THE HOBBIT: AN UNEXPECTED JOURNEY บทเริ่มต้นการเดินทางที่ยากจะหยั่งรู้ของปีเตอร์ แจ็คสัน ณ ดินแดนมิดเดิล เอิร์ธ

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

HBT-0044186r

หลังจากมหากาพย์ไตรภาคสุดยิ่งใหญ่ The Lord of the Rings ปีเตอร์ แจ็คสันเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการนำ King Kong กลับมาขึ้นจอ ตามด้วยการหยิบนิยายของอลิซ เซโบลด์ The Lovely Bones มาสร้างเป็นภาพยนตร์ แถมยังไปเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับ Tin Tin ของสตีเวน สปีลเบิร์ก

ปีนี้ปีเตอร์ แจ็คสันจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับกอบลินส์, แกนดาล์ฟ, กอลลัม เพื่อเดินทางไปสู่มิดเดิล-เอิร์ธ กับ The Hobbit จุดกำเนิดเรื่องราวของ The Lord of the Rings  ที่เริิ่มต้นด้นด้วย The Hobbit: An Unexpected Journey

กับถ้วยชาที่อยู่ในมือ และการแต่งตัวแบบสบายๆ ด้วยเสื้อไหมพรมเปิดกระดุม แจ็คสันดูเหมือนอยู่ที่บ้านมากกว่าในกองถ่ายหนังสักเรื่อง เขายืนนิ่งอยู่บนโรงถ่ายคอง ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2005 สำหรับถ่ายงานรีเมคหนังลิงยักษ์ ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของสโตน สตรีท สตูดิโอที่ตั้งอยู่ในเวลลิงตัน โดยปรับเปลี่ยนมาจากโรงงานสีขนาด 8 เอเคอร์ เพื่อเป็นสตูดิโอถ่ายทำ The Lord of the Rings เมื่อราวๆ ทศวรรษก่อน แต่วันนี้มีเสียงรบกวนจากด้านนอกน้อยกว่าที่เคยเป็นในอดีต “เราไม่เจอเสียงเครื่องบินมากสักเท่าไหร่ในช่วงเช้า” แจ็คสัน ยิ้ม “เราจัดการเรื่องการป้องกันเสียงนิดหน่อย แต่นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีนะ ผมพอใจกับอะไรแบบนี้”

เห็นได้ชัดว่า ความสำเร็จนับพันล้านเหรียญ และการได้รับความเคารพนับถือจากบรรดาคนทำหนังราวกับเป็นศาสดา แทบไม่ได้เปลี่ยนสโตน สตรีท สตูดิโอไปเลยก็ว่าได้ โรงถ่ายนี้ยังเป็นที่ตั้งของหอคอยแห่งเอคเทลีออน สีซีดราวกับแสงจันทร์พุ่งไปสู่ท้องฟ้าจากฐานของป้อมปราการงาช้างแห่งมินาส์ ทิริธ, อุโมงค์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็น ซิริธ อันกอล ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของแมงมุมชีล็อบ และที่สำคัญ ความวุ่นวายที่แสนอบอุ่นของแบก เอนด์, ฮอบบิตัน ทั้งหมดนี้คือสัญญานการกลับมาสู่ธุรกิจของมิดเดิล-เอิร์ธ กับหนังไตรภาคก่อนเรื่องราวของ the Lord of the Rings ทุนสร้างรวมกันกว่า 500 ล้านเหรียญ ซึ่งจะถ่ายทำกันแบบสามมิติ ด้วยสปีด 48 เฟรมต่อวินาที

THE HOBBIT: AN UNEXPECTED JOURNEYแต่จริงๆ แล้วปีเตอร์ แจ็คสันไม่เคยอยากจะกำกับ The Hobbit หากกระตุ้นว่ามันเป็นโปรเจ็คท์ที่เยี่ยมมากๆ สำหรับใครก็ตามที่จะสานต่อความสำเร็จของ The Rings พร้อมยืนยันว่างานที่เขาทำกับมิดเดิล-เอิร์ธในฐานะผู้กำกับนั้นมันจบลงไปแล้ว ในงานชิ้นก่อนหน้า The Lovely Bone เขาแสดงให้เห็นว่ายังมีความปรารถนาสำหรับการพยายามสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เขาเสนอตัวเป็นผู้เขียนบทร่วม อำนวยการสร้าง และให้ใช้ป้อมปราการแห่งนี้ในการทำงาน แต่จะไม่กำกับโดยเด็ดขาด แล้วการตามหาผู้กำกับที่มีความสามารถมากพอจะวัดรอยเท้ากับเขาก็เกิดขึ้น จากนั้น กิลเลอร์โม เดล โทโร ผู้กำกับเลือดเม็กซิกันก็ก้าวเข้ามา กับความกระตือรือร้นในแบบเดียวกับที่แจ็คสันมี ทำให้กลายเป็นตัวแทนที่น่าพอใจ

แต่ที่แจ็คสันไม่ค่อยสบายใจก็คือ การดัดแปลงเรื่องราวของนิยายตอนก่อนเรื่องนี้ ที่ต้องการไปให้ลึกกว่าที่โทลคีนทำเอาไว้ “โทนของเรื่องมันทำให้ผมกังวล” เขายอมรับ เพราะอย่างที่รู้กันดี The Hobbit ถูกเขียนขึ้นมาเหมือนกันเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเด็กๆ มันเต็มไปด้วยเรื่องราวเพ้อฝัน และแทบจะเป็นการ์ตูนด้วยซ้ำ เป็นเรื่องสำคัญมากที่หนังจะต้องออกมามีน้ำหนักพอๆ กับ The Rings และพูดกันตรงๆ สำหรับการเล่าเรื่องทั้งหมด ดูเป็นเด็กๆ ซึ่งแจ็คสันไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันยังไง “มันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวละคร หรือบทสนทนา แต่จริงๆ แล้วมันคือการเล่าเรื่อง คุณจะรู้สึกได้จากเรื่องที่อ่านว่า The Hobbit มันคือหนังสือสำหรับเด็ก”

กับการทำงานร่วมกับฟราน วอลช์ และฟิลลิปปา บอเยินส์ ทั้งหมด (รวมไปถึงแจ็คสัน) ไม่สามารถหยั่งลึกไปในตัวละคร 13 คนแคระ (ยกเว้นผู้นำของกลุ่ม ธอริน) และการค้นหาที่เป็นยิ่งกว่าการรับใช้ตัวเอง เพื่อเอาทั้งบ้านเกิดของพวกเขา (ภูเขาเปล่าเปลี่ยว) และสมบัติจากมังกรที่ชื่อสมอก ล้วนแสดงให้เห็นว่า The Hobbit มีอะไรที่คลุมเครือมากกว่าเรื่องราวที่มาทีหลังเยอะ การเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตรายก็มีทั้งเรื่องเสี่ยงภัย และตลกเจ็บตัว “พวกเรามีความสุขมากๆ ที่จับมันไปใส่ในมือคนอื่นได้สำเร็จ” แจ็คสันยอมรับ

ไม่ใช่มีแค่หนังสือที่รอคอยการนำไปดัดแปลง สิทธิ์ในการสร้าง The Hobbit ก็คือรูปแบบการทำงานของฮอลลีวู้ดที่ยุ่งเหยิงที่สุด หากมองข้ามเรื่องกฏหมายที่เข้าใจยาก ไฮก์ห เอลเวน (ที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์งานของโทลคีน), วอร์เนอร์ และเอ็มจีเอ็ม เป็นคู่สัญญากันในการทำหนังเรื่องนี้ และแต่ละรายต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์ตัวเองกับรายได้ที่อาจเป็นไปได้ในบ็อกซ์-ออฟฟิศ ขณะที่การเจรจายังดำเนินไปไม่จบ ทำให้กระบวนการทำงานไปได้อืดๆนิ่ และเดล โทโร ที่กลัวว่าการทำงานของตัวเองจะหมดเปลืองไปเรื่อยๆ ก็บอกศาลางานนี้

peter-jackson-del-toro(1)เวลา ถือเป็นเรื่องตลกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ หลังจากที่ทำให้ทุกอย่างล่าช้า แจ็คสันพบว่าตัวเองกลับมายืนที่เดิม เขาเริ่มค้นพบบางสิ่งบางอย่างในตัวอักษรของโทลคีนอย่างช้าๆ และในที่สุดก็รู้วิธีที่จะทำหนังเรื่องนี้ออกมา ทำ The Hobbit ให้เป็น The Hobbit ของเขา ด้วยเคล็ดลับที่เขาเคยใช้กับ The Rings นั่นคือ เชื่อมั่น ในหนังสือ
“โทนของเรื่อง จริงๆ แล้วเป็นส่วนที่ผมสนุกกับมันมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องตลกดี” เขาหัวเราะ “พวกเรามีอารมณ์ขันมากขึ้นกว่า The Lord of the Rings แต่เป็นในส่วนของตัวละคร ผมต้องจัดการกับบรรดาคนแคระจอมโผงผางที่ไม่กลัวการพูดในสิ่งที่เขาคิด พวกเขาไม่สนใจการได้เป็นวีรบุรุษแห่งมิดเดิล-เอิร์ธ”

ถ้าอยากรู้คำตอบแบบตรงไปตรงมา สำหรับการที่แจ็คสันพบว่าตัวเองอยากทำ The Hobbit ได้ยังไง คำตอบคือ คนแคระ พวกเขาเหมาะสมกับแจ็คสัน แล้วเขาก็ค่อยๆ ร่างภาพของโนรีจากโอรี โอนจากโกลน สร้างบุคคลิกภาพ เสียงแหบห้าว รูปร่างที่ดูประหลาด แต่สมจริง สำหรับ 13 คนขี้หงุดหงิดที่ชิงชังพวกเอลฟ์ จากนั้นก็ตามหานักแสดงที่จะมาสวมเครายุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ เดินต้วมเตี้ยม หน้ากล้อง

“พวกเขาไม่รู้ว่าแกนดาล์ฟมาจากไหน พวกเขาคิดว่าบิลโบเป็นพวกขี้กลัว และเอลรอนด์คือพวกครูใหญ่เจ้าระเบียบ” แจ็คสันพูดด้วยนำเสียงเบิกบานใจ

18 ตุลาคม 2010 The Hobbit ได้รับไฟเขียวให้เริ่มงานได้ โดยมีกำหนดเริ่มงาน 21 กุมภาพันธ์ 2011 ปีเตอร์ แจ็คสันรับหน้าที่กำกับอย่างเป็นทางการ และนักแสดง/ดาวตลกชาวอังกฤษ มาร์ติน ฟรีแมนมารับบทที่สำคัญที่สุดในเรื่อง บิลโบ แบ็กกินส์ งานสร้างเริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มตัว โดยวางหนังเอาไว้เป็นสองภาค ใช้ชื่อตอนว่า An Unexpected Journey และ There and Back Again ซึ่งเป็นสิ่งวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่เดล โทโรมารับงาน

สาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนั้นก็คือความเป็นโทลคีน ตอนที่เขาพิมพ์ the Lord of the Rings เขาเจอกับปัญหาในเรื่องของสไตล์ที่กว้างมากๆ แล้วกับนิยายสองเรื่องนี้ ก็มีระยะเวลาที่ห่างกันถึง 20 ปี “ไม่ใช่แค่โทนเรื่อง แต่ยังมีเรื่องของข้อเท็จจริง และการเล่าเรื่อง ทั้งสองเรื่องไม่ได้เออออห่อหมกไปด้วยกัน” แจ็คสัน อธิบาย

the-hobbit-behind-the-scenesในภาคผนวกขยายที่เอามาใส่ไว้ท้ายเรื่องของ The Return of the King โทลคีนจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เขาอธิบายเรื่องราวของ The Rings การเป็นคนความรู้สึกช้าของบิลโบ และสาเหตุที่จู่ๆ แกนดาลฟ์ก็หายไปในตอนกลางเรื่อง เชื่อมเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นฉากหลังให้เข้ากับปฏิบัติการที่เหมือนเป็นลางไม่ดีของพวกคนแคระ

แต่แล้วก่อนที่หนังจะออกฉายไม่ถึงหกเดือน แจ็คสันก็ตัดสินใจที่จะขยายหนังออกเป็นสามภาค “เราไม่ได้ดัดแปลงเรื่อง The Hobbit แต่เราจะดัดแปลงหนังสือบวกกับใช้งานภาคผนวก จากนั้นก็จะสานเรื่องเข้าด้วยกัน หนังจะอธิบายว่า แกนดาล์ฟหายไปไหน ซึ่งตัวหนังสือไม่ได้บอกไว้ เราจะดัดแปลงมันโดยมีที่มาจากโน้ตของโทลคีน ซึ่งจะทำให้เราสามารถรวมเรื่องราวที่เขาเขียนใน the Lord Of The Rings และ The Hobbit เข้าด้วยกันได้”

ขณะที่ชื่อของหนังก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ ในตอนแรกหนังยังคงใช้ An Unexpected Journey แต่ตอนที่สองเปลี่ยนเป็นThe Desolation Of Smaug ส่วนตอนที่สามเป็นการเอาชื่อ There And Back Again ของตอนที่สองมาใช้
ในตอนที่เดล โทโรเข้าชื่อเป็นผู้กำกับ แจ็คสันจะรักษาระยะห่างของตัวเองกับทีมงานเอาไว้ มองว่าคนเหล่านี้เคยเป็นทีมงานของเขา ที่ตามกันไปจนถึงภูเขาเมาท์ ดูม ซึ่งทุกคนพร้อมจะเชื่อเขาโดยใช้เพียงสัญชาตญาณ เพื่อให้การทำงานเดินหน้าไปด้วยดี แจ็คสันห้ามตัวเองไม่ให้รับรู้ในสิ่งที่ผู้กำกับชาวเม็กซิกัน ทำในส่วนของการวางคอนเซ็ปท์กับอลัน ลี และจอห์น โฮว์ “ผมอยากให้กิลเลอร์โม มีอิสระในการทำอะไรก็ตามที่เขาอยากทำ” แจ็คสัน ยืนยัน

แต่กิลเลอร์โมก็จากไปในที่สุด

“แล้วผมก็เจอความกังวลเหมือนๆ ที่เคยเจอ” แจ็คสัน ตกอยู่ในสถานะกำลังเปลี่ยนสภาพ ผมจะทำอะไรดี? หนังที่ผมทำจะออกมาเป็นยังไง? “ผมถึงกับคิดว่า ตัวเองกำลังรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำเอาไว้ใช่ไหม? ผมไม่เคยไปใส่ใจกับหนังเรื่องนั้นเลยนะ”

กับการไปรับรู้ถึงสิ่งที่ทำเอาไว้จากแผนกนั้นมาสู่แผนกนี้อย่างเร่งรีบ เขาเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนของ เมืองทะเลสาป, พระราชวัง ธรานดูอิล ป่าทรอลล์ชอว์ และแน่นอนสมอกผู้น่าพรั่นพรึง “มังกรตัวใหญ่ สีแดง-ทองของโทลคีน” ที่จะนำความยิ่งใหญ่มาสู่ตอนจบที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง “ผมบังคับมันให้เดินไปในทิศทางที่ผมคิดว่าควรจะไป” แจ็คสันให้อิสระภาพในการทำงานกับตัวเองเต็มที่ เพื่อสร้างหนังที่เป็นของเขาเอง

แต่ยังคงให้ความชื่นชมกับสิ่งที่เดล โทโรทำไว้กับ The Hobbit ตั้งใจจะให้อิทธิพลของเขายังคงอยู่ในหนัง เช่นเดียวกับที่ยังคงเครดิตร่วมเขียนบทเอาไว้ “มีดีเอ็นเอของเดล โทโรผสมผสานเข้ามา” เขายิ้ม “ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่ควรจะเป็น ผมขอบงานออกแบบของเขานะ”

la_ca_1025_hobbit.แต่สิ่งหนึ่งที่เดล โทโร กับแจ็คสันมีร่วมกัน ก็คือ ดารานำของพวกเขา มาร์ติน ฟรีแมนคือฮอบบิตของทั้งคู่ นักผจญภัยจอมอาภัพ ที่ไม่เต็มใจเดินทางออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ไปสู่มิดเดิล-เอิร์ธ ที่เต็มไปด้วยพายุแห่งการฟาดฟัน ฟรีแมนเจอกับทั้งสองคนในอังกฤษ โดยที่แทบจะรอวันเปิดกล้องไม่ไหว แต่เขาต้องรอ “เราบอกถึงกำหนดการของเรากับมาร์ตินไม่ได้เลย จนกว่าปัญหากับทางเอ็มจีเอ็มจะจบ ซึ่งนั่นก็ทำให้กิลเลอร์โมต้องโบกมือลา” แจ็คสัน เล่า เขาเองก็เจ็บปวดไม่น้อยที่ไม่สามารถตกลงกับนักแสดงได้ โดยปราศจากกำหนดเปิดกล้อง และพอเข้ามารับงานเต็มตัว ฟรีแมนก็ติดสัญญากับซีรี่ส์ Sherlock ฤดูที่ 2 ฮอบบิทในฝันของเขากำลังจะหลุดลอยไป

กว่าจะได้ฟรีแมน แจ็คสันและเดล โทโรต้องดูเทปทดสอบบทนักแสดงกว่า 60 คน แต่ไม่มีใครโดนใจ เหมือนเป็นการทรมานตัวเอง แจ็คสันโหลดซีรี่ส์ Sherlock มานั่งดูผ่านไอแพด “ผมสนุกกับ Sherlock แต่อารมณ์กำลังแย่สุดๆ แล้วผมก็คิดว่า นั่นไง บิลโบของเรา เขาโครตเพอร์เฟ็คท์กับบทเลย” หลังจากนั้น “ผมโทรไปหาตัวแทนของมาร์ติน ด้วยตัวเอง คุณช่วยถามมาร์ตินให้หน่อยได้ไหมว่า เขาพอจะมาเล่นเป็นบิลโบในระหว่างถ่ายทำ Sherlock ไปด้วยได้หรือเปล่า?” คำถามมาเร็วพอๆ กับธนูที่หลุดจากคัน แล้วแจ็คสันก็จัดการวางกำหนดถ่ายทำใหม่ ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลาพักสั้นๆ ราวๆ 10 สัปดาห์ 2 ช่วงเข้าไว้ด้วย เพื่อให้มาร์ตินได้กลับไปเป็นหมอวัตสันใน Sherlock ได้

แล้วแจ็คสันก็ยังได้โฮล์มส์ ในทีวี เบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์ มาเล่นเป็นมังกรสมอก บวกกับบทจอมขมังเวทย์อีกหนึ่ง และถ้ายังฉกนักแสดงที่เกี่ยวข้องกับ Sherlock Holmes มาไม่มากพอ แจ็คสันก็ได้ตัวสตีเฟน ฟรายที่เล่นหนังใหญ่ Sherlock Holmes ของกาย ริทชี่ มาอีกคน

การได้ตัวนักแสดงที่ยังติดสัญญามาเล่น เผยให้เห็นอิทธิพลของแจ็คสันที่ข่มสตูดิโอมิด เพราะไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ ที่หนังเมื่อลั่นกล้องถ่ายทำกันไปแล้ว จะมีช่วงเบรคหยุดกองกันกลางทาง

“ผมสนุกกับตัวเองจริงๆ” แจ็คสัน บอก เขาไม่เคยอ้างว่าตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ของโทลคีน ซึ่งเขาก็ไม่ใช่จริงๆ King Kong ต่างหากคือความลุ่มหลงของเขา ส่วน The Lovely Bones ก็คือความเสี่ยงที่อยากเสนออะไรใหม่ๆ แล้วกับการที่ได้กลับมาทำหนังจากหนังสือของโทลคีนอีกครั้ง มันเป็นเหตุฉุกเฉิก โชคชะตา หรือว่าอะไร คงไม่มีใครที่ตอบได้ แต่ที่แน่ๆ ความกดดันไม่มีเกิดขึ้นในการทำงาน “บางทีผมอาจจะไปคุยกับวอร์เนอร์เรื่องเอา The Silmarillion (หนังสืออีกเล่มของโทลคีน) มาทำก็เป็นได้”

แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เขาก็ต้องจัดการกับหนังที่เขาไม่คิดจะทำมาตั้งแต่ต้นอย่าง The Hobbit ให้จบทั้งสามภาคเสียก่อน

โดย ฉัตรเกล้า จากนิตยสาร Entertain ฉบับที่ 1125 

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On

Submit a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.