ดูหนังที่บ้านแบบฉายชนโรงถูกกฏหมายทำได้หรือเปล่า? และปัญหาของธุรกิจภาพยนตร์ในปัจจุบัน

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ฌอน ปาร์คเกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บแชร์เพลงแนปสเตอร์ และผู้มีส่วนสำคัญในการเติบโตของเฟซบุ๊ค ขยับเดินหน้าทางธุรกิจอีกครั้ง ด้วยการเปิดสครีนิง รูม (Screening Room) บริการที่จะให้ผู้ลงทะเบียนใช้บริการผ่านกล่องของบริษัท สามารถชมภาพยนตร์แบบสตรีมมิงได้ในวันเดียวกับที่หนังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แน่นอนว่าทันทีที่มีข่าวออกมา บรรดาเครือข่ายโรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา ต่างแสดงความไม่เห็นด้วยแทบจะในทันที แม้บรรดาผู้กำกับคนสำคัญที่มีอิทธิพลในฮอลลีวูดจะคิดว่า นี่เป็นความคิดที่ดีก็ตาม

sean-parker-the-screening-room

ฌอน ปาร์เกอร์

กับความขัดแย้งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ เป็นไปได้ว่าผู้ชมทั่วไปอาจรู้สึกแย่ไม่มากนัก การเปิดให้ดูหนังวันเดียวกับที่ฉายในโรงภาพยนตร์ที่บ้าน น่าจะมีผลกระทบอย่างมหาศาลกับวิธีการทำงานของอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากกว่า และด้วยสาเหตุนี้ ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้โปรเจ็คท์นี้กลายเป็นหมัน

นอกเหนือไปจากการพยายามทำตัวไม่เป็นข่าวของทางสครีนิง รูม เว็บไซต์ของบริษัท (หรือบริการ) ก็ยังไม่มีอะไรมากไปกว่าข้อความระบุถึงที่อยู่เพียงไม่กี่บรรทัด สัญลักษณ์ประหลาดๆ และเสียงดนตรีที่ฟังเป็นลางร้าย เห็นได้ชัดว่าการทำงานของสครีนิง รูมอยู่ในช่วงของการค้นคว้าและพัฒนา มากกว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมเปิดให้บริการ แต่อย่าลืมว่าในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็เดินหน้าคุยกับบรรดาผู้บริหารของฮอลลีวูดไปด้วยพร้อมๆ กัน

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ถึงคอนเส็ปท์การให้บริการของสครีนิง รูม นี่คือบริการที่ทำให้ผู้ชมไม่ต้องไปดูภาพยนตร์กันถึงในโรง ต่อให้เป็นหนังใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวอย่าง Batman V Superman: Dawn of Justice ก็ตามที เพราะสครีนิง รูมจะส่งไปให้คุณดูถึงบ้าน โดยเสียค่าเช่าชมแค่ 50 เหรียญ แต่ต้องรับชมภายใน 48 ชั่วโมง โดยก่อนหน้านั้นผู้ใช้บริการจะต้องซื้อกล่องรับชมมูลค่า 150 เหรียญ ซึ่งเป็นการจ่ายเพียงครั้งเดียวจากสครีนิง รูม โดยตัวกล่องจะมีเทคโนโลยีป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ติดตั้งเอาไว้เรียบร้อย

thescreening_room_01

สำหรับฮอลลีวูด การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ย่อมก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ สำหรับกระบวนการดำเนินอุตสาหกรรมของพวกเขา และเส้นแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดก็ปรากฏขี้น เมื่อสมาคมเจ้าของโรงภาพยนตร์แห่งชาติได้ส่งจดหมายเปิดผนึก ขอให้บรรดาคนนอก ตลอดจนบรรดากลุ่มโรงภาพยนตร์อิสระ, กลุ่มโรงหนังอาร์ต เฮาส์ เรียกร้องให้เลิกล้มการกระทำนี้เสีย โดยเตือนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการละเมิดลิขสิทธิ์ ขณะที่คนอย่างสตีเวน สปีลเบิร์ก, ปีเตอร์ แจ็คสัน และเจเจ เอบรามส์ มีข่าวว่าเข้าร่วมหุ้น หรืออย่างน้อยแสดงตัวให้การสนับสนุนสครีนิง รูม คนอย่างเจมส์ คาเมรอน และคริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ค้านไอเดียนี้แบบหัวชนฝา

แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งอยูในภาวะไม่ดีเลย ก็จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ยอดขายตั๋วหนังซบเซา ยอดขายหนังแผ่นหดตัว สตูดิโอต่างๆ กำลังมองหาวิธีที่จะยกเส้นรายได้ที่ต่ำเตี้ยให้สูงขึ้น ในเวลาเดียวกัน บรรดาคนรักหนังก็เริ่มคุ้นเคยกับโลกของการได้อะไรตามสั่งมากขึ้น เราอยากได้อะไรที่เราต้องการ ในยามที่เราต้องการ โดยเฉพาะเรื่องของความบันเทิง การปล่อยหนังออกฉายในโรงภาพยนตร์ใหญ่ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นวิธีการเก่าๆ โบร่ำโบราณ ราวกับเป็นป้อมปราการสุดท้ายของฮอลลีวูดในยุคเก่า

แต่ถึงกระนั้น บางทีเราก็ควรจะเก็บการเปิดหนังใหม่เรื่องดังๆ ในโรงภาพยนตร์เอาไว้ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้ เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะทำให้การชมแบบสตรีมมิงที่บ้านเป็นไปได้เรียบร้อย และยังเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการอีกต่างหาก แถมผู้กำกับใหญ่บางคนก็หนุนหลังซ้ำ แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญยืนขวางทางอยู่ นั่นก็คือเงินหลายๆ พันล้านเหรียญที่ผู้ชมยังคงจ่ายออกมาเพื่อชมภาพยนตร์ในโรง ตอนเปิดตัว

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปได้ สครีนิง รูมจำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุน จากสามผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจการชมภาพยนตร์ ซึ่งได้แก่ สตูดิโอ (อย่างโซนี, ฟ็อกซ์, ยูนิเวอร์แซล), ผู้ให้บริการโรงภาพยนตร์ (เอเอ็มซี, รีกัล, ซีเนมาร์ค) และผู้ชม ครบทั้งสามส่วน

thescreening_room_02

เขาเหล่านี้ ‘เอา’ The Screening Room

ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ธุรกิจของพวกเขาจะเดินหน้าต่อไปได้ สำหรับโรงภาพยนตร์ ความสำเร็จของการฉายหนังชมโรงที่บ้าน คือการฆ่าธุรกิจของพวกเขา หรืออย่างน้อยที่สุด ทำให้ธุรกิจของพวกเขาหดตัวลง แต่ทางสครีนิง รูมก็พยายามหาทางช่วยโรงภาพยนตร์เช่นกัน เมื่อมีรายงานข่าวออกมาว่า มีการเสนอเงินให้กับเครือโรงภาพยนตร์ 20 เหรียญจากทุกๆ 50 เหรียญที่ถูกจ่ายเพื่อเช่าชมภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่บ้าน พร้อมกับมอบบัตรชมภาพยนตร์ให้กับผู้ใช้บริการอีก 2 ใบฟรีๆ เพื่อก่อให้เกิดการเดินทางไปโรงภาพยนตร์

สครีนิง รูมทำแบบนี้เพื่ออะไร? บริษัทที่ขายสินค้าและบริการแบบพวกเขา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเจรจากับบรรดาผู้จัดจำหน่ายเพื่อยอมปล่อยหนังมาให้ ส่วนบรรดาสตูดิโอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวอร์เนอร์, ยูนิเวอร์แซล ฯลฯ ต่างก็ไม่มีใครอยากโดดเดี่ยวเจ้าของโรงหนัง เพราะนี่คือคนที่ช่วยพวกเขาเก็บเกี่ยวเงินเป็นพันๆ ล้านเหรียญ ไม่ใช่แค่เพียงในอเมริกา แต่ยังหมายความถึงทั่วโลก ด้วยการฉายหนังของพวกเขาในโรงภาพยนตร์

ต่อให้บรรดาโรงภาพยนตร์จะยอมรับเงิน 20 จากทุกๆ 50 เหรียญที่สครีนิง รูมได้มา ข้อตกลงที่เกิดขึ้นก็ยังไม่สมเหตุสมผลสำหรับพวกเขา เพราะนอกเหนือจากรายได้ค่าตั๋ว โรงหนังยังได้เงินมหาศาลจากค่าป็อปคอร์น ลูกอม น้ำอัดลมสารพัดที่ขายให้กับผู้ชม

แล้วยังมีเรื่องเลขคณิตคิดง่ายๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง หากบริษัทอย่างสครีนิง รูมยอมจ่ายให้โรงหนัง 20 เหรียญจากทุกๆ 50 เหรียญที่มีการเช่าชมหนังใหม่แบบสตรีมมิงที่บ้าน ลองดูสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เจ้าของโรงหนังจะแบ่งค่าตั๋วกับผู้จัดจำหน่าย แม้ตัวเลขตรงนี้จะขึ้นอยู่กับตัวหนังและโรง แต่ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 50-50 จากราคาตั๋วชมภาพยนตร์โดยเฉลี่ยในอเมริกาเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 8.42 เหรียญต่อใบ โรงหนังกับผู้จัดจำหน่ายได้ฝ่ายละ 4.21 เหรียญ มองตรงนี้รายได้ 20 เหรียญจากสครีนิง รูม โคตรเจ๋งเลย! ใช่ไหม? แต่ผู้ชมไม่ได้จ่ายเงิน 50 เหรียญเพื่อนั่งดูหนังคนเดียวแน่ๆ และถ้าคุณไปดูหนังกับเพื่อนๆ ที่โรง รายได้ของโรงภาพยนตร์จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นมา ไหนจะรายได้จากป็อปคอร์นอีกละ ทั้งหมดนี้ทำให้โรงหนังมีรายได้เพิ่มขึ้น ถ้าคนมาดูหนังที่โรงกัน

thescreening_room_03

พวกเขา ‘ไม่เอา’ The Screening Room

ถึงกระนั้นความกลัวอย่างที่สุดในตอนนี้ก็คือ จำนวนคนดูที่จะไปโรงภาพยนตร์เริ่มลดลงเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ทำไมเราจะต้องไปดูหนังอย่าง Joy ในโรงด้วยล่ะ ถ้าคุณสามารถดูหนังเรื่องนี้ในวันเดียวกันที่บ้าน? เมื่อประตูสำหรับการชมภาพยนตร์ชนโรงที่บ้านอย่างถูกกฎหมายถูกเปิดออก คนดูอาจจะหยุดการไปชมภาพยนตร์ที่โรงไปเลยก็ได้ และโรงหนังอินดีมีสิทธิ์จบเห่จากเรื่องนี้แน่ๆ กระทั่งโรงหนังใหญ่ๆ ก็ต้องเจอกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับการขายตั๋วให้กับภาพยนตร์บางเรื่อง

เจ้าของโรงหนังล้วนเห็นพ้องต้องกัน ไม่เพียงแค่เรื่องที่ยังหาความชัดเจนไม่ได้เลยว่า ใครจะเป็นคนจ่ายค่าธรรมเนียมพิเศษในส่วนของบัตรชมภาพยนตร์ฟรี ซึ่งทางสครีนิง รูมเสนอให้กับลูกค้า ทางกลุ่มโรงหนังอาร์ต เฮาส์เอง ก็ให้เหตุผลได้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความคิดว่า จะปล่อยหนังออกฉายแบบออนไลน์ไปพร้อมๆ กับลงโรงเกิดขึ้น พวกเครือข่ายโรงภาพยนตร์จะสวนกลับในแง่ลบ ที่สำคัญความสำเร็จของโรงภาพยนตร์ในภาพรวมก็จะช่วยบรรดาโรงและหนังอิสระไปด้วย “หนังหลายๆ เรื่องที่พยายามทำอะไรแบบนั้น จบศพไม่สวยทุกราย”

นอกจากนี้บรรดาโรงหนังต่างๆ ยังเป็นห่วงด้วยว่า ระบบการดูหนังชนโรงจะนำไปสู่การละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วกับบริการสร้างชื่อของปาร์เกอร์อย่าง เว็บแชร์เพลงแนปสเตอร์ ทางเครือข่ายโรงหนังอาร์ตเฮาส์ ระบุในแถลงการณ์ของพวกเขาด้วยว่า “เราเชื่อว่า หากทางสตูดิโอ, ผู้จัดจำหน่าย และบรรดาเครือข่ายหลักๆ รับรูปแบบธุรกิจแบบนี้ เราจะได้เห็นบรรดาของผิดกฏหมายลุกลามแผ่ขยายอย่างรวดเร็วราวกับไฟป่า แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ผลกำไรโดยรวมของภาพยนตร์ลดลงเรื่อยๆ ผ่านการสังหารรายได้ของโรงภาพยนตร์อย่างเลือดเย็น” ในอีกนัยหนึ่ง การละเมิดลิขสิทธิ์ มีแต่จะก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น

แม้ทางสครีนิง รูมจะอ้างว่าพวกเขามีเทคโนโลยีที่สามารถป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างได้ผล แต่มองในมุมกลับ หากมี ‘ทาง’ ป้องกันได้ มันก็มี ‘ทาง’ ที่จะละเมิดได้ และการดูแบบสตรีมิงที่บ้าน ก็ก่อให้เกิดโอกาสในการละเมิดง่ายดายเหลือเกิน

thescreening_room_05

ภาพแบบนี้ อาจจะไม่มีให้เห็น หรือมีน้อยมาก

ในส่วนของผู้จัดจำหน่าย พวกเขาอยู่ในสถานภาพที่ซับซ้อนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นฟ็อกซ์หรือว่ายูนิเวอร์แซล พวกเขาต่างก็อยากให้คนได้ชมหนังของพวกเขา และแน่นอนอยากให้คนดูจ่ายเงินให้พวกเขา ซึ่งมีข่าวว่าทางสครีนิง รูมก็พร้อมที่จะจ่ายเงินบางส่วนให้กับผู้จัดจำหน่ายจากทุกๆ 50 เหรียญเช่นกัน แล้วกับการดูหนังแบบสตรีมิงที่บ้าน ก็หมายความว่าจะทำให้มีคนมากกว่าเดิมที่ชมภาพยนตร์ และต้องจ่ายเงินให้กับสตูดิโอทั้งหลาย แต่ราคาเท่าไหร่ละถึงจะเหมาะสม?

อย่างแรกเลยที่ต้องนึกถึงก็คือ ต่อให้เป็นคนรักหนังขนาดไหน ก็คงไม่ยอมจ่ายถึง 50 เหรียญ เพื่อดูหนังที่บ้านตามลำพัง ต้องมีการชวนเพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวมานั่งดูด้วยกัน เพื่อให้คุ้มค่าเงินมากที่สุด หรือไม่ก็จัดปาร์ตีดูหนังกับเพื่อนๆ กันซะเลย เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ตอนนี้ไม่ใช่แค่โรงหนังที่เสียรายได้ สตูดิโอก็ไม่ต่างกัน แล้วหากมีคู่แข่งของสครีนิง รูมเกิดขึ้น (ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมี) ก็จะนำไปสู่สงครามราคาในเวลาต่อมา และนั่นน่าจะทำให้ราคาการดูหนังที่บ้านชนโรงลดต่ำกว่า 50 เหรียญแน่ๆ

“ไม่ต้องคิดให้มากความ มันเป็นเรื่องเลวร้ายมหาศาลกับโรงหนังแน่ๆ” วิลเลียม กรีน ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ ที่ศึกษาเรื่องอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อกล่าว “แต่ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรพลิกผันเกิดขึ้นกับสตูดิโอ”

ท้ายที่สุด การดูหนังแบบสตรีมิงที่บ้าน ก็น่าจะทำให้ผู้จัดจำหน่ายจบลงด้วยการทำเงินได้น้อยกว่าที่พวกเขาเคยทำได้จากการเปิดตัวหนังวันแรกที่โรงภาพยนตร์ ซึ่งพูดได้เลยว่า ต่อให้บริการอย่างสครีนิง รูม จะจ่ายให้ผู้จัดจำหน่าย 20 จากทุกๆ 50 เหรียญ แต่อย่างที่บอกเอาไว้ก่อนหน้า บรรดาผู้จัดจำหน่ายจะได้เงินครึ่งหนึ่งของยอดขายตั๋ว ซึ่งน่าจะได้มากกว่าหากมีคนหนึ่งหรือสองคนยอมจ่าย 50 เหรียญที่บ้าน แทนที่จะไปโรงภาพยนตร์ แต่การชมแบบสตรีมิงที่บ้าน ก็อาจเป็นการนั่งชมกลุ่มใหญ่ ที่ส่งผลต่อรายได้ของผู้จัดจำหน่าย รวมไปถึงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการทำร้ายความสัมพันธ์ของพวกเขา กับเจ้าของโรงภาพยนตร์ไปพร้อมๆ กัน

thescreening_room_07

“Star Wars ทำเงินไปถึง 2 พันล้านเหรียญทั่วโลกจากโรงหนังล้วนๆ” พอล เดอการาบีเดียนนักวิเคราะห์สื่ออาวุโส กล่าว เขายังบอกอีกด้วยว่า “คุณจะทำเงินถึง 2 พันล้านเหรียญจากบริการตามสั่งได้ยังไง? ผมไม่รู้เลยว่า มันจะขึ้นมาได้ยังไง”

แล้วก็มาถึงผู้ชม ซึ่งว่าไปแล้วน่าจะชอบการเลือกชมหนังใหม่ได้ในยามที่อยากดู และที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการ แน่นอนว่าคุณคงต้องอยากดู Star Wars: The Force Awakens และ 10 Cloverfield Lane บนจอใหญ่ๆ ในโรง แต่กับ Zootopia หนังน่าจะไปได้สวยที่บ้าน แล้วกับระบบฉายหนังกับการวางหนังแผ่นในปัจจุบัน ที่ต้องเว้นช่วงให้ห่างกัน 90 วันระหว่างการฉายหนังในโรงกับการสตรีมิง กลายเป็นของเก่าคร่ำครึ ทำให้ผู้คนเสียเวลาไปปล่าๆ ปลี้ๆ

“เราต้องมองไปถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงมุมมองของคนดูหนัง” ดวิด ไวท์ซเนอร์ อดีตผู้บริหารทางด้านการตลาดของฟ็อกซ์กล่าว “ผมมักจะเปรียบเทียบการปล่อยหนังในโรงกับวิดีโอวันเดียวกัน กับการแข่งขันกีฬา เห็นไหม การถ่ายทอดมันไม่ได้ฆ่าเบสบอล, ไม่ฆ่าฟุตบอล มันไม่ฆ่ากีฬา ถ้าคุณอยากไปดูที่สนามคุณก็ไปได้ ถ้าคุณอยากดูผ่านจอโทรทัศน์ ก็ดูไปซิ”

บรรดาเจ้าของโรงภาพยนตร์ และสตูดิโอ ต่างก็รู้สึกถึงความกังวลของผู้ชมที่ต้องหาพี่เลี้ยงเด็ก แล้วขับรถไปโรงหนัง จ่ายตังค์ซื้อบัตรสองใบราคา 15 เหรียญ แล้วก็ซื้อโน่นนี่นั่นอีกสัก 20 เหรียญ มันเป็นการลงทุนที่แพงมาก ซึ่งมันจะถูกกว่าและง่ายกว่าเยอะ หากผู้ชมเลือกดูรายการทางเน็ทฟลิกซ์แทน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าของโรงภาพยนตร์ และสตูดิโอเจ็บปวดเช่นกัน ขณะที่งบสร้างและทำการตลาดของหนังพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ยอดขายดีวีดีกลับลดลง ไวท์ซเนอร์มองว่า บริการอย่างสครีนิง รูม เป็น “การกระทำอย่างชาญฉลาดครั้งแรก เพื่อที่จะแก้ไขปัญหา” ยอดขายภาพยนตร์ภายในบ้านหดตัวสำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ขณะที่กำลังปรับไปสู่สิ่งที่ผู้ชมต้องการ

thescreening_room_04

ทางโรงภาพยนตร์และสตูดิโอเองก็คุยกันถึงเรื่องการลดช่องว่างเวลาการเดินทางของภาพยนตร์จากโรงไปลงแผ่นหรือเปิดให้ดาวน์โหลดต่างๆ เรียบร้อยแล้ว และพยายามทดลองด้วยการปล่อยหนังบางเรื่องให้สตรีมิงหรือลงแผ่น หลังเข้าโรงได้ไม่นาน เน็ทฟลิกซ์เองก็ลองทำในแบบเดียวกัน ด้วยการปล่อยหนัง Beasts of No Nation ลงโรงและสั่งดูได้ในวันเดียวกัน ซึ่งทำให้เครือโรงภาพยนตร์บางเครือไม่พอใจ แล้วกับบางคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มันก็ยังไม่ชัดเจนว่า การปล่อยหนึ่งในการดำเนินธุรกิจที่ยังคงไปได้ทิ้งไป มันจะมีความสมเหตุสมผลทางธุรกิจหรือไม่ และถ้าใครก็ตามต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงมัน บรรดาผู้บริหารเครือข่ายโรงภาพยนตร์มีความเห็นว่า น่าจะมาจากคนใน ไม่ใช่คนนอก

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โลกกำลังเปลี่ยน” เดอร์การาบีเดียน กล่าว “ในท้ายที่สุด ผู้บริโภคก็จะเป็นคนตัดสินใจว่า พวกเขายินดีที่จะจ่ายไหม แต่มันจะไม่สร้างประสบการณ์ในแบบเดียวกับที่ได้จากการชมในโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นประสบการณ์พิเศษเฉพาะบุคคล”

มองมาถึงตรงนี้ ฮอลลีวูดฟังคนดู และวันหนึ่งก็จะมอบในสิ่งที่ผู้ชมต้องการ แต่ตอนนี้ ถ้าอยากดูหนัง ก็ต้องไปที่โรงภาพยนตร์ จอใหญ่ๆ กับรอยยิ้มของผู้ชม คือสิ่งที่คนทำหนังอยากเห็นในยามที่คนเหล่านี้ดูภาพยนตร์จากฝีมือของพวกเขา

จากเรื่อง ดูหนังชนโรงที่บ้าน… งานนี้ฮอลลีวูดไม่โอเค โดย ลุงทอย คอลัมน์ สกู็ปพิเศษ นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1206 ปักษ์หลัง เมษายน 2559

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่

 


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On