สตีเวน สปีลเบิร์ก จากผู้สร้างนิยามของหนังบล็อคบัสเตอร์ กับการเริ่มต้นสิ้นสุดยุคสมัยของตัวเอง?

SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ช่วงซัมเมอร์ของอเมริกา คือช่วงทำเงินทำทองของวงการภาพยนตร์อเมริกัน ที่จะเต็มไปด้วยหนังแอ็คชัน เน้นความตื่นตา ตื่นใจ และตื่นเต้น ลุ้นระทึก และบางครั้งก็น่าขนพอง สยองเกล้า แต่นี่คือซัมเมอร์ที่เห็นและเป็นไปในยุคนี้ ที่หากย้อนกลับไปในปี 1975 ทุกอย่างดูเหมือนจะแตกต่างไป จน Jaws มาถึง ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป

ในยุคนั้น ซัมเมอร์คือฤดูที่เชื่องช้ามากๆ สำหรับตลาดภาพยนตร์ นี่คือช่วงเวลาที่สตูดิโอต่างๆ จะส่งหนังที่น่าจะทำเงินได้ไม่เท่าไหร่ออกฉาย โดยหวังว่าจะเก็บเงินเก็บทองที่สูญเสียไปในช่วงหน้าหนาว หรือช่วงฮอลิเดย์แทน แต่เมื่อสตีเวน สปีลเบิร์กส่ง Jaws ลงโรงในวันที่ 20 มิถุนายน 1975 หนังซัมเมอร์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

กว่า 4 ทศวรรษผ่านไป สตีเวน สปีลเบิร์กกลับมาลงสนามในช่วงซัมเมอร์อีกครั้งในปีนี้ ด้วย The BFG หนังที่สร้างจากนิยายของโรอัลด์ ดาห์ล แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างไปจากที่เคย หนังเปิดตัวได้อย่างย่ำแย่ และคว่ำสนิท เกิดคำถามถึงผลงานของเขาขึ้นมา 40 กว่าปี ที่ผ่านไป มาถึงวันนี้ การเป็นผู้กำกับหนังบล็อคบัสเตอร์ ที่ชื่อก็ขายหนังได้ ยังคงเป็นไปเหมือนเดิมหรือเปล่า เราจะย้อนไปดูถึงจุดเริ่มต้นของเขา ไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นผลงานชิ้นล่าสุด

Jaws ดึงคนมาเข้าโรงหนังมหาศาล เปลี่ยนโฉมวิธีการปล่อยภาพยนตร์เข้าฉาย รวมทั้งวางรากฐานให้วัฒนธรรมของหนังบล็อคบัสเตอร์ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น หนังระดับบิ๊กเรื่องแรกของสปีลเบิร์กเรื่องนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้กำกับสามารถเข้าถึงผู้ชมได้ดีขนาดไหน รวมไปถึงส่งคลื่นแห่งความหวาดกลัวไปทั่วประเทศในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และนี่คือสิ่งที่ Jaws ทำให้เกิดขึ้น

ทุกวันนี้ เรามีหนังภาคต่อทุนสูงออกฉายให้ชมแทบทุกเดือน โดยมีผู้ชมเป็นล้านๆ ที่เข้าไปชมในโรงภาพยนตร์ แต่ก่อนที่ Jaws จะออกฉาย ไม่เคยมีหนังระดับสามารถสร้างอีเวนท์ขนาดใหญ่ ที่ทำให้คนทั้งชาติพร้อมอกพร้อมใจกันอ้าแขนตอนรับได้เลย ที่น่าประหลาดใจก็คือ Jaws เป็นหนังฮิตระเบิดได้ ด้วยการเปิดฉายในวงกว้าง ซึ่งยุทธศาสตร์ของยูนิเวอร์แซลที่ใช้ ก็ไม่ได้เป็นไปตามแบบแผนทั่วๆ ไปในตอนนั้น ที่ทางสตูดิโอมักจะปล่อยหนังคุณภาพสูงๆ ออกฉายแบบจำกัดวง เพื่อสร้างเสียงฮือฮาแล้วก็ค่อยๆ เพิ่มโรง การเปิดตัวในวงกว้างจะถูกใช้กับหนังเกรดบี, หนังหวังเงินจำพวกตีหัวเข้าบ้าน โดยหวังว่าการเปิดฉายด้วยจอมากๆ จะสู้กับผลกระทบแง่ลบจากเสียงวิจารณ์แย่ๆ ได้ แต่จากความสำเร็จในรอบพรีวิว ทำให้ทางสตูดิโอตัดสินใจเปิดฉายในวงกว้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเสี่ยงสำหรับหนัง หลังจากมีปัญหาในการถ่ายทำเกิดขึ้น

spielberg_folpped-sadaos_story01

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสำเร็จของ Jaws ส่วนหนึ่งเกิดจากการได้รับการสนับสนุนจากแคมเปญจน์การตลาดในโทรทัศน์ ในปี 1975 การได้ชมตัวอย่างหนังในโทรทัศน์ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ Jaws สร้างก้าวกระโดดในการโปรโมท เมื่อปล่อยสปอตโทรทัศน์ความยาว 30 วินาทีเป็นชุดๆ ออกอากาศทั่วประเทศ ในรายการที่ได้รับความนิยม เช่น Happy Days และ The Rockford Files ก่อนหน้ารอบปฐมทัศน์หลายวัน เพื่อให้ผู้ชมคาดหวังว่า จะได้สัมผัสกับอะไรในโรงหนัง และกระตุ้นให้เกิดการอยากชม

ยูนิเวอร์แซลใช้ยุทธศาสตร์การตลาดที่เสี่ยง แต่ก็จ่ายกลับมาด้วยเงินก้อนโต และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสการทำการตลาดรูปแบบใหม่สำหรับภาพยนตร์ ถ้าสตูดิโอต้องการทำซ้ำความสำเร็จของ Jaws พวกเขาต้องเดินตามยุทธศาสตร์ที่ยูนิเวอร์แซลใช้กับหนังเรื่องนี้

แผนการตลาดที่หลักแหลมและยุทธศาสตร์ในการปล่อยฉาย ช่วยให้ Jaws เข้าถึงคนจำนวนมาก ความเทพในการเป็นคนทำหนังของสปีลเบิร์ก ก็ทำให้ผู้ชมกลับมาชมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหน้าร้อนของปีนั้น เมื่อ Jaws เข้าไปสัมผัสกับความกลัวในตัวของทุกคน ด้วยการบอกในสิ่งที่เรารู้กันดี นั่นก็คือ ความน่ากลัวของฉลาม แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น ยังนำเสนอสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนว่า มันน่าสยอดสยอง และไร้ทางออกขนาดไหน ถ้าต้องเผชิญหน้ากับมันกลางผืนน้ำอันกว้างใหญ่ คุณอาจจะวิ่งหนี หรือหลบจากเจสัน วัวร์ฮีส์ (ตัวร้ายใน Friday 13th) ได้ หรือพอเสี่ยงสู้กับเอเลี่ยนได้ แต่ไม่มีทางหนีฉลามในสภาพแวดล้อมที่มันคุ้นเคยได้

ความวิตกกังวลที่มีอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ถูกขยายให้รุนแรงกว่าเดิมด้วยงานสกอร์ของ จอห์น วิลเลียมส์ ตัวธีมหลักของหนัง เป็นงานที่ใช้ลูกเล่นที่เรียบง่าย เล่นซ้ำกลับไปกลับมาด้วยโน้ตต่ำๆ สองโน้ต แล้วงานจากวงออเคสตราก็เข้ามาเสริม เป็นสัญญาณแสดงว่าฉลามพร้อมแล้วที่จะเข้าโจมตี

สปีลเบิร์กรู้ดีว่า เมื่อไหร่ที่จะสร้างความตื่นตระหนก และเมื่อไหร่จะถอยกลับ เขาเล่นกับผู้ชมตลอดทั้งเรื่อง ขณะที่กำลังสร้างวีรบุรุษจากคนธรรมดาๆ ที่กล้าท้าทายความเป็นเจ้าแห่งผืนน้ำของฉลามร้าย

แต่ที่สำคัญที่สุด สปีลเบิร์กแสดงให้เห็นว่า หนังแนวนี้ก็ทำเงินทำทองให้สตูดิโอได้ ด้วยการนำความระทึกขวัญมาขึ้นจอใหญ่ ในแบบที่ผู้ชมไม่เคยเห็นมาก่อน และบอกกับสตูดิโอไปพร้อมๆ กันว่า หนังในแนวนี้ก็ได้เสียงวิจารณ์ชื่นชมมหาศาล มากกว่าหนังดรามาตามมาตรฐานทั่วๆ ไปได้เช่นกัน การที่หนังดึงคนดูไปอัดในโรงได้อย่างมากมาย ทำให้สตูดิโอได้รู้ว่า การทำหนังที่มีสไตล์เฉพาะทางก็ประสบความสำเร็จได้ และหนังบล็อคบัสเตอร์ยุคใหม่ส่วนใหญ่ ก็ยังคงใช้องค์ประกอบเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นงานไซ-ไฟ อย่าง The Hunger Games ไปจนถึงหนังซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลจาก Jaws

คำโปรยของหนังบอกผู้ชมว่า “คุณจะไม่กล้าเล่นน้ำทะเลอีกต่อไป!” (You’ll never go in the water again!) ซึ่งสปีลเบิร์กคงไม่คิดว่า มันจะส่งผลอะไรขึ้นมาจริงๆ จังๆ แต่ผู้ชมที่ลุ้นระทึกสุดๆ ระหว่างชม ยังคงเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้เมื่อออกจากโรง

มีเรื่องราวนับไม่ถ้วนของผู้ชมที่กรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่ฉลามตัวร้ายสังหารเหยื่อ โชคไม่ดีที่การเล่าเรื่องอันน่าหวาดหวั่นของสปีลเบิร์ก ส่งผลกระทบไปกระตุ้นความกลัวฉลามให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้คน ซึ่งนักชีววิทยา ที่เชี่ยวชาญในเรื่องเกี่ยวกับฉลาม จอร์จ เบอร์เจสส์กล่าวว่า “มันทำให้ความเชื่อที่ว่าฉลามเป็นสัตว์กินคน เป็นนักฆ่ากระหายเลือด มีความหนักแน่นขึ้น ทั้งที่จริงๆ แล้ว การที่ใครบางคนจะเดินทางไปกลางทะเลตามลำพัง และถูกฉลามตัวหนึ่งโจมตี เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ”

spielberg_folpped-sadaos_story05

Jaws ก่อให้เกิดการอาฆาตพยาบาทต่อฉลาม และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนปี 1975 และอีกหลายๆ ปีต่อมา ผู้คนพากันออกล่าฉลามเลียนแบบการตามล่าของตัวละครหลักในหนัง เพื่อแสดงความกล้าหาญของตัวเอง กระทั่งคนที่ไปเที่ยวตามชายหาดก็ไม่เว้น อย่าง กลุ่มนักท่องเที่ยวในฟลอริดา ที่รุมทุบตีวาฬปิกมี เพราะคิดว่าเป็นฉลาม นอกจากจะสร้างผลกระทบที่น่ากลัวแล้ว ความคลั่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพราะ Jaws ยังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางอารมณ์มหาศาลที่หนังเรื่องหนึ่งจะก่อให้เกิดขึ้นได้กับผู้ชม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Jaws คือผู้ให้กำเนิดหนังบล็อคบัสเตอร์ยุคใหม่ หากมองกันแค่เรื่องรายได้ล้วนๆ หนังทุบสถิติยับเยิน เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำเงินถึง 100 ล้านเหรียญ เก็บรายได้ในการฉายครั้งแรกถึง 123.1 ล้านเหรียญ ส่วนการฉายครั้งต่อๆ มาก็ทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้นไปอีก ถึงวันนี้ หนังทำเงินไปแล้วกว่า 470 ล้านเหรียญทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องน่าทึ่งมากๆ สำหรับหนังที่อายุปาเข้าไป 41 ปีแล้ว

ผลกระทบของ Jaws ที่มีต่อบ็อกซ์ออฟฟิศสามารถเห็นได้ชัดเจน แต่ผลกระทบที่มีต่อหนังในอนาคตของสตูดิโอต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า ผู้ชมต้องการความบันเทิงเมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ และสปีลเบิร์กก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ภาพยนตร์ที่ทำมาเป็นอย่างดีสามารถประสบความสำเร็จขนาดไหน หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมจากสตูดิโอ อย่างที่บทวิจารณ์ในนิตยสารไทม์ เมื่อปี 1975 ว่าเอาไว้ “ถ้าฉลามขาวตัวเขื่อง ที่สร้างความน่าหวาดกลัวให้ชายหาดของหมู่เกาะในช่วงหน้าร้อน เป็นหนึ่งในเครื่องจักรสังหารที่มีประสิทธิภาพที่สุดตามธรรมชาติ Jaws ก็คือเครื่องจักรสร้างความบันเทิงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเช่นกัน

กับ Jaws สตีเวน สปีลเบิร์ก สร้างพายุลูกโตที่ผสมผสานความน่าตื่นเต้นสุดๆ กับการเล่าเรื่องที่เป็นเนื้อเป็นหนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังที่ว่าด้วยการสังหารฉลามสักตัว มันเป็นเรื่องความหวาดกลัวตามธรรมชาติ, ขอบเขตการปกป้องผู้คนในครอบครัวที่ชายคนหนึ่งสามารถทำได้, รูปแบบความคลั่งไคล้ที่แผ่กระจายไปสู่ผู้คนทั่วไป, การเข้าถึงอารมณ์ของผู้คนของหนังเรื่องหนึ่ง สปีลเบิร์กสามารถดึงผู้คนเข้าโรงหนังได้ตลอดหน้าร้อนปี 1975 และวางแม่แบบสำหรับหนังบล็อคบัสเตอร์ช่วงซัมเมอร์สำหรับอนาคตเอาไว้ และคงจะเป็นเรื่องที่ไม่ผิดอะไร และใช่ หากจะบอกว่า Jaws เป็นหนังที่เปลี่ยนแปลงซัมเมอร์ของคอหนังทั้งหลาย ไปในทางที่ดี

นั่นคือช่วงเวลาที่ผู้กำกับอเมริกันจะนำเสนอหนังเล็กๆ ที่พูดถึงเรื่องอาชญากรรม, การเมือง และสังคมด้วยสายตาที่คุ้นเคย อย่างที่เห็นใน One Flew Over the Cuckoo’s Nest และ Dog Day Afternoon หนังฮิตสองเรื่องของปีนั้น แต่สปีลเบิร์กเลือกที่จะทำตรงกันข้าม เขาเล่นใหญ่ ตัวงานมาพร้อมกับความน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชม ที่ต้องสนุกกับสิ่งที่ได้ชมบนจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่

หลายทศวรรษต่อๆ มา ไม่มีผู้กำกับคนไหนที่จับทางความนิยมได้เหมาะเหม็ง อย่างที่สปีลเบิร์กเป็น Raiders of the Lost Ark, E.T. the Extra-Terrestrial และ Jurassic Park คือหนังป็อปคอร์น ที่เปรียบได้กับอนุเสาวรีย์สำหรับคนดูในยุคต่างๆ และสปีลเบิร์กก็คือคนสำคัญสำหรับหนังบล็อคบัสเตอร์ช่วงซัมเมอร์

“ถ้าลองถามใครสักคนในประเทศนี้ หรือทั่วโลกก็ยังได้ ให้บอกชื่อผู้กำกับขึ้นมาสักคน เขาคือคนที่อยู่ในชื่อแรกๆ” พอล เดอร์การาบีเดียน หนังวิเคราะห์สื่ออาวุโสกล่าว “ชื่อของสปีลเบิร์กแข็งแรงมาก”

spielberg_folpped-sadaos_story03

แต่รสนิยมมีการเปลี่ยนแปลง และความล้มเหลวของ The BFG ก็แสดงนัยให้เห็นว่า สปีลเบิร์กอาจจะเป็นผู้กำกับที่ต่างไปจากเดิม เป็นคนที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลง หนังแฟนตาซีสำหรับเด็กทุนสร้าง 140 ล้านเหรียญ ที่โครงสร้างของเรื่องทำให้นึกถึง E.T. เด็กขี้เหงาคนหนึ่ง, ผู้มาเยือนจากอีกโลก และเต็มไปด้วยความนุ่มนวล งานนี้ไม่ว่าจะเป็นสตูดิโอไหน ก็ต้องคิดว่าตัวเองมีงานฮิตในมือ ไม่เพียงได้สปีลเบิร์กกลับมาทำหนังครอบครัว The BFG ยังสร้างจากนิยายสุดรักของโรอัลด์ ดาห์ล แถมยังเขียนบทโดน เมลิสสา แมธิสันจาก E.T.

เมื่อไม่มีดาราดังๆ หนังต้องพึ่งสปีลเบิร์กเพียงลำพังในการขาย ผู้กำกับที่ไม่ค่อยแฮปปี้กับสื่อ พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาก็เล่นเกมนี้ได้ เมื่อให้สัมภาษณ์กับนิตยสารต่างๆ แต่โชคไม่ดีสำหรับสตูดิโอและผู้ให้การสนับสนุน สปีลเบิร์กเรียกคนไม่ได้อย่างเคย The BFG เปิดตัวแค่ 19.6 ล้านเหรียญ เป็นหนึ่งในหนังคว่ำสนั่นของสปีลเบิร์กเช่นเดียวกับ 1941 หนังตลกสงครามโลกครั้งที่สอง

ส่วนหนึ่งของความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับ The BFG ก็คือพัฒนาการทางศิลปะในตัวสปีลเบิร์ก ในช่วงก่อนๆ หน้า เมื่อหลายๆ ปีที่ผ่านมา ชื่อของเขาที่อยู่เหนือชื่อหนังการันตีว่า นี่คือภาพยนตร์ที่ต้องดู และช่วยให้หนังอย่าง Minority Report และ War of the Worlds อยู่เหนืองานซัมเมอร์ดาดๆ แต่สปีลเบิร์กเหมือนจะหันเหแนวทางของตัวเองไปจากหนังแนวๆ นี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยการทำหนังประวัติศาสตร์ทุนสร้างจำกัดจำเขี่ย เช่น War Horse, Lincoln และ Bridge of Spies ส่วนวัยของเขาก็เหมือนๆ กับผู้ชมของตัวเอง กลุ่มผู้ชมของสปีลเบิร์กล้วนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และหลายๆ คนก็โตมาด้วยการชมหนังอย่าง Jaws และ Close Encounters of the Third Kind หนังของเขาในยุคหลัง มีเพียงเรื่องเดียวที่อยู่ในพื้นที่ความสำเร็จทางรายได้ก็คือ Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull ซึ่งเป็นหนังภาคต่อที่ใครๆ ก็ไม่รัก ส่วน The Adventures of Tintin หนังโมชัน-แคปเจอร์ ก็จุดไฟไม่ติดในบ็อกซ์ ออฟฟิศ

ดรีมเวิร์คส์บริษัทสร้างภาพยนตร์ของสปีลเบิร์ก ก็สร้างหนังที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะกับการมีหนังแบบ Lincoln ก็จะมีหนังอย่าง Need for Speed หรือ The Fifth Estate แทรกเข้ามา งานที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขาจริงๆ ก็คือ งานสร้าง Jurassic World ที่เป็นการกลับไปสู่เกาะอิสลา นูบลาร์ ที่มียูนิเวอร์แซลหนุนหลัง และโคลิน เทรเวอร์โรว์ เป็นผู้กำกับ

สิ่งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของสปีลเบิร์กล้วนเปลี่ยนแปลงไป หนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนหรือนิยายภาพคืองานที่ได้รับความนิยม ไม่ใช่หนังไซ-ไฟ หรืองานแบบหนังเกรด-บียุคก่อน ที่เคยสร้างชื่อให้เขา และกับหนังสำหรับเด็ก พิกซาร์คือมาตรฐาน หนังอย่าง Finding Dory ของพวกเขาบดบังรัศมี The BFG ซะมิด บ็อกซ์ออฟฟิศตกเป็นของหนังใหญ่ยักษ์เพียงไม่กี่เรื่อง และมีพื้นที่เหลือให้หนังเรื่องอื่นๆ น้อยมาก ในอดีตสปีลเบิร์กจะเป็นคนที่วางอุปสรรคสำหรับงานของตัวเอง ด้วยการร่วมงานกับนักแสดงอย่างทอม ครูส หรือทอม แฮงค์ส แต่ในฮอลลีวูดยุคใหม่ สถานภาพในการเรียกคนดูของนักแสดงเหล่านี้ไม่แน่นอน ซูเปอร์ฮีโรต่างหากที่ขายตั๋วชมภาพยนตร์ ไม่ใช่ดาราที่อยู่เบื้องหลังหน้ากาก

แม้ว่ายุคผู้กำกับใหญ่ขายหนังได้กำลังค่อยๆ เลือนหาย มีผู้กำกับน้อยคนที่ชื่อสามารถเรียกแฟนๆ ให้เข้าโรงได้ โดยที่พอจะเป็นข้อยกเว้น คงเป็นคริสโตเฟอร์ โนแลน หรือไม่ก็เจมส์ คาเมรอน หนังเรื่องนี้ของสปีลเบิร์ก ยังส่งสัญญานความแปลกแยกทางเจเนอเรชันออกมา เมื่อมีผู้ชมอายุมากกว่า 25 ปี 15% ที่บอกว่าชื่อผู้กำกับมีผลในการซื้อตั๋วชม The BFG แต่มีผู้ชมอายุต่ำกว่า 25 ปีแค่ 8% เท่านั้นที่คิดในแบบเดียวกัน

ถึงหนังอย่าง Lincoln และ Bridge of Spies จะได้รับคำชื่นชม และสร้างผลกำไร แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้เขารักษาสถานภาพอย่างที่เคยเป็นไว้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สปีลเบิร์กยังเป็นมากกว่าผู้กำกับ ชื่อเสียงของเขาทำให้เขาเป็นคนแรกๆ ที่เลือกโปรเจ็คท์ต่างๆ, รายได้จากสวนสนุก และได้รับการสนับสนุนจากพวกนักลงทุนที่มีขื่อเสียง เขาเป็นตัวองค์กรมากกว่าจะเป็นแค่คนทำหนัง และรับผิดชอบการดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านแอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนท์ บริษัทสร้างภาพยนตร์ที่สปีลเบิร์กเปิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากบริษัทอย่าง พาร์ติซิแพนท์ มีเดีย, เอนเตอร์เทนเมนท์วัน และรีไลแอนซ์ เพราะเชื่อว่าผู้ชายคนนี้ยังคงเป็นตัวแทนในการทำธุรกิจที่ดี

ไม่ว่าจะเป็นจอห์น ฟอร์ด มาถึงบิลลี ไวล์เดอร์ หรืออัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อค บางครั้งคนทำหนังเยี่ยมๆ เหล่านี้ก็พบว่าตัวเองแปลกแยกกับยุคสมัย สปีลเบิร์กพยายามพิสูจน์ว่า The BFG ก็เป็นแค่จุดรอยตำหนิเล็กๆ สำหรับเครดิตในการทำงานของตัวเอง ไม่ใช่สัญญานที่แสดงให้เห็นว่า เขาตกยุค เมื่อ Ready Player One ออกฉายในปี 2018 หนังที่ดัดแปลงจากนิยายขายดีเรื่องนี้ ซึ่งว่าด้วยการเปิดเผยเรื่องราวในจักรวาลเสมือนจริง น่าจะเรียกความสนใจและเข้ากับคนดูเด็กๆ ได้ดีกว่าเรื่องของยักษ์ใหญ่ใจดี ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี สปีลเบิร์กจะกลับมาอยู่ที่หัวแถวอีกครั้ง และสร้างความเกี่ยวพันกับคนดูรุ่นใหม่ๆ ได้สำเร็จ แต่ถ้าไม่ มันคงเป็นสัญญานที่ไม่ต้องคิดอะไรมากหากเกิดขึ้นจริงๆ ว่า สปีลเบิร์ก หนึ่งในผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดมากที่สุดตลอดกาล ได้สูญเสียสัมผัสนั้นไปแล้ว

จากเรื่อง สตีเวน สปีลเบิร์ก จากผู้สร้างนิยามของหนังบล็อคบัสเตอร์ กับการเริ่มต้นสิ้นสุดยุคสมัยของตัวเอง? โดย ลุงทอย คอลัมน์ สกู๊ป นิตยสารเอนเตอร์เทน 1212 Scoop

ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านงานวิจารณ์หนัง และเพลง แบบนี้ ได้ด้วยการกดไลค์ Like เพจสะเด่าส์กันไว้ก่อน ได้ที่นี่


SHARE THIS
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Author: Sadaos

พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

Share This Post On