1964: วันเกิดของ โธมัส แบปติสเต โมเรลโล หรือที่รู้จักกันในนาม ทอม โมเรลโล มือกีตาร์ของวง Rage Against the Machine, Audioslave และวงซูเปอร์กรูป Prophets of Rage
โมเรลโลเคยออกทัวร์กับ Bruce Springsteen and the E Street Band ตลอดจนเป็นศิลปินเดี่ยวในแนวอะคูสติกทีชื่อ the Nightwatchman และเป็นสมาชิกของวง Street Sweeper Social Club นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Axis of Justice ซึ่งมีรายการวิทยุรายเดือนออกอากาศทางสถานีวิิทยุแปซิฟิกา ช่อง เคพีเอฟเค (90.7 เอฟเอ็ม) ในลอส แอนเจลิส
1997: ยานนีเป็นศิลปินจากตะวันตกรายแรกในยุคใหม่ ที่เปิดแสดงในเขตพระราชวังต้องห้าม ที่กรุงปักกิ่ง
ถึงจะมีกฏเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามมากมาย เช่น ระดับเสียงต้องไม่เกิน 40 เดซิเบล การแสดงครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างดี ขณะที่ชาวจีนก็ให้การต้อนรับนักดนตรีชาวกรีกรายนี้อย่างอบอุ่น
2000: ‘The Marshall Mathers LP’ อัลบัมชุดที่สองของเอ็มมิเน็ม ที่ออกกับค่ายเมเจอร์ กลายเป็นอัลบัมแร็ปที่ขายได้เร็วที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดขาย 1.76 ล้านก็อปปี ในวันแรกที่วางจำหน่าย
หลังแจ้งเกิดด้วยอัลบัม ‘The Slim Shady LP’ ในปี 1999 เอ็มมิเน็มก็แนะนำตัวเองผ่านตัวละครสลิม เชดีมาโดยตลอด ซึ่งตัวละครรายนี้เป็นพวกตลกร้าย มีอารมณ์ขันแบบมืด ๆ ไม่เคยทำอะไรดี ๆ และพูดอะไรที่อยู่ในใจออกมาตรง ๆ กับงานชุดต่อมา เอ็มมิเน็มใช้ชื่อจริงเป็นชื่ออัลบัม และเนื้อหามีความเป็นส่วนตัวมากกว่า และเป็นครั้งแรกด้วยที่เขาต้องจัดการกับผลกระทบจากการมีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบนัก แต่การที่ชีวิตต้องกลายเป็นจุดสนใจของสาธารณะ ทำให้เขามีวัตถุดิบมหาศาลในการที่จะรัวออกมาจากปากราวปืนกล ใน “Stan” เอ็มมิเน็มเป็นเสียงของแฟน ๆ ผู้ชื่นชมยกย่องเขาในขณะที่ชีวิตออกนอกลู่นอกทาง, ใน “The Way I Am” เอ็มเล่นพวกบรรดาคนดังทั้งหลาย ด้วยเนื้อร้องอย่าง “I’m so sick of bein’ admired that I wish I would just die or get fired”
สลิม เชดียังมีตัวตน และแสดงความกราดเกรี้ยวที่มีต่อ คริสตินา อากีเลรา, ทอม กรีน และอีกหลาย ๆ คนในเนื้อร้องที่แทบจะลุกเป็นไฟใน “The Real Slim Shady” ยังมีเพลงที่ตั้งชื่อตามภรรยาของเขา “Kim” แต่ไม่ใช่เพลงรัก หากเป็นการร่ายแร็ปว่าด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง และการฆ่าเธอ
นอกจากจะมีเพลงให้กับทุกคนที่ขุ่นเคือง สำหรับคนที่ต่อกันติดกับอัลบัม งานชุดนี้ยังมีอะไรมากกว่านั้น หรืออย่างน้อยก็มีความหรรษามากพอที่จะทำให้ซื้อมาฟัง
ในสัปดาห์แรกที่ปล่อยออกมา ยอดขายดูไม่แน่นอน แต่หลังจากผ่านไป 1 เดือน งานชุดนี้ก็ขายเฉพาะในสหรัฐอเมริกาไปได้ถึงกว่า 6 ล้านก็อปปี และกลายเป็นอัลบัมแร็ปที่ขายดีที่สุดตลอดกาลในสหรัฐอเมริกา หากไม่คูณสองให้กับอัลบัมคู่ชุด ‘Speakerboxxx/The Love Below’ ของ OutKast ส่วนอัลบัมชุดต่อมาของเอ็มมิเน็ม ‘The Eminem Show’ ก็ไปได้ดี
2017: อัลบัมชุด ‘Greatest Hits’ ของบ็อบ ซีเกอร์ ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี 1994 ทำยอดขายระดับเพ็ชร เมื่อขายไปได้ถึงกว่า 10 ล้านก็อปปี
โดยเพลงและอัลบัมของซีเกอร์ไม่มีให้ฟังในบริการสตรีมิงจนกระทั่งปี 2017 ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยสร้างยอดขายได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของยอดขายที่ทำได้ก็เกิดขึ้นภายหลังที่ 2002
ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















