SAVING MR.BANKS: Mary Poppins เป็นหนังที่ได้ดูตั้งแต่สมัยหัดดูหนังใหม่ๆ แต่ก็ไม่ได้ชื่นชอบอะไร ที่จริง กลับรู้สึกว่ามันเป็นหนังดีสนีย์ที่ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ไม่มีฉากเต้นรำที่น่าจดจำ เพลงเพราะๆ ก็มีค่อนข้างน้อย (แต่สองเพลงที่ชอบมากๆ คือ A Spoonful of Sugar กับ Feed the Birds) มิหนำซ้ำ การแสดงของดิค แวน ไดค์ก็ ‘เยอะแยะ’ จนน่ารำคาญ คนเดียวที่ช่วยประคับประคองหนังเอาไว้ได้ก็คือจูลี่ แอนดรูว์ส ผู้ซึ่งมาในคราบของนางฟ้าที่มีวิธีการจัดการกับปัญหาต่างๆได้อย่างน่าสนใจ อีกทั้งฉากที่เธอถือร่มและเหาะจากฟากฟ้าลงมาที่บ้านของมิสเตอร์แบงคส์ก็ช่างน่าจดจำ
ไม่ยักรู้มาก่อนว่า Backstory ของเรื่องแฟนตาซีพาฝันอย่าง Mary Poppins ซึ่งถูกเล่าผ่านหนังเรื่อง Saving Mr.Banks จะเป็นเรื่องราวที่เคร่งขรึมจริงจังขนาดนี้ และในแง่มุมหนึ่ง ตัวนิยายชุด Mary Poppins ก็เป็นเหมือนบันทึกความทรงจำของ พี.แอล.เทรเวอร์ส (เอ็มม่า ธอมพ์สัน) ที่มีต่อพ่อของเธอ ซึ่งไม่ว่าเขาจะเป็นคนสำมะเลเทเมาและไม่รับผิดชอบอย่างไร ในสายตาของสาวน้อย พ่อคือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ
ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เธอจะหวงแหนนิยายชุดนี้ และไม่ยอมขายลิขสิทธิ์ให้วอลท์ ดีสนีย์ (ทอม แฮงค์ส) นำไปสร้างเป็นหนัง จนกระทั่งถึงเวลาที่จวนเจียนจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น หนังก็ให้เห็นว่า เธอก็ตั้งเงื่อนไขในการดัดแปลงงานเขียนของเธออย่างชนิดเรียกได้ว่า-เป็นไปไม่ได้
Saving Mr. Banks เป็นหนังที่ตามเนื้อผ้า บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างหนังเรื่อง Mary Poppins แต่โดยอ้อม มันอธิบายถึงชีวิตและความนึกคิดของทั้งเทรเวอร์ส และของวอลท์ ดีสนีย์ ผู้ซึ่งให้คำมั่นสัญญากับลูกสาวว่าจะซื้อลิขสิทธิ์นิยายมาดัดแปลงให้ได้ แต่บางที อะไรก็อาจจะไม่สำคัญเท่ากับที่หนังบอกกับผู้ชมว่า เป็นมาอย่างไรหนังเรื่อง Mary Poppins ถึงได้ลงเอยในแบบที่เทรเวอร์สตั้งป้อมคัดค้านตั้งแต่เริ่มแรก (ทั้งในความเป็นหนังเพลง และมีการ์ตูน)
นี่เป็นหนังที่มีสัมผัสอันอ่อนโยน มีห้วงเวลาที่ชวนให้สะเทือนอารมณ์อันทรงพลัง แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ปราศจากความซื่อสัตย์และจริงใจ และการแสดงของเอ็มม่า ธอมพ์สันก็ช่างน่าอัศจรรย์ และโดยที่เธอไม่ต้องทำตัวเองให้เป็นที่รักของผู้ชม
โดย ประวิทย์ แต่งอักษร















