รำลึกถึงคริส คอร์เนลล์ นักร้องนำของ Soundgarden และ Audioslave หนึ่งในศิลปินรุ่นบุกเบิกดนตรีซีแอตเติล ซาวนด์ ผู้จากไป

คริส คอร์เนลล์ นักร้องเจ้าของพลังเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ และมือกีตาร์ที่เต็มไปด้วยความสามารถหลากหลาย แล้วยังเป็นแกนนำคนสำคัญของ ซาวนด์การ์เดน และ Temple of the Dog ที่เป็นแผ้วถางทางให้ดนตรีกรันจ์ในยุค 90 เสียชีวิตแล้ว เมื่อคืนวันพุธที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ด้วยวัยเพียง 52 ปี

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับสายแจ้งเหตุ 911 ตอนราวๆ เที่ยงคืน จากเพื่อนของคอร์เนลล์ ที่ทำตามคำขอของวิคกี ภรรยาของคอร์เนลล์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจของดีทรอยท์ เล่าว่า ตอนที่เพื่อนคนหนึ่งไปหาคอร์เนลล์ที่ห้องพักในโรงแรม เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ ดีทรอยท์ เขา “อยู่ในห้อง และเพื่อนคนดังกล่าวพบว่า ร่างของคอร์เนลล์นอนหมดสติ อยู่ที่พื้นห้องน้ำ” มีแถบผ้าที่คอ และจากปากคำของเจ้าหน้าที่ ยังย้ำด้วยว่า คอร์เนลล์เสียชีวิตไปแล้วในตอนนั้น

โดยตอนค่ำในวันเดียวกัน คอร์เนลล์ยังร่วมแสดงคอนเสิร์ทกับวงซาวนด์การ์เดน ซึ่งเป็นการแสดงที่มาถึงช่วงกลางๆ ในการออกทัวร์ของพวกเขาแล้ว “วิคกี ภรรยาของเขา และครอบครัว ต่างช็อคที่ได้รู้ถึงการจากไปอย่างกระทันหันและไม่คาดคิดมาก่อนของเขา และทุกคนจะร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ชัณสูตร เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต” ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคอร์เนลล์ กล่าวในแถลงการณ์

และในการแสดงครั้งสุดท้ายของคอร์เนลล์ กับซาวนด์การ์เดน เขาก็พูดเล่นมุขถึงการแสดงครั้งต่อไปกับผู้ชม ก่อนจะเล่นเพลง “Rusty Cage” ซึ่งเป็นเพลงเล่นสำหรับการแสดงในช่วงอองกอร์ “เฮ้ ขอบคุณ ที่พวกคุณ… มาที่นี่” เขากล่าวกับผู้ชม “ผมหมายความว่า … ผมคงเสียใจนิดหน่อย กับสถานที่ต่อไปที่เราจะเล่น มันก็ใช้ได้ แล้วเราคงไม่ไปเล่นที่นั่นพร้อมกับความคาดหวังในแบบเดียวกันนี้ เรากำลังจะไปที่นั่น… แต่เฮ้พวก นายน่าจะมาที่ดีทรอยท์นะ เพราะคนดูที่นี่มีของว่ะ”

ตอนหัวค่ำ คอร์เนลล์ยังทวีตแสดงความตื่นเต้น ที่ได้มาเล่นที่ ‘เมืองร็อค’ (Rock City) แล้วก็ปิดข้อความด้วยแฮชแท็ก #nomorebulls แล้วกับเพลงสุดท้ายในโชว์ ก็เป็นการแสดงเพลง In Time of My Dying เพลงของ :ed Zeppelin

เพื่อนๆ ของคอร์เนลล์ และคนที่ได้รับอิทธิพลจากการทำงานของเขา ต่างก็ร่วมกันแสดงความอาลัย ด้วยการโพสท์ข้อความรำลึกถึง ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ “เสียงร้องที่เจิดจ้าท่ามกลางเสียงดนตรี จากเราไปแล้วเมื่อคืนนี้” เพอร์รี ฟาร์เรลล์ นักร้องนำของ Jane’s Addiction ทวีต “เขามีจิตวิญญาณที่ซับซ้อน และนุ่มนวล คริส คอร์เนลล์ บินไปสู่หลุมดำของพระอาทิตย์”

ขณะที่ตำนานของวงการดนตรี จิมมี เพจ บอกว่า คอร์เนลล์ มี “พรสวรรค์ที่แสนมหัศจรรย์, เป็นคนหนุ่มที่น่าเลื่อมใส, จะได้รับการรำลึกถึงอย่างมากมาย” ส่วนเอลตัน จอห์น เขียนว่า “ช็อค และเสียใจอย่างที่สุดกับการจากไปอย่างกระทันหันของคริส คอร์เนลล์ นักร้อง, นักแต่งเพลง ชั้นเยี่ยม และผู้ชายที่น่ารักที่สุด”

ความสามารถอันโดดเด่นของคอร์เนลล์ ที่กลายเป็นที่จดจำมาถึงทุกวันนี้ก็คือ เสียงร้องหลากหลายออคเตฟ และสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาภายใต้ดนตรีที่หนักหน่วงได้ อย่างที่ได้ยินกันในเพลงของซาวนด์การ์เดน ที่เขาเปลี่ยนการร้องได้หลากหลายรูปแบบได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น ความก้าวร้าวแบบเมทัล ใน “Jesus Christ Pose”), อารมณ์ที่หดหู่ เศร้าหมอง “Fell on Black Days” และ ที่ฟังฟุ้งฝัน ล่องลอย “Black Hole Sun”

Temple of the Dog

หลังใช้ชีวิตกับการเล่นดนตรีหนักๆ ทั่วๆ ไปในยุค 80 ความกว้างไกลในขอบเขตทางดนตรีของคอร์เนลล์ก็ปรากฏให้เห็นในปี 1991 เมื่อเขาทำวงดนตรี Temple of the Dog วงซูเปอร์กรุ๊ป ที่ประกอบด้วยสมาชิกของซาวนด์การ์เดน และ Pearl Jam เพื่อสดุดี แอนดรูว์ วูด นักร้องนำของวง Mother Love Bone ผู้จากไป ก่อนที่จะแสดงให้เห็นความหนักหน่วงมากขึ้น เมื่อเขามาทำงานร่วมกับสมาชิกของ Rage Against the Machine ในวงซูเปอร์กรุ๊ป ออดิโอสเลฟ รวมไปถึงการแสดงด้านที่นุ่มนวลจากผลงานในฐานะศิลปินเดี่ยว จากการแสดงอะคูสติค โชว์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยคอร์เนลล์สามารถขายอัลบั้มในอเมริกาได้ร่วมๆ 15 ล้านก็อปปี จากการทำงานในนามซาวนด์การ์เดน และงานเดี่ยวรวมกัน

คอร์เนลล์ มีชื่อจริงๆ ว่า คริสโตเฟอร์ จอห์น บอยล์ เกิดที่ซีแอตเติล ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1964 และเมื่อแม่แยกทางกับพ่อที่เป็นเภสัชกร เขาก็เลือกใช้นามสกุลของแม่ที่เป็นนักบัญชีแทน คอร์เนลล์มีพี่น้องอีก 5 คน เป็นชายสองและหญิงสาม เขามักจะเล่นมุขว่า ครอบครัวของตัวเองก็เหมือนๆ กับครอบครัวในหนัง The Brady Bunch โดยคอร์เนลล์หาเส้นทางสายดนตรีให้ตัวเองเจอ หลังจากได้เรียนเปียโนและกีตาร์ ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับการเล่นกลองชุด ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่เขาเล่นในช่วงแรกๆ ของซาวนด์การ์เดน วงดนตรีที่ตั้งกันในปี 1984 หลังจากที่คอร์เนลล์กับมือเบสของวง ฮิโร ยามาโมโต เคยทำงานร่วมกันมาก่อนในวง the Shemps ทั้งคู่ชวนมือกีตาร์ – คิม ธายิล มาร่วมวง และตั้งชื่อว่า ซาวนด์การ์เดน เพื่อเป็นการสดุดีปฏิมากรรมชื่อเดียวกัน ซึ่งทำขึ้นมาจากหลอดออร์แกน ที่สามารถสร้างเสียงออกมาได้เมื่อโดนลม กับการมาถึงของ สก็อทท์ ซันด์ควิสท์ – มือกลอง ทำให้คอร์เนลล์เปลี่ยนมาเป็นนักร้องนำและเล่นกีตาร์เต็มตัว

ในปีต่อมา ซาวนด์การ์เดน บันทึกเสียงเพลง 3 เพลงเพื่อบรรจุในอัลบั้มรวมเพลงชุด Deep Six ซึ่งมีผลงานของวงกรันจ์รุ่นๆ เดียวกันอย่าง Melvins และ Green River (ที่ต่อมาสมาชิกแยกย้ายกันเป็นส่วนหนึ่งในวง เพิร์ล แจม และ Mudhoney) หลังจากนั้นซาวนด์การ์เดนก็ปล่อยซิงเกิลแรกของตัวเอง Hunted Down ออกมา แล้วก็ตามด้วยอีพีชุด Screaming Life ในปี 1987 ตามด้วยอีพีชุด Fopp ในปี 1988 ซึ่งเพลงชื่อชุด เป็นการคัฟเวอร์เพลงของวง Ohio Players โดยงานชุดนี้ยังเป็นงานชุดแรกที่วงได้ร่วมงานกับแม็ทท์ คาเมรอน – มือกลอง

ปีเดียวกันนี้เอง ซาวนด์การ์เดนก็ปล่อยอัลบั้มเต็มๆ ของตัวเองชุดแรก Ultramega OK ออกมา โดยงานชุดนี้มีเพลงเด่นๆ อย่าง “Beyond the Wheel” งานเศร้าหม่น ในอารมณ์ดรามา ที่แสดงให้ถึงเสียงร้องอันน่าประทับใจของคอร์เนลล์ และความสามารถของวงที่จับเอาริฟฟ์แบบเฮฟวี เมทัล กับเสียงเอ็ฟเฟ็คท์สั่นๆ รกนัว เข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี

ซึ่งนี่คือการบ่งบอกถึงดนตรีกรันจ์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวงการดนตรีกลายๆ

ซาวนด์การ์เดน สานต่อทางดนตรีที่ตัวเองเริ่มต้นไว้ด้วย Louder Than Love ในปี 1989 ซึ่งดูดีมากขึ้น ด้วยริฟฟ์หนาๆ ที่ฟังสั้นกระชับ, เนื้อหาฟุ้งฝันแบบแมนๆ และอารมณ์ขันแปลกๆ

19 มีนาคม 1990 วูด อดีตเพื่อนร่วมห้องของคอร์เนลล์ เสียชีวิตจากการใช้เฮโรอีนเกินขนาด การจากไปของเขาทำให้คอร์เนลล์แต่งเพลง “Reach Down” และ “Say Hello 2 Heaven” ขึ้นมา แล้วไปของให้สองสมาชิกของวง มาเธอร์ เลิฟ โบน – สโตน กอสสาร์ด และเจฟฟ์ อาเมนท์ มาบันทึกเสียงเพลงที่ว่าร่วมกันกับเขา โดยมีไมค์ แม็คเครดี มือกีตาร์ท้องถิ่นมาช่วยเล่นเสริม แล้วได้นักร้องนำ ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักในตอนนั้น อย่าง เอ็ดดี เว็ดเดอร์ มาเป็นแขกรับเชิญ ร่วมกับคาเมรอนจากซาวนด์การ์เดน ซึ่งกลายมาเป็นวง เทมเพิล ออฟ เดอะ ด็อก ในเวลาต่อมา และมีอัลบั้มออกมาชุดหนึ่งในปี 1991 หากก็ทำยอดขายในระดับแพลทินัม หลังจากนั้น นอกจากสมาชิกซาวนด์การเดน คนอื่นๆ ในวงก็ไปรวมตัวกันเป็นเพิร์ล แจม และออกอัลบั้มชุดแรก Ten ในปีเดียวกัน

ระหว่างนั้นคอร์เนลล์กับเพื่อนๆ ก็ยกระดับการทำงานของตัวเองขึ้นไปอีก หลังการจากไปของยามาโมโต ซึ่งพวกเขาได้เบน เชพเฮิร์ดมาทำหน้าที่แทน การทำงานใน เทมเพิล ออฟ เดอะ ด็อก เหมือนกับเป็นการชาร์จไฟความคิดสร้างสรรค์ของคอร์เนลล์ เขาแต่งเพลงออกมาอีกหลายเพลง ที่กลายเป็นซิงเกิลในอัลบั้ม Badmotorfinger ในปี 1991 ของวง เช่น “Jesus Christ Pose” งานที่เปี่ยมไปด้วยพลังของคอร์เนลล์ ที่ถูกแบนทางเอ็มทีวี แต่ “Outshined” กับ “Rusty Cage” ที่เพลงหลังถูกจอห์นนี แคชนำไปคัฟเวอร์ กลายเป็นเพลงดังทางเอ็มทีวี และเป็นแรงส่งหนึ่งที่ทำให้ดนตรีซีแอตเติลไปอยู่แถวหน้าได้ในตอนนั้น เมื่อรวมกับแรงขับเคลื่อนจาก Nirvana และเพิร์ล แจม อัลบั้มชุดนี้ขายได้ในระดับสองแผ่นแพลทินัมเลยทีเดียว

ซาวนด์การ์เดน สานต่อความสำเร็จด้วย Superunknown ในปี 1994 ที่กลายเป็นงานที่ขายดีที่สุดของวง งานอันดับ 1 ชุดนี้ทำยอดขายได้ถึง 5 แผ่นแพลทินัม ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีเพลงฮิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มิวสิค วิดีโอหลอนๆ ของ “Black Hole Sun” เพลงที่ฟังเคลิบเคลิ้ม ช่วยส่งให้เพลงนี้กลายเป็นงานอมตะของวง ขณะที่ “Spoonman”, “The Day I Tried to Live”, “My Wave” และ “Fell on Black Days” ก็ติดอันดับทั้งในชาร์ทเพลงอัลเทอร์เนถีฟ และเพลงร็อค เมนสตรีมในปีนั้น

แม้จะประสบความสำเร็จ แต่คอร์เนลล์ก็รู้สึกสับสนกับความสนใจที่บ้านเกิดของตัวเองได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการฆ่าตัวตายของเคิร์ท โคเบน “มันยากมากที่จะไม่รู้สึกขมขื่นกับเรื่องนี้” เขาพุดในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร โรลลิง สโตน เมื่อปี 1994 “เราเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไปในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วกับทุกอย่างที่เป็นไปอย่างฉับพลัน คุณรู้สึกว่ามันเป็นบางสิ่งที่เป็นแฟชัน มันไม่ต่างไปจากการขุดเหมือง เหมือนกับการที่มีคนเข้ามาในเมืองของคุณ พร้อมรถแบ็คโฮ แล้วก็เครื่องปั้มน้ำ จากนั้นก็ระเบิดภูเขาอันสมบูรณ์ของคุณ ขุดมัน แล้วโยนสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการออกมา ทิ้งเศษซากไร้ประโยชน์เอาไว้ให้ มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก”

อีกหลายทศวรรษต่อมา เขามองย้อนกลับไปในช่วงเวลาของ Superunknown กับการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารโรลลิง สโตนในปี 2014 เขาเผยว่า ตัวเองตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าในช่วงเหตุการณ์นั้น และเขียนมันออกมาเป็นเพลง “Fell on Black Days” “ผมสังเกตุเห็นว่า ในชีวิตของผม มันมีหลายช่วงเวลาที่รู้สึกว่า สิ่งต่างๆ มันเป็นไปได้ไม่ดี โดยไม่ได้มีที่มาจากอะไรที่เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง” เขากล่าว “ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร ไม่มีเรื่องความสัมพันธ์ที่แตกร้าว ไม่มีคนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทัศนคติของผมแค่เปลี่ยนไป มันเป็นความคิดที่น่าหวาดกลัวมากๆ และผมอยากจะแต่งเพลงเกี่ยวกับมัน”

ปี 1996 Down on the Upside อัลบั้มที่ไปถึงอันดับ 2 ในชาร์ท โดยมีเพลงฮิตๆ อย่าง “Pretty Noose”, “Burden in My Hand”, “Blow Up the Outside World” ซึ่งทั้งหมดเขียนโดยคอร์เนลล์ เช่นเดียวกับเพลงที่ถูกยกออกจากอัลบั้ม Bleed Together ที่ต่อมาไปอยู่ในอัลบั้มรวมเพลงของวงชุด A-Sides ที่กลายเป็นเพลงฮิตเพลงสุดท้ายของซาวนด์การ์เดน ก่อนที่จะแยกวงกันในปี 1997

อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของคอร์เนลล์ Euphoria Morning ออกมาในปี 1999 มี “Can’t Change Me” โดยเขาทำงานร่วมกับนักดนตรีที่กลายมาเป็นวงซูเปอร์กรุ๊ป ออดิโอสเลฟ ในอีก 2 ปีต่อมา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากวง เรจ อเกนสท์ เดอะ แมชีน – ทอม โมเรลโล (กีตาร์), ทิม คอมเมอร์ฟอร์ด (เบส) และ แบรด วิล์ค (กลอง) แล้วก็ไม่ต่างไปจากซาวนด์การ์เดน ในช่วงที่พีคสุดๆ ตอนกลางยุค 90 อัลบั้มเปิดตัวที่ใช้ชื่อเดียวกับวงในปี 2002 เต็มไปด้วยเพลงฮิตมากมาย อย่าง “Like a Stone” ทำยอดขายในระดับแผ่นเสียงทองคำ ขณะที่อัลบั้มชุดต่อมา Out of Exile กลายเป็นอัลบั้มอันดับ 1 โดยมีแรงส่งจากซิงเกิลอันดับ 1 “Be Yourself” พวกเขาสานต่อความสำเร็จด้วย Revelations อัลบั้มชุดที่สามในปี 2006 ก่อนจะแยกทางกันในปีต่อมา ทำให้คอร์เนลล์กลับไปทำงานเดี่ยวอีกครั้ง โดยทั้งงานชุด Carry On ในปี 2007 และ Carry On ในปี 2009 ต่างก็ติดชาร์ทท็อป 20 ของบิลล์บอร์ด

หลังใช้ยาและเหล้ามาหนักหนาสาหัสในช่วงแรกของการทำงาน คอร์เนลล์ก็จบมันลงได้หลังเข้าสถานบำบัดตอนปลายยุค 2000 “มันเป็นช่วงเวลาที่สาหัสมากๆ ในชีวิตผม” เขากล่าวกับเดอะ การ์เดียน ในปี 2009 “ผมโชคดี ที่ผ่านมันมาได้ ผมไม่แน่ใจนะว่า สถานบำบัดมันดีที่สุดสำหรับผมหรือเปล่า แต่มันใช้ได้”

ชีวิตในช่วงต่อมาของคอร์เนลล์ ก็คือการกลับมาทำงานกับเพื่อนๆ เมื่อซาวน์ดการ์เดน กลับมามามีชีวิตอีกครั้งในปี 2010 โดยมีงานชุด King Animal ออกมาในปี 2012 นอกจากนี้เขากับทีมเทมเพิล ออฟ เดอะ ด็อก ก็กลับมาทัวร์ด้วยกันในปี 2016 นอกจากนี้ออดิโอเลฟก็ขึ้นเวลาร่วมกันแสดงในงานต่อต้านพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ในปีเดียวกัน ขณะที่การทำงานเดี่ยวของคอร์เนลล์ก็ยังเดินหน้าต่อ เขาปล่อยอัลบั้มแสดงสดแบบอะคูสติค Songbook ในปี 2011 ตามด้วย Higher Truth ในปี 2015

ในปี 2014 คอร์เนลล์เล่าให้นิตยสารโรลลิง สโตนฟังว่า ศิลปินนักแสดงที่ชื่อ สปูนแมน (Spoonman) ที่ทำให้เกิเพลงชื่อเดียวกันของซาวนด์การ์เดน คือคนที่ทำให้เขาอยากทำทัวร์คอนเสิร์ทอะคูสติค “ผมจำได้ถึงตอนที่นั่งอยู่ในห้อง มีคนสัก 8-10 คน แล้วเขาก็เดินเข้ามาพร้อมกับย่ามที่ทำจากหนัง ซึ่งเขาจะติดไปไหนมาไหนด้วยเสมอ จากนั้นก็หยิบช้อนออกมา…” คอร์เนลล์ เล่า “แล้วทุกคนก็อ้าปากหวอ ผมคิด… ‘ผู้ชายคนนี้แค่เดินเข้ามาในห้อง แล้วก็ได้รับปฏิกริยาตอบสนองขนาดนี้’ ผมรู้สึกอายและตัวเล็กลงทุกที ‘เพราะรู้สึกว่า ต่อให้ผมเรียกตัวเองว่านักร้อง, นักแต่งเพลง, นักดนตรี แล้วขายอัลบั้มได้เป็นล้านๆ ก็อปปี ออกทัวร์ไปทั่วโลก ผมก็ไมสามารถเดินเข้่ามาในห้อง หยิบอุปกรณ์ขึ้นมา แล้วสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนจนอ้าปากค้างได้ ความคิดนี้มันฝังลึกไปถึงกระดูกผม แล้วทำให้ผมเริ่มอยากทำตามแบบนั้นบ้าง”

ล่าสุด เขาบันทึกเสียงร่วมกับวงออเคสตรา เพลง “The Promise” เพื่อใช้ในหนังขื่อเดียวกัน และกำลังอยู่ในระหว่าง แต่งเพลงให้กับอัลบั้มใหม่ของซาวนด์การ์เดน

ในวันที่เขาจากไป คอร์เนลล์ใช้ชีวิตร่วมกับภรรยา วิคกี คาราเยียนนิส ทั้งคู่มีลูกสาว โทนิ ที่เกิดในปี 2004 และคริสโตเฟอร์ ลูกชายที่เกิดในปีถัดมาร่วมกัน โดยก่อนหน้านี้คอร์เนลล์ เคยแต่งงานกับซูซาน ซิลเวอร์ ที่เคยทำงานเป็นผู้จัดการวงซาวนด์การ์เดน และ Alice in Chains ทั้งคู่มีลูกสาว ลิลเลียน ที่เกิดในปี 2000 ร่วมกัน

กระทั่งอยู่ในช่วงสูงสุดของการทำงาน คอร์เนลล์ก็ไม่ได้คิดเวอร์วังจากความสำเร็จที่ได้รับ “ผมคงไม่สามารถพูดได้ว่า เราได้รับแรงบันดาลใจจากอะไรก็ตาม ที่ไม่ใช่ความสำเร็จ” เขาบอกกับนิตยสารโรลลิง สโตนในปี 1992 “และความสำเร็จนั่นก็ไม่ใช่การเข้าชิงรางวัลแกรมมี หรืออันดับในชาร์ท แต่มันเป็นงานดนตรีที่เราทำ และโดยส่วนตัวแล้ว เรารู้สึกยังไงกับมัน ผมคิดนะว่า สำหรับพวกเราแล้ว ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่า การที่เราทำงานที่เราคิดว่าเป็นอัลบั้มที่ห่วยที่สุดเท่าที่เราเคยทำมา แล้วจบลงด้วยการที่มันขายได้เป็นกอบเป็นกำ ผมว่า เราทุกคนล้วนรู้ตัวดี แล้วก็คงผิดหวังกับมัน ซึ่งมันคงทำให้ชีวิตของเรายากขึ้น ตราบเท่าที่เรายังต้องการทำงานต่อไปหลังจากนั้น”

แปล/ เรียบเรียงจากเรื่องของ คอรี โกรว์ (Kory Grow) ใน www.rollingstone.com

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่

 

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On
/* ===== Facebook script ===== */
/* ===== Google Analytic ===== */ /* ===== Custom script ===== */