FEATURESMusic Features

คุยกับโนล กัลลาเกอร์ ตัวเป็นๆ แบบ Freestyle Seed

โดย นรเศษฐ์ หมัดคง
ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1441423426092595&set=a.1439465816288356.1073741828.1439414162960188&type=3&theater

การเดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งที่ 3 ของ Noel Gallagher ไม่ได้มาในฐานะมือกีตาร์ นักแต่งเพลงและหัวหน้าวงของ Oasis ที่ได้สลายตัวไปแล้วอีกต่อไป แต่เขามาในนามของศิลปินเดี่ยวนาม Noel Gallagher’s High Flying Birds กับอัลบั้มชุดแรกที่มีชื่อเดียวกันนี้ และเป็นการสร้างความประหลาดใจให้กับแฟนเพลงชาวไทยมาก ที่ได้ดูคอนเสิร์ทของเขากันในบ้านเราแบบคาดไม่ถึง ทั้งๆที่อัลบั้มชุดนี้ออกมาวางขายได้ไม่นานนัก อีกทั้งการเปิดโอกาสให้สื่อหลายๆฉบับได้เข้าไปสัมภาษณ์เขาอย่างเป็นกันเอง ทั้งๆ ที่ได้ข่าวมาก่อนหน้าเขามีอาการป่วยเล็กน้อยมาก่อนก็ตาม

ด้วยการที่เขาเป็นร็อคสตาร์ปากกล้าและเจ้าอารมณ์ไม่แพ้น้องชายนาย Liam ทำให้กลุ่มผู้สื่อข่าวที่เข้าไปสัมภาษณ์เขารวมทั้งตัว ผมเกิดอาการเกร็งไปตามๆกัน แต่พอได้เจอหน้าเขาที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมทักทายเราด้วยหน้าตาที่อิดโรยแต่เปื้อนรอยยิ้มที่มุมปาก ก็ทำให้ทุกคนในห้องโล่งอกไปตามกัน

เพราะการเดินทางออกทัวร์ไปทั่วโลกเพื่อโปรโมทอัลบั้มชุดนี้ ทำให้เขากินไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ บวกกับสูบบุหรี่และทานเหล้าหนัก จึงทำให้เกิดอาการเพลียๆจากอาการเมาเครื่องบิน หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลงในหลายๆประเทศ เลยทำให้ไม่ค่อยสบายตัวนัก เขาจึงพยายามยามทำตัวช้าๆและสบายๆกับสิ่งที่ได้ไปพบเจอระหว่างการเดินทางในครั้งนี้ เขาเริ่มเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเป็นกันเอง

“ผมรักที่จะเล่นดนตรีกันเป็นวงมากกว่าเล่นคนเดียว รู้สึกโชคดีที่ได้อยู่กับโอเอซิสมาก่อน และก็คิดว่าโชคดีมากขึ้น เมื่อได้ออกมาและได้รับการยอมรับจากแฟนเพลงในฐานะศิลปินเดี่ยว คุณพอจะเข้าใจใช่มั้ยว่า มีไม่กี่คนหรอกนะที่ทำได้แบบนี้” เขาปลดปล่อยความรู้สึกจากในใจให้พรั่งพรูออกมากับคำถามถึงความแตกต่างระหว่างการเป็นอดีตสมาชิกวงร็อคชื่อดัง โอเอซิสและการเป็นศิลปินเดี่ยว ซึ่งเขาคงเจอคำถามแบบนี้มาเป็นร้อยๆครั้งแน่นอน แต่ก็ยังคงตอบคำถามนี้ด้วยความเต็มใจว่า “ผมชอบทั้งสองแบบเลยนะ ผมเพิ่งเป็นศิลปินเดี่ยวได้แค่ 2 ปี แล้วก็ไม่คิดจะกลับไปทำวงทำนองนั้นอีก เพราะการเป็นวงนั้นต้องอาศัยการประประนีประนอมมากเกินไป
บางเรื่องก็ดีนะ ซึ่งก็ทำให้ผลงานเพลงของวงออกมาดีไปด้วย แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณทำงานด้วยตัวคุณเองสำเร็จ มันจะมีความแตกต่างออกไปทันที และผมก็ไม่สามารถทำงานเข้าขากับพวกเขาอีกต่อไป
คุณคงพอเจ้าเข้าในสิ่งที่ผมพูดนะ”

เขาพักจิบน้ำแล้วเล่าเรื่องการทำงานในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกต่อ “ผมทำอัลบั้มชุดนี้ด้วยตัวผมเองทั้งหมด ไม่มีใครมาเล่นอะไรให้เลย และไม่ได้ขอคำแนะนำจากใครด้วย การอยู่ในวงการดนตรีมาเกือบ 20 ปี พอคุณถอยออกมาแล้วเดินไปขอความคิดเห็นหรือคำแนะนำจากใครๆ อีก ผมว่ามันเป็นเรื่องประหลาดนะ ผมอาจเคยทำอย่างนั้นตอนที่ทำงานกับวงเดิม แต่พอแยกกันและมาเป็นศิลปินเดี่ยว ผมก็แต่งเพลงของผมเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากใครอีกแล้ว ส่วนความแตกต่างระหว่าง โอเอซิส กับ โนล กัลลาเกอร์ ไฮก์ห ฟลายอิง เบิร์ดส์ ที่คุณและผู้คนสงสัยกันนั้น ผมว่าคุณคงรู้คำตอบอยู่แล้วนะ วงโอเอซิสน่ะยิ่งใหญ่มากและประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด แต่ที่ผมทำอยู่นี้ยังไม่ใหญ่โตอะไรเลยทั้งยังไม่ประสบความสำเร็จให้ได้เห็นกันอย่างชัดเจนสักเท่าไหร่ โอเอซิสเป็นวงที่มีประวัติศาสตร์มากมายและมีหลายๆคนที่เติบโตมากับวงนั้น”

“ความแตกต่างที่น่าจะเห็นได้ชัดคือ ตอนนี้ ผมจะเล่นเครื่องดนตรีเองทุกชิ้นเวลาผมแต่งเพลง แต่ในวงโอเอซิส มันมีการกำหนดไว้แล้วว่า เลียมต้องร้องนำ แอนดี ต้องเล่นเบส และเจมต้องเล่นกีตาร์อีกตัว มันต้องมีการแบ่งปันความคิดด้วยกัน มันทำให้ผมรู้สึกว่า ใช้ไม่ได้ในบางครั้งแต่ก็พูดไม่ได้ คุณเข้าใจใช่ใหมครับ แต่พอผมออกมาทำงานคนเดียว ผมสามารถทำหรือเล่นอะไรก็ได้ตามที่ผมต้องการ และถ้าไม่อยากเล่นอะไรในเพลงนั้นเลย
ผมก็ให้คนอื่นมาเล่นแทนได้ ขอบอกว่า ในทางดนตรีแล้ว มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

“เพลงไหนที่คุณแต่งแล้วแล้วคิดว่ามันยอดเยี่ยมและอมตะที่สุด?” ผู้สื่อข่าวที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับผมถามต่อ เขาหันไปยิ้มให้แล้วตอบอย่างจริงจังว่า “คงเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะบางเพลงที่ผมแต่งและโคตรรักมันมากอย่าง Part Of The Queue กลับไม่มีใครพูดถึงหรือชอบมันมากเท่ากับ Wonderwall ที่ผู้คนพากันคลั่งไคล้มันเอามากๆ แต่ส่วนตัวผมแล้ว ไม่ชอบเอาเสียเลย มันเป็นเรื่องของรสนิยมมากกว่านะ ผมว่า ถ้ามีใครสักคนเดินมาบอกผมว่า Wonderwall เป็นเพลงที่ดีที่สุดของคุณ ผมก็จะบอกว่า ผมไม่เห็นด้วยเลยสักนิด”

ยังมีอีกหลายคำถามที่เขาตอบเราด้วยความเต็มใจ แต่คำตอบที่น่าสนใจอยู่คำถามสุดท้ายมากกว่า “ตอนนี้คุณฟังเพลงของวงอะไรอยู่ ?”
“ผมตั้งใจฟังของ David Bowie มากกว่าวงไหนๆ คุณอาจสงสัยว่าทำไม ? ก็เพราะเทคโนโลยีในวันนี้ คุณสามารถใส่ทุกอัลบั้มที่คุณมีลงไปในโทรศัพท์ได้เลย จากนั้นคุณก็แค่กดปุ่ม เพลงมันก็จะเล่นไปเรื่อยๆแบบไม่เรียงตามอัลบั้มหรือตามลำดับเพลง มันเป็นสิ่งที่ผมชอบเอามากๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือในโรงแรม คุณก็ฟังเพลงที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในรอบ 5 ปี ซึ่งอาจเป็นเพลงที่ทำให้คุณชอบไปเลยก็ได้ ผมแทบไม่ฟังเพลงจากอัลบั้มเลยนะ เพราะการฟังเพลงตั้งแต่เพลงแรกจนจบอัลบั้มนั้น ผมคิดว่า ศิลปะการฟังเพลงแบบนั้นกำลังจะตาย ตอนนี้เทคโนโลยีกำลังผลักดันให้ดนตรีเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตลอดเวลา ทั้งการสุ่มเลือก การข้ามเพลงไปมา มันโคตรเจ๋งเลย ผมใช้เวลา 20 ปีกับการแบกกล่องใส่ซีดีไปทั่วโลก แต่ตอนนี้ไม่ต้องทำแบบนั้นอีกแล้ว มันเจ๋งดีนะ

“ผมคิดว่าในอนาคตเราคงไม่มีร็อคสตาร์อีกแล้วละ เพราะคงไม่มีใครทำเงินได้มากพอที่จะเป็น ทุกวันนี้อุตสาหกรรมดนตรีได้เปลี่ยนไปมากกว่าที่เราคาดไว้ ธุรกิจเพลงที่เราเคยใช้วิธีการเซ็นสัญญาเข้าสู่สังกัดหรือค่าย จะไม่มีอีกต่อไป สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เส้นทางการทำเงินและการขายแผ่นเสียงที่เคยเกิดขึ้นในยุค 60s ซึ่งทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาตลอด 30 ปี แต่ทันใดนั้น ในเวลาไม่ถึง 10 ปี มันได้โบกมือลาจากไป โดยไม่หวนกลับมาอีกเลย..”

ช่างเป็นคำพูดที่ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดและน่าสะพรึงกลัว สำหรับวงการดนตรีในอนาคตจริงๆ..

ขอบคุณ Rock ‘n’ Rolla และ Universal Music
จากนิตยสาร Hamburger คอลัมน์ Interview โดย นรเศรษฐ หมัดคง ฉบับ พฤศจิกายน 2555
ภาพจาก https://www.facebook.com/NoelLiveConcertBangkok

What is your reaction?

Excited
0
Happy
0
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0
Sadaos
พบข่าวสารจากวงการหนัง-เพลง ภาพสวยของดาราสาว, วิจารณ์-แนะนำ งานเพลง, ภาพยนตร์ และรับสั่งซื้อ CD/ DVD ทั้งในและต่างประเทศ. Sadaos Is entertainment news page and online shop for people who love movie and music. We sell many entertainment items like used and new DVD, CD, postcards, accessory, souvenirs.

You may also like

More in:FEATURES

Comments are closed.