือ ทัศนคติของคนทำหนังเรื่องนี้ที่ไม่ได้หันเหไปในทิศทางของการเผชิญหน้าแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน และพาผู้ชมไปพบกับตอนจบที่อาจจะฟังดูโลกสวย แต่มันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยยุติความเกลียดชังในโลกใบนี้
หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่อง Philomena ไม่มีข้อสงสัยแม้แต่น้อยว่าทำไมจูดี้ เดนช์ถึงถูกเสนอชื่อชิงออสการ์ (และรางวัลอื่นๆ) ในสาขานำหญิง ในด้านหนึ่ง เธอคือคุณป้าที่หัวโบราณและสุดแสนคร่ำครึ ชอบอ่านนิยายประโลมโลก แต่ในอีกด้าน วัยที่เพิ่มพูน-ก็ทำให้เธอตกผลึกและเข้าอกเข้าใจในวิถีแห่งชีวิตมากขึ้น และเธอถ่ายทอดแง่มุมเหล่านี้ได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติมากๆ จนทำให้เชื่อว่าหนังคงจะไม่มีสัมผัสพิเศษถึงเพียงนี้-ถ้าหากไม่มีการแสดงของป้าแกมาช่วย
โดย ประวิทย์ แต่งอักษร















