การได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาหลักๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่ทำให้ได้เข้าชิงแล้วได้เดินขึ้นไปบนเวทีนั้น ยิ่งยากกว่า แต่ Parasite ทำได้ และทำได้ดีมากๆ กับการคว้าถึง 4 รางวัลใหญ่ หนังยอดเยี่ยม, หนังนานาชาติยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทดั้งเดิมยอดเยี่ยม
และในช่วงเวลาร้อนๆ ของงานประกาศผลออสการ์ ทอม ควินน์ ผู้ร่วมก่อตั้งนีออน บริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ดูแล Parasite ในตลาดสหรัฐอเมริกา ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับเอริค คอห์นแห่ง indiewire.com ถึงการกลายเป็นหนังรางวัลออสการ์ และกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งปี ของ Parasite หนังที่ทำให้คืนวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ของบอง จุน-โฮเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง เมื่อสร้างประวัติศาสตร์ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในค่ำคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนังเกาหลีใต้เรื่องแรกที่ได้รางวัลหนังนานาชาติยอดเยี่ยมออสการ์, หนังเกาหลีใต้เรื่องแรกที่คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมของออสการ์, หนังเรื่องแรกที่ได้รางวัลหนังนานาชาติและหนังยอดเยี่ยมในปีเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลได้รับความช่วยเหลือของผู้จัดจำหน่ายหนังในตลาดอเมริกาเหนือไม่น้อยเลยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนั่นหมายความว่า นีออนบริษัทที่มีอายุเพียงแค่สามปีสมควรได้รับคำชมเชยด้วยเช่นกัน
ทอม ควินน์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทวางบริษัทตัวเองในฐานะผู้เล่นเกมรุก นับตั้งแต่ปีแรกที่เข้าสู่ฤดูกาลล่ารางวัล เมื่อพวกเขาซื้อ I, Tonya มาจากงานเทศกาลภาพยนตร์โทรอนโท และอัดหนังเข้าสู่ช่วงฤดูรางวัลอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ก็คือ อัลลิสัน แจนนีย์ได้รับรางวัลออสการ์ตัวแรกในชีวิตมาครอง ตลอดเวลาที่ผ่านมานีออนยังเป็นผู้ซื้อในตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ที่แน่วแน่ในการวางกลยุทธฉายภาพยนตร์ผ่านโรงหนัง และท้ายที่สุดก็เดินทางมาถึงจุดสุดยอดด้วย Parasite
ควินน์มีความสัมพันธ์อันดีกับบอง จุน-โฮ มานาน โดยย้อนไปถึงตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นผู้บริหารอยู่ที่ แม็กโนเลีย พิคเจอร์ส และดูแลหนังของบองอย่าง The Host กับ Mother จากนั้นก็มาอยู่ที่เรดิอุส ที่ทำงานร่วมกับบองใน Snowpiercer เขาขอซื้อสิทธิ Parasite ตั้งแต่ยังเป็นแค่บทในปี 2018 หลังจากกลายเป็นหนังเกาหลีเรื่องแรกที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำเมื่อปีที่แล้ว บริษัทก็วางกลยุทธในการจัดจำหน่ายในวงกว้าง เพื่อที่รายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศจะได้เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้หนังทำเงินในตลาดอเมริกาเหนือไปแล้วราวๆ 35.5 ล้านเหรียญ และยังเดินหน้าไปเรื่อยๆ ทั่วโลกจนกลายเป็นปรากฏการณ์ไปแล้ว
หลายเดือนที่ผ่านมา ควินน์ดูจะเก็บปากเก็บคำในการพูดถึงเรื่องกลยุทธในการปล่อยหนัง และเปรียบเทียบวิธีการของตัวเองกับเรื่องอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสของออสการ์เหมือนกัน แต่หลังจากที่ Parasite คว้ารางวัลแล้วรางวัลเล่าเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ ควินน์ก็มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับอินดีไวร์ที่ล็อบบีของดอลบี เธียเตอร์ สถานที่จัดงานออสการ์นั่นเอง
– ในความคิดคุณ สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้จะเปลี่ยนเกมไปมากน้อยขนาดไหน?
“นี่เป็นเพียงเรื่องหนึ่งที่ผมอยากบอกกับคุณหลังจากทำอะไรแบบนี้มาเป็นเวลา 25 ปี ตอนที่ผมดู Amelie ครั้งแรก ตอนนั้นผมอยู่บนเครื่องที่บินกลับมาอเมริกา ตอนนั้นหนังยังไม่เปิดตัวในอเมริกาเลย ผมดูมันสี่รอบติดต่อกัน ผมไม่เคยดูอะไรแบบนั้นมาก่อน มันโคตรมีชีวิตชีวาแล้วก็น่าทึ่ง ตัวหนังมันใหญ่มาก มันใหญ่มากในความคิดของผม มันยิ่งกว่า Pan’s Labyrinth หรือกระทั่ง Crouching Tiger มันเป็นหนังอาร์ทจริงๆ โดยใครบางคนที่ทำหนังอาร์ทดั้งเดิมมาก่อน แล้วก็เป็นเหมือนอาหารนำเข้าจากต่างประเทศ ในช่วงชีวิตของผม ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีทางเป็นไปได้สำหรับการที่จะเกิดอะไรแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับพวกเราการข้ามกำแพงบ็อกซ์ออฟฟิศในสุดสัปดาห์ที่แล้ว มันเป็นเป้าหมายประหลาดๆ ที่ผมต้องคิดอย่างหนัก ซึ่งเราก็ทำได้จริงๆ เราเพิ่งทำรายได้ผ่าน The Favourite เรากำลังจะเอาชนะ Pan’s Labyrinth ผมเองรู้สึกหวั่นๆ อยู่เหมือนกันนะ กับทุกเสียงที่ได้ยินมาจากรอบๆ สิ่งที่กำลังพังทะลาย, ไม่มีอะไรที่ได้ความ, คนไม่มาดูหนัง และหนังเรื่องนี้ก็ท้าทายทุกอย่างเหล่านั้น”
– ส่วนอื่นๆ ของโลกได้รับผลประโยชน์จากหนังภาษาต่างประเทศที่เปิดฉายในอเมริกา ในแบบที่อเมริกาได้รับไหม?
“บางทีไม่นะ รางวัลปาล์มทองคำมีความหมาย… ซึ่งบางทีอาจจะส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่หนังยอดเยี่ยมออสการ์ทำได้ในบางครั้งอยู่นานหลายปี อย่างน้อยก็สำหรับคนที่สนใจเรื่องผู้กำกับที่มีตัวตนอยู่ในเนื้องานจริงๆ และเป็นหนังแบบเข้าถึงได้ทั่วโลก แต่มันก็เหมือนขีดจำกัดของทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ เกาหลีใต้เอย, อเมริกาเอย หรืออะไรก็ตาม เรากำลังเข้าใกล้กันมากขึ้น ขณะที่หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นโปรดัคชันระดับท้องถิ่น แต่ดูสิ่งที่พวกเขาทำได้ซิ กับความจริงที่บอกว่าหนังทำรายได้ผ่าน 200 ล้านเหรียญทั่วโลก ผมคิดว่ามันส่งผลกระทบได้แรงมากๆ”
– แล้วคุณคิดว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับตลาดยังไงบ้าง?
“จะมีความพยายามที่โง่มากๆ ของฮอลลีวูดในการตามล่าหนังภาษาต่างประเทศทุกเรื่อง ที่กลายเป็นที่รู้จัก ใช้เงินหลายๆ ล้านเหรียญ ราวกับว่าสามารถทำให้หนังทั้งหมดกลายเป็น Parasite เรื่องต่อไปไหม? คำตอบคือแน่นอน เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ๋งมาก ผมชอบอะไรแบบนี้นะ แต่หนังทุกๆ เรื่องมันมีเรื่องราวของมันเอง และทุกๆ แผนปล่อยหนังมันก็ต้องมีลักษณะเฉพาะสำหรับหนังเรื่องนั้นๆ เราปล่อยหนังเรื่องนี้ในแบบเดียวกับที่ซีนีมาไฟว์ปล่อยเรื่อง Z นั่นคือรูปแบบการทำงานของเรา นั่นคือเป้าหมายของเรา และมันยังคงใช้การได้อยู่ เพราะฉะนั้นการทำงานด้วยการพยายามแล้วทำให้ถูกต้องสำหรับการฉายหนังตามโรงยังคงใช้ได้อยู่ เหมือนๆ ที่มันเคยเป็นเมื่อ 30 ปีก่อนนั่นแหละ”
– คุณคิดว่าการกระตุ้นความสนใจให้เกิดขึ้นกับ Parasite มีความสัมพันธ์กับหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์หนังเยี่ยมเรื่องอื่นยังไงบ้าง ในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ของโรงภาพยนตร์อเมริกัน?
“มันบอกว่าผู้คนมีความพร้อมสำหรับสิ่งต่างๆ มีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมา มีทั้งแก่มีทั้งเด็ก มีคนอายุต่ำกว่า 30 อายุต่ำกว่า 25 อายุต่ำกว่า 60 และนี่อาจจะเป็นการชมหนังเกาหลีใต้เรื่องแรกของพวกเขา ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบฉับพลันมันกลายเป็นทางออกไปสู่หนังเรื่องอื่นๆ ไม่ใช่หนังของบอง จุน-โฮและหนังเกาหลีใต้ ผมได้ชมหนังของไรอัน จอห์นสัน Knives Out เมื่อช่วงหัวค่ำ มันคือหนึ่งในหนังโปรดของผม ไม่ว่าจะในสาขาไหนๆ ของคืนนี้ เพราะมันทำให้รู้สึกบางสิ่งบางอย่างได้ด้วยหลายๆ ธีมในแบบเดียวกับ Parasite แต่มันยังทำให้พ่อกับแม่ผมนั่งลงแล้วเกาะติดอยู่กับมัน ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่เคยคิดจะเลือกชมมันอย่างจริงๆ จังๆ เลย แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็รัก Parasite และ Knives Out พอๆ กัน”
– ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกับการตัดสินใจทางธุรกิจของคุณในอนาคตยังไงบ้าง?
“ยังคงเหมือนเดิม เหมือนๆ กับปีแรก, ปีที่สอง, ปีที่สาม คุณก็รู้นี่ว่าหนังภาษาต่างประเทศในปีที่หนึ่ง ไม่ได้ทำงานออกมาในระดับเดียวกับที่พวกเขาทำได้ในปีนี้ หนังสารคดีในปีแรกก็ไปไม่ได้สวยในระดับเดียวกับที่เป็นในปีที่สองและสาม เราคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไร มันเป็นเรื่องของการตามหาสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะใช้ได้”
– คุณคิดว่าพวกผู้ให้บริการสตรีมิงจะเริ่มจ่ายหนักให้กับหนังต่างประเทศ เพราะความสนใจที่ Parasite กระตุ้นขึ้นมาหรือเปล่า?
“พวกเขาทำไปเรียบร้อยแล้ว คู่แข่งรายสำคัญที่สุดของเราสำหรับหนัง Portrait of a Lady on Fire ที่คานน์สคือเน็ทฟลิกซ์ พวกเขาให้ความสนใจมาตลอดแหละ คำถามก็คือ พวกเขาสามารถสร้างรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับการปล่อยหนังเรื่องนั้นได้ไหม? ผมไม่รู้ โซนีคลาสสิคส์ก็อยู่ตรงนั้นด้วย พวกเขาทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว มันดูประหลาดๆ ดี แต่ทุกรายต่างก็สร้างประโยชน์ให้กันและกัน ต่อให้ไม่ได้อยู่ในโต๊ะเดียวกันก็เถอะ นั่นคือสิ่งที่ผมพบว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจมากๆ Marriage Story, The Two Popes และ The Irishman ไม่ได้อยู่ในชั้นวางเดียวกับที่เราอยู่ในงานออสการ์”
– เอกลักษณ์ของพวกสตรีมิงอย่างเน็ทฟลิกซ์ก็คือ พวกเขามักจะใช้ข้อมูลมาตัดสินใจ เพราะมันจะบอกว่า อะไรที่คนอยากดู นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญไหม?
“พวกเขาตัดสินใจโดยอิงจากข้อมูลจริงๆ เหรอ? การตัดสินใจจากข้อมูลที่พวกเขามี ซึ่งแนะนำว่าเวลาแค่สองนาทีก็ถือว่าคุณได้ดูหนังเรื่องนั้น ที่พวกเขานับเป็นหนึ่งการชม ทำไมไม่ทำแค่หนังตัวอย่างก็พอล่ะ? จากนั้นก็มาดูว่าหนังตัวอย่างเรื่องไหนยอดชมสูงสุดแล้วก็สร้างมัน”
– คุณต้องมองเห็นจุดพลิกผันของสตรีมิง ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเท่าเทียมกันแน่ๆ
“ฟังนะ มันมีเครดิทในเส้นทางการทำงานของบอง จุน-โฮ ซึ่ง The Host เป็นชิ้นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการทำงาน มันทำเงินได้ถึง 2 ล้านเหรียญจากดีวีดีและตลาดวีโอดี (บริการชมภาพยนตร์ตามคำขอ – Video on demand ที่เรียกย่อๆ ว่า VOD) มันเป็นความสำเร็จนะ ถ้าคุณมองดูหนังอย่าง Snowpiercer และ Okja มันก็เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในตลาดเอสวีโอดี (บริการชมภาพยนตร์ที่ต้องสมัครเป็นสมาชิก – Subscription Video on Demand หรือย่อว่า SVOD) ตอนนี้เรากำลังปล่อย Parasite ในตลาดแบบดั้งเดิม แต่มันจะต้องไปอยู่บนสตรีมิงต่อไป มันเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน ของอย่างหนึ่งสร้างประโยชน์ให้กับของอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้สมบูรณ์ นั่นคือหนังของเราจะไปอยู่บนสตรีมิง หนังของพวกเราจะต้องไปจบที่นั่นเสมอ มันเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่มันเป็น หนังพวกนั้นจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อไปอยู่ที่นั่น”
– อะไรคือประเด็นสำคัญที่สุด ที่คุณได้รับในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมา?
“ทุกคนอยากคิดให้ออกว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหนังแต่ละเรื่อง วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการชม The Irishman ก็คือในโรงภาพยนตร์อย่างแน่นอน ผมได้ดูมันในโรง มันทำให้ความสนใจที่มีต่อหนังของผมไม่ถูกแบ่งแยก การไปดูหนังในโรงเป็นความรับผิดชอบสำคัญนะ เมื่อคุณเข้าไปดูแล้ว มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา นั่นละเรื่องสำคัญ”
รู้จักกับนีออน

นีออน เป็นบริษัทสร้างและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งโดยทอม ควินน์และทิม ลีกในปี 2017 ซึ่งกลายเป็นที่รู้จักจากการจัดจำหน่ายหนังอย่าง Ingrid Goes West, Beach Rats, I, Tonya และ Parasite .
โดยควินน์เป็นอดีตผู้บริหารคนสำคัญของเรดิอุส และลีกก็เป็นเจ้าของเครือโรงภาพยนตร์อลาโม ดราฟท์เฮาส์ ทั้งคู่เข้ามาสู่ธุรกิจภาพยนตร์หลังจากงานเทศกาลภาพยนตร์โทรอนโทเมื่อปี 2015 เมื่อพวกเขาจับมือกับเจสัน จาเนโก คู่ค้าของเรดิอุสที่ควินน์ทำงานอยู่ เพื่อขอซื้อหนังสารคดีเรื่อง Where To Invade Next ของไมเคิล มัวร์ ซึ่งเป็นหนังที่โด่งดังที่สุดในงานปีนั้น แต่หนังก็ไปได้ไม่ดีนัก เมื่อมัวร์เจอกับปัญหาสุขภาพ แต่ก็ได้รับรางวัลคริติคส์ ชอยส์ และทำเงินได้ราวๆ 3.8 ล้านเหรียญ
เมื่อเดินหน้าตั้งบริษัทควินน์กับลีกทำงานอย่างเงียบๆ อยู่นานถึง 6 เดือน เพื่อสร้างทีมและความมั่นคงให้นีออน โดยทีมงานส่วนใหญ่มาจากเรดิอุสและจากดราฟท์เฮาส์ ฟิล์มส์ของลีก แผนการของนีออนก็คือ พวกเขาจะตบแต่งกลยุทธในการออกฉายให้เหมาะสมกับหนังแต่ละเรื่อง ทั้งหนังที่ฉายในโรงภาพยนตร์แบบเดิมๆ ไปจนถึงในสื่อใหม่
นับถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2020 หนังของนีออนได้เข้าชิงออสการ์แล้วถึง 12 รางวัล โดยในปี 2018, I, Tonya เข้าชิงสามรางวัล และได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก อัลลิสัน แจนนีย์ ในปี 2019 หนังเรื่อง Border ได้เข้าชิงในสาขาแต่งหน้า-ทำผมยอดเยี่ยม ในปี 2020 นีออนประสบความสำเร็จมหาศาลบนเวทีออสการ์จาก Parasite และ Honeyland เมื่อได้เข้าชิงรวมกันถึง 8 รางวัล และ Parasite คว้ามาได้ถึงสี่รางวัล ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือรางวัลหนังยอดเยี่ยม และทำให้กลายเป็นหนังพูดภาษาต่างประเทศเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลนี้
ในงานประชุมประจำปีที่ซูริค ทอม ควินน์ แสดงความเห็นว่า นีออนตั้งใจที่จะปล่อยภาพยนตร์ซึ่งมีเป้าหมายที่ผู้ชมอายุต่ำกว่า 45 ปี ที่ไม่เกลียดชังความรุนแรง, ไม่เกลียดหนังภาษาต่างประเทศ และหนังที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง
ปัจจุบันลีกไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานของบริษัทอีกต่อไปแล้ว
โดย ฉัตรเกล้า เรื่อง คุยกับทอม ควินน์ ผู้ร่วมก่อตั้งนีออน ผู้จัดจำหน่ายหนังที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Parasite คอลัมน์ สัมภาษณ์พิเศษ นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1298 ปักษ์หลังกุมภาพันธ์ 2563

















