FEATURESMusic Featuresวันนี้ ในโลกดนตรี

วันนี้ในโลกดนตรี 6 กรกฎาคม

1971: หลุยส์ อาร์มสตรอง เสียชีวิตจากหัวใจวายขณะนอนหลับที่โคโรนา, ควีนส์, นิวยอร์ก หนึ่งเดือนก่อนครบรอบวันเกิดอายุ 70 ปี

สุขภาพของอาร์มสตรองย่ำแย่มาตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยเขาเกิดอาการหัวใจวายหลังจากเปิดแสดงที่โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ในนิวยอร์กเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งทำให้การแสดงที่นี่คือการแสดงครั้งสุดท้ายของอาร์มสตรอง นอกจากนี้ตับและไตของอาร์มสตรองก็มีการทำงานที่ผิดปกติ แต่ถึงกระนั้นเขาก็อยู่ในสภาพที่ยิ่งกว่าสำหรับการหยิบทรัมเป็ตออกทัวร์อีกครั้งในช่วงหน้าร้อน โดยคืนก่อนที่เขาจะหัวใจวายขณะหลับ อาร์มสตรองยังวุ่นอยู่กับการจัดการตารางงานขอตัวเองอยู่เลย

อาร์มสตรองเป็นที่จดจำได้จากการเป็นนักร้องที่เสียงเปล่งออกมาจากลำคอ เจ้าของเพลงฮิต อย่าง “What A Wonderful World” และ “Hello, Dolly!” เจ้าของฉายา แซตชโม (Satchmo)​ หรือ พ็อปส์ (Pops) สำหรับเพื่อน ๆ อาร์มสตรองมีมรดกตกทอดในวงการเพลงที่มากกว่าบรรดาเพลงบัลลาดชวนฝัน และเพลงในการแสดงต่าง ๆ

แม้จะเกิดมาในสลัมของนิว ออร์ลีนส์ เมื่อ 4 สิงหาคม 1901 แต่แซต์ชโมในวัยเยาว์ก็หาเงินเลี้ยงชีพตัวเองด้วยการเปิดการแสดงร้องเพลงและเต้นรำ ร่วมกับเด็ก ๆ ในท้องถิ่น การแสดงของเขาโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการใช้เครื่องเป่าดีบุกราคาถูก ๆ มาประกอบการแสดง ในปี 1913 เด็กชายวัยแค่ 12 ปี ที่เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ด้วยการเอาปืนของพ่อเลี้ยงมายิงก็ถูกส่งเข้าสถานดูแลเยาวชน คัลเลอร์ด เวฟส์ โฮม (Colored Waifs Home) และที่นี่ก็ทำให้เขาได้ฝึกฝนการเล่นดนตรีอย่างมีระเบียบแบบแผน และแสดงให้เห็นถึงความเยี่ยมยอดในการเล่นคอร์เน็ต

ตอนต้นยุค 1920 อาร์มสตรองนำงานดนตรีนิวออร์ลีนส์ ที่กำลังได้รับความนิยมไปสู่ชิคาโก และได้พบกับ โจ “คิง” โอลิเวอร์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่เลี้ยงคนสำคัญของเขา อาร์มสตรองได้ร่วมวง Creole Jazz Band ที่มีอิทธิพลอย่างมากในวงการเพลงของโอลิเวอร์ ความโดดเด่นจากการเล่นทรัมเป็ตร่วมกับวง ที่มีการขยับขยายการเล่นโซโลออกไปกว่าที่เคยเป็น ทำให้การแสดงของอาร์มสตรองกลายเป็นจุดสนใจในแวดวงดนตรีแจซที่กำลังผลิบาน จากนั้นเขาก็เล่นให้กับวงโน้น วงนี้อีกมากมายหลายวง ก่อนที่จะบันทึกเสียงเพลงฮิต ๆ อย่างต่อเนื่อง กับกลุ่มนักดนตรีในสตูดิโอของตัวเองที่ชื่อ the Hot Five และ the Hot Seven ให้กับโอเคห์ เรคอร์ดส์ เช่น “Heebie Jeebies” ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการร้องเพลงในแบบ กับการร้องแบบด้นสดของเขา, “Potato Head Blues” และ “West End Blues” การย้ายมาเป็นศิลปินของโคลัมเบีย เรคอร์ดส์ ทำให้อาร์มสตรองทำงานเพลงที่มีความเป็นพ็อปมากขึ้น และในปี 1932 เขาก็มีเพลงฮิตอันดับ 1 เพลงแรก “All Of Me”

เสียงร้องที่เป๊ะของอาร์มสตรองได้รับความนิยมไม่แพ้การเล่นทรัมเป็ต ที่เต็มไปด้วยวิวัฒนาการของเขา เมโลดีในแบบด้นสดและการตีความการร้องเพลงในแบบของเขา กลายเป็นการวางรากฐานให้กับนักร้องหลาย ๆ คนทั้งในยุคนั้น และที่มีชื่อเสียงในยุคต่อ ๆ มา อาทิ เอลลา ฟิตซ์เจอราลด์ และบิง ครอสบี ถึงแม้จะมีอคติที่ฝังลึกต่อต้านคนแอฟริกัน-อเมริกัน ในเรื่องของการแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐอเมริกา อาร์มสตรองก็สามารถก้าวข้ามกำแพงนี้ได้ อย่างน้อย ๆ ก็ในเรื่องของการทำมาหากิน เมื่อผู้ชมผิวขาวพากันคลั่งไคล้บุคลิกภาพที่ดูยิ่งใหญ่กว่าตัวตนไปแล้วของอาร์มสตรอง เมื่อเขายึดรายการวิทยุระดับชาติของรูดี วัลลีในปี 1937 และขึ้นจอด้วยบทเล็ก ๆ ในหนังหลายต่อหลายเรื่อง ขณะที่บรรดานักวิจารณ์ต่างเบ้หน้าใส่ท่าทางที่เรียกร้องความพึงพอใจจากแฟนเพลง แต่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ๆ สำหรับแซตชโม

“ผมไม่เคยพยายามพิสูจน์อะไร ก็แค่อยากมอบการแสดงดี ๆ” เขากล่าว “ชีวิตของผมคือดนตรี มันมาเป็นอันดับ 1 เสมอ แต่ดนตรีก็ไม่มีค่าอะไร ถ้าคุณไม่สามารถนำไปเล่นในที่สาธารณะได้ สิ่งสำคัญก็คือ แสดงสด ๆ ให้ผู้คนได้ชม และคุณอยู่ที่นั่นตรงนั้นก็เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับคนดู”

ในยุค ’50 อาร์มสตรองมีเพลงท็อป 20 ฮิต อย่าง “Mack The Knife” และอัลบัมเพลงสแตนดาร์ด พ็อป 3 ชุดกับเอลลา ฟิตซ์เจอราลด์ ในปี 1964 อาร์มสตรองแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นมากกว่า ศิลปินที่ใคร ๆ ก็ชื่นชอบ ด้วยการน็อค the Beatles จากอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงฮิต ด้วยเพลงที่ขายดีที่สุดของเขา “Hello, Dolly!”

1972: การแสดงเพลง “Starman” ของเดวิด โบวี ในรายการ Top Of The Pops ก่อให้เกิดการสนทนาอย่างมากในกลุ่มของผู้ชมหัวอนุรักษ์นิยมในอังกฤษ เมื่อเขาเอามือโอบกอดมิค รอนสัน มือกีตาร์ด้วยท่าทางเย้ายวน ซึ่งส่งให้ชื่อของเขากลายเป็นที่พูดถึงในทุกครัวเรือนเพียงชั่วข้ามคืน

โบวี เคยปรากฏตัวในรายการเพลงยอดนิยมรายการนี้มาก่อนแล้วในปี 1969 ด้วยการแสดงเพลง “Space Oddity” รวมถึงเล่นเปียโนในการแสดงของปีเตอร์ นูเน ที่เอาเพลงซึ่งโบวีแต่ง “Oh! You Pretty Things” มาเล่นเมื่อปี 1971 แต่การแสดงครั้งนี้แตกต่างออกไป เมื่อโบวีใช้เวลามากมายในการสร้างสรรค์ตัวละครซิกกี สตาร์ดัสต์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นการสร้างกระแสของแฟชันขึ้นมา จากชุดหลากสีสันที่ตัดกับผิวซีด ๆ ของโบวีอย่างชัดเจน

ในเดือนมิถุนายน ซิกกีก็พร้อมออกเดินทางและอัลบัม The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders From Mars ก็ถูกปล่อยออกมา การแสดงในรายการ TOTP ก็คือการนำเสนอตัวละครรายนี้ครั้งแรกมาก ๆ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็น่าประทับใจ เมื่อโบวีร้องออกมาว่า “I had to phone someone so I picked on you” เขามองแล้วก็ชี้นิ้วไปที่กล้อง ซึ่งเป็นท่วงท่าที่โคตรร็อคสตาร์มาก ๆ เท่าที่เคยมีมา

1994: ภาพยนตร์ดรามาพาใจฟู Forrest Gump เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ และกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีในอเมริกาเหนือ รวมทั้งคว้ารางวัลอะคาเดมี อวอร์ดส์หลายรางวัล อัลบัมซาวนด์แทร็คของหนังยังเป็นงานฮิต เมื่อรวมบทเพลงจากศิลปินมากมาย อาทิ เอลวิส เพรสลีย์, Three Dog Night, The Doors, The Byrds, The Mamas & the Papas, Buffalo Springfield ฯลฯ

ทอม แฮงก์สรับบทเป็นฟอร์เรสต์ กัมป์ ลูกชายปัญญานิ่มของแม่จากอะลาบามา ที่พาตัวเองไปอยู่ในทุกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 โดยไม่ได้ตั้งใจ และกลายเป็นคนดังในทุก ๆ เหตุการณ์ จิตใจที่บริสุทธิ์และมุมมองแบบเด็ก ๆ ของกัมป์ ทำให้เขากลายเป็นนักอเมริกันฟุตบอลระดับสตาร์ของวิทยาลัย, เป็นวีรบุรุษสงคราม, เป็นนักปิงปองคนดังระดับอินเตอร์, เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ และเป็นนักวิ่งข้ามประเทศผู้โด่งดัง แล้วยังเป็นผู้เปิดเผยคดีวอเตอร์เกตอันแสนอื้อฉาว เป็นผู้ลั่นวลีฮิต “Shit Happens” นอกจากนี้ยังเป็นคนสร้างสัญลักษณ์สำคัญทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการสอนเอลวิส เพรสลีย์ เต้นท่าที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของราชาเพลงร็อคแอนด์โรลล์ รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเนื้อร้องเพลง “Imagine” ให้จอห์น เล็นน็อน

โรเบิร์ต เซเม็กคิส ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ บอกว่าหนังจะนำเสนอ “การก้าวพ้นวัย (coming-of-age) ของคนรุ่นหนึ่งและประเทศ และหัวใจสำคัญของเรื่องก็คือ เพลง เพลงที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา และจะอยู่ตรงนั้นเสมอเพื่อเตือนให้เรานึกถึงผู้คน, สถานที่ และสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น”

ท่ามกลางฉากหลังของดนตรีประกอบจากฝีมือของอลัน ซิลเวสทรี ฟอร์เรสต์จะเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายในยุค ’60 และ ’70 ไปพร้อม ๆ กับบทเพลงฮิตของแต่ละยุค เช่น “Fortunate Son” ของ Creedence Clearwater Revival ที่พาเขาไปสู่เวียตนาม ส่วน “Turn! Turn! Turn! (To Everything There Is a Season)” ของ the Byrds ก็เป็นเพลงกล่าวอำลาเขากับสาวในดวงใจ ด้วยความรู้สึกหวานอมขมกลืน และ “Break On Through (To The Other Side)” ของเดอะ ดอร์ส ก็ดังกระหึ่มในฉากเล่นปิงปอง ขณะที่ “Running on Empty” ของแจ็คสัน บราวน์ ราวกับเป็นเพลงปลุกเร้าเขาในขณะที่วิ่งข้ามประเทศสหรัฐอเมริกา “เราต้องการวัตถุดิบที่มีความโดดเด่นมาก ๆ เพื่อระบุถึงช่วงเวลานั้น ๆ ได้” โจล ซิลล์ โปรดิวเซอร์ ด้านดนตรีของหนังกล่าว “แต่เราก็ไม่ต้องการเข้าไปยุ่มย่ามกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในเรื่อง”

และทำให้อัลบัมซาวนด์แทร็คของหนัง คือการรวมเพลงฮิตจากอดีตถึง 32 เพลง โดยทำออกมาเป็นอัลบัมคู่ ที่ขายดิบขายดีถึงกว่า 12 ล้านก็อปปี และขึ้นไปถึงอันดับ 2 ของชาร์ตอัลบัม ตัวหนังนอกจากจะได้รางวัลหนังยอดเยี่ยมออสการ์ และแฮงก์สก็ได้รางวัลนักแสดนำชายแล้ว ยังสร้างบางอย่างทางวัฒนธรรม ด้วยประโยคที่ว่า “ชีวิตก็เหมือนกล่องช็อคโกแล็ต (Life is like a box of chocolates)” และ “คนโง่ก็ทำอะไรโง่ ๆ” ซึ่งกลายมาเป็นคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ฟอร์เรสต์ยังถูกนำเสนอในเพลงมากมาย อาทิ เพลงล้อของเวียร์ด อัล ยานโควิก ที่แปลงเพลง “Lump” ของ the Presidents of the United States of America เป็นเพลง “Gump”, เป็นแรงบันดาลใจให้บรรดาศิลปินฮิปฮ็อป เอาชื่อเขาไปใส่ในเพลงมากมาย เช่น “All Day” ของคานเย เวสต์ และ “Party Girls” ของลูดาคริส ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้หนังจะออกฉายไปกว่า 2 ทศวรรษชื่อของฟอร์เรสต์ก็ยังคงวนเวียนอยู่ไม่หายไปไหน กระทั่งแฟรงค์ โอเชียนเองก็ยังรักตัวละครรายนี้ ที่ยังคง “วิ่งอยู่ในใจของผม (running on my mind)” เนื้อร้องของเพลง “Forrest Gump” เมื่อปี 2012 ของเขาว่าเอาไว้

ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

What is your reaction?

Excited
0
Happy
0
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0
Sadaos
พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

You may also like

More in:FEATURES

Comments are closed.