หากพูดชื่ออกาธา คริสตีให้เด็กยุคนี้ฟัง พวกเขาอาจรู้สึกว่าเป็นชื่อที่คุ้นจังบนชั้นหนังสือของคุณตา คุณยาย และภารกิจอันยิ่งใหญ่ของบรานาห์ก็คือทำยังไงให้ของเก่าอมตะหลุดจากความพ้นสมัย พร้อมทั้งโยนอคติของผู้คนทิ้งไปให้หมด ด้วยการนำ Murder on the Orient Express นิยายเรื่องที่โดดเด่นที่สุดของคริสตีจากปี 1934 ที่ว่าด้วยการสืบสวนผู้ต้องสงสัย 13 คนของปัวโรท์ ในคดีฆาตกรรมแซมวล เอ็ดเวิร์ด แรทเช็ทท์ (จอห์นนี เด็ปป์) นักธุรกิจเทาๆ ชาวอเมริกัน บนขบวนรถไฟสุดหรูหรามาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง หลังซิดนีย์ ลูเม็ทเคยนำมาทำเป็นหนังรวมดาวที่ได้รับการตอบรับอย่างน่าพอใจมาแล้วในปี 1974 หากการกลับมาในมือของบรานาห์จะมาพร้อมวิสัยทัศน์ที่จัดเต็ม จัดหนักกว่า และให้ความรู้สึกทั้งคลาสสิคและร่วมสมัย ที่เราจะทำความรู้จักกับหนังและนักแสดงในเรื่องนี้ผ่านคำให้การของแต่ละคน
เรื่องของนักสืบ
เคนเน็ธ บรานาห์ (แอร์คูล ปัวโรท์/ ผู้กำกับ): “การได้เล่น Wallander ทำให้ผมสนใจอยากเล่นเป็นนักสืบที่มีความสุข ซึ่งขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง การมีส่วนร่วมกับอาชญากรรมที่รุนแรงของเขา (ปัวโรท์) มีราคาที่ต้องจ่าย แต่ปัวโรท์เป็นคนที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทิ้งโลกใบนี้เมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อไปเพลินกับเค้กหรือการเดินทาง ผมรู้สึกว่า เขาคงโคตรมีความสุข ถ้าไม่ต้องไขคดีอะไรเลยในชีวิต”
วิลเล็ม ดาโฟ (เกอร์ฮาร์ด ฮาร์ดแมน – นักวิชาการผู้มีลับลมคมใน): “ในฐานะปัวโรท์ เคนเป็นคนขับเคลื่อนการสืบสวน ในฐานะผู้กำกับ เคนเป็นคนขับเคลื่อนการถ่ายทำ ดังนั้นเส้นขนานจะใกล้กันมาก”
เพเนโลพี ครูซ (พิลาร์ เอสตราวาดอส – มิชชันนารี ชาวสเปน): “การได้เห็นเขาเดินทางจากนิยายมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง กลับไปกลับมาหลายๆ พันครั้งในวันหนึ่ง มันน่าทึ่งจริงๆ เขาให้คุณ 100% เลยสำหรับการเป็นปัวโรท์ และ 100% เช่นกันในฐานะผู้กำกับ”
บรานาห์: “ผมไม่มีอะไรเหมือนปัวโรท์ ผมไม่เคยทายตัวฆาตกรได้เลยถ้าไม่มีใครบอก ผมแน่ใจว่าคนที่ดู The Usual Suspect รู้ก่อนผมซะอีกว่า ‘เขาอ่านไอ้ที่อยู่บนกระดานนั่น!’ ผมยังจำตอนเปิดเผยเหตุการณ์ได้ดีว่า มันสุขสมขนาดไหน แต่ผมไม่คิดได้เร็วกว่าคนทำหนัง”
เรื่องของฆาตกร
บรานาห์: “ที่ศูนย์กลางของเรื่อง คุณต้องการใครสักคน คนที่คุณเชื่อว่ายอมรับเรื่องการฆาตกรรม จอห์นนี เด็ปป์ในบทเอ็ดเวิร์ด แร็ทเช็ทท์ถึงเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากในการเล่าเรื่อง เพราะบุคคลิกแบบดาราของเขา ตัวละครรายนี้เป็นคนที่สร้างพื้นที่ว่างมากมายรอบตัวเขา และได้รับอ็อกซิเจนไปเต็มๆ”
จอช แก็ด (เฮคเตอร์ แม็คควีน – เลขาส่วนตัว): “แม็คควีน และ มาสเตอร์แมน (ดีเร็ค จาโคบี) พ่อบ้านของแร็ทเช็ทท์ เป็นคนเห็นสิ่งต่างๆ ที่น่าสงสัย และปกป้องภาพลักษณ์ให้กับเขา แล้วก็รู้สึกว่าทุกคนบนรถไฟรู้อะไรมากกว่าที่พวกเขาอยากให้รู้”
ครูซ: “หนังเป็นงานที่บันเทิงมาก แต่ก็มีความเจ็บปวดของตัวละครเหล่านี้ซุกซ่อนอยู่ พิลาร์เป็นมิชชันนารีที่มีบาดแผลบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอจากอดีต เธอใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิด แต่นั่นทำให้เธอเป็นมือสังหารเหรอ? หนังมีไอเดียว่า – นี่เป็นการล้างแค้นหรือความถูกต้อง? เมื่อหนังออกมาดี มันก็จะทำให้คุณตั้งคำถามที่น่าสนใจกับตัวเอง”
เรื่องของผู้ต้องสงสัย
แก็ด: “ในปี 1934 รถไฟคงมีความพิเศษเฉพาะตัวมากๆ แล้วก็มีอารมณ์แบบยุโรปๆ แต่เคนโยนอะไรแบบนั้นทิ้งไปหมด แล้วในเวอร์ชันของเราจะมีอะไรมากกว่านั้น มีผู้คนหลากสีผิว, หลายศาสนา”
บรานาห์: “ผมเลือกนักแสดงไปทีละขั้น ทีละคน เริ่มต้นด้วยเจ้าหญิง ผมรู้ว่าผมอยากให้จูดีมาเล่น”
จูดี เดนช์ (เจ้าหญิงนาทาเลีย ดราโกมิรอฟฟ์): “เจ้าหญิงดราโกมิรอฟฟ์มีสุนัขสองตัวที่น่ารักมากกก”
แก็ด: “ครั้งแรกที่ผมเจอจูดี ผมถึงกับ ‘ลืมคุณผู้หญิง จูดี เดนช์ไปซะ มีแต่คุณนายตัวแสบ จูดี เดนช์ ต่างหาก'”
บรานาห์: “พอคุณเริ่มต้นจากเธอ ก็ต้องคิดละ ‘ต้องการใครที่สามารถมาแชร์จอกับเธอได้’ โอลิเวีย โคลแมน เป็นคนที่ท็อปฟอร์มมากๆ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สัญชาตญาณของผมบอกว่า น่าจะเป็นการจับคู่ที่ดี และผมก็เดินหน้าไปตามนั้น”
มิเชลล์ ไฟเฟอร์ (แคโรไลน์ ฮับบาร์ด – หญิงม่ายจอมโผงผาง): “แคโรไลน์เป็นพวกเดินทางตามลำพัง และอยากรู้อยากเห็นมาก บางทีอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ข่าวลือก็คือเธอกำลังล่าผู้ชายมาเป็นสามี ลอเรน เบคอลล์ เล่นบทนี้เอาไว้ในปี 1974 ฉันถามเคนว่า คิดว่าการดูหนังฉบับนั้นจะช่วยอะไรไหม เขาบอกว่า คงไม่ค่อย เราก็เลยไม่ดู”
เดซีย์ ริดลีย์ (แมรี เดเบนแฮม – พี่เลี้ยงเด็ก): “เธอกำลังเดินทางไปแบกแดด แมรี เดเบนแฮมเป็นชื่อที่ดี มีเรื่องตลกเกิดขึ้นตอนหน้าร้อนที่ผ่านมา ฉันอยู่ระหว่างหยุดยาว แล้วก็มีคนถามว่าฉันใช่เดซีย์ ริดลีย์ไหม ฉันตอบไปว่า ‘ไม่ใช่’ แล้วรีบคิดชื่ออย่างรวดเร็ว ฉันบอกเขาว่าชื่อ ‘ลินดา เดเบนแฮม’ ฉันติดอยู่กับบทจริงๆ”
เลสลี โอดอม จูเนียร์ (ดร. อาร์เบิร์ธน็อท – ทหารผ่านศึกผู้ทรงเกียรติ): “ตัวละครของผมเป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่พูดได้ก็คือ ความรักทำให้เขาอยู่ในรถไฟขบวนนี้”
แก็ด: “ผมคิดว่ามันมีความคิดหลายอย่างในหนัง ที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่เราเป็นพยานรู้เห็นในทุกวันนี้ กับตัวละครของวิลเล็ม ดาโฟ คุณจะได้ความคิดเรื่องอคติที่มาจากคนนอก ความรุ่งเรืองของลัทธิชาตินิยม ความรู้สึกภาคภูมิใจในประเทศตัวเอง การเติบโตของพวกฟาสซิสม์เกิดขึ้นในตอนนั้น และผมคิดว่าพวกเราโคตรโชคไม่ดีเลย ที่ได้เห็นภาพสะท้อนของอดีตที่เกิดขึ้นมาอีกครั้งในปัจจุบัน เรารับรู้ถึงเรื่องเหล่านี้ก็เพราะว่า ขณะที่เราถ่ายทำกัน มีการออกจากอียู ทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่พวกเรากำลังเล่า”
ดาโฟ: “ตัวละครของผมเป็นศาสตราจารย์ทางวิศวกรรมชาวออสเตรีย ที่เดินทางไปตูรินเพื่อส่งรายงานเกี่ยวกับการใช้เบกิไลท์ (Bakelite พลาสติกแข็งทนความร้อน) ทางทหาร เขาเป็นคนที่ดูมีบาดแผลฝังแน่น ถ้าผมเป็นคนดู ผมคงสงสัยเขาเป็นคนแรกๆ”
โอลิเวีย โคลแมน (ฮิลเดการ์ด ชมิดท์ สาวใช้ของดราโกมิรอฟฟ์): “สามีฉันไม่รู้หรอกว่าใครทำ ฉันทำลายมันเพื่อเขา”
เรื่องของรถไฟ
บรานาห์: “ผมรู้ว่าต้องสร้างมุมมองบางอย่าง ตอนทำงานผมถึงบอกว่า ‘ไม่ต้องมีหิมะโปรยปรายนะ เรามีหิมะถล่มแล้วก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น’ ฆาตกรไม่ได้หนีไปไหน เราอยากให้ทิวทัศน์ที่เวิ้งว้างกลายเป็นสิ่งคุกคาม แล้วถ้าคุณเข้าใจว่ามันมีเรื่องความต้องการตามสัญชาตญาณ ที่เราปรารถนาความอบอุ่นเสมอ และมันจะกลายเป็นที่ๆ อันตรายที่สุด”
ริดลีย์: “มีรถไฟขนาดเท่าของจริงอยู่ในโรงถ่าย สำหรับฉากหิมะถล่ม ซึ่งมันน่าทึ่งมากกก…”
บรานาห์: “มีรถไฟจริงๆ ตั้งอยู่บนรางจริงๆ เพื่อช่วยให้นักแสดงทุกคนที่ขึ้นไปอยู่บนนั้น รู้สึกสมจริง ผมถ่ายทำด้วยกล้องพานาวิชัน 65 ม.ม. 4 ตัวสุดท้ายในโลก เพื่อพาทุกคนเดินทางไปกับยุคทองของการท่องเที่ยว ความลึกของสีและคุณภาพความคมชัดของภาพโคตรจะไม่ธรรมดา ผมเพิ่งเล่น Dunkirk (เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ) แล้วเคยใช้มันมาก่อนใน Hamlet เมื่อปี 1996 และรู้ดีว่ามันทำให้การดูหนังกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญ ทุกวันนี้มีเรื่องดรามาอาชญากรรมทางโทรทัศน์มากมาย และผมอยากทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างออกไป”
ทอม เบทแมน (มองซิเออร์ บุค – ผู้อำนวยการรถไฟ): “มีหัวรถจักรขนาด 22 ตัน บวกกับตัวพ่วง และตู้โดยสารอีก 4 ตู้ซึ่งเคลื่อนที่ได้เต็มกำลัง เดินทางไปได้ตามรางที่ยาวสักราวๆ หนึ่งไมล์ที่โรงถ่ายลองครอสส์ สตูดิโอ แล้วถนนที่เขียวครึ้มไปด้วยใบไม้ของเซอร์เรย์ก็กลายเป็นอดีตยูโกสลาเวีย มันน่าทึ่งมากๆ แล้วถ้าคุณคิดจะเปิดแชมเปญจน์บนรถไฟที่กำลังวิ่ง เชื่อเถอะว่า มันไม่ง่ายเลย”
บรานาห์: “สำหรับฉากที่อยู่นอกหน้าต่าง เราให้กองถ่ายที่สองไปเก็บภาพที่นิว ซีแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์เอาไว้หลายชั่วโมง แล้วจะร้อยเข้าด้วยกันโดยระบบดิจิตอล เพื่อฉายขึ้นจอแอลอีดีที่โอบแต่ละตู้เอาไว้ ขณะที่ไฮโดรลิคและถุงลมด้านล่างตู้โดยสารจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบหลอกๆ ขึ้น”
แก็ด: “มันโคตรจะสมจริง คุณอยู่บนรถไฟที่มีการขยับ มีภาพเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตอนแรกมันอาจจะทำให้รู้สึกแปลกๆ แต่มันก็ยังให้ความรู้สึกมหัศจรรย์อีกด้วย”
ดีเร็ค จาโคบี (มาสเตอร์แมน – พ่อบ้านผู้ไร้มลทิน): “ครั้งแรกที่พวกเขาให้ภาพรอบๆ เคลื่อนไหว มันแทบทำให้อ้วกแตก”
บรานาห์: “หนหนึ่งเรากำลังถ่ายทำกัน แล้วก็มีช่วงพักสั้นๆ แต่ภาพยังไม่หยุด การได้เห็นภาพต่างๆ เคลื่อนผ่านไปราวกับอยู่บนรถไฟจริงๆ ทำให้ผมถึงกับล้มลงบนตู้รถไฟเลย มันสนุกดีที่ได้เห็นตัวเองเป็นอะไรแบบนั้น แต่ไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่เป็นแบบนั้น มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราจมลงไปได้ทันที”
แก็ด: “การแก้ปัญหาครั้งสำคัญในส่วนของเคนคือ อย่าจำกัดการแสดงแค่ในรถไฟ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งในเรื่องที่เขารักก็คือการกลัวที่แคบๆ แต่การใช้กล้องวิสตาถ่ายบางฉาก ทำให้เรามีการถ่ายทำระดับเดวิด ลีน ไม่มีใครทำหนังแบบนั้นอีกแล้วในตอนนี้ ที่ใช้เวลากับการการวางช็อตสวยๆ ทีละช็อต มันมีความรู้สึกว่า เคนเน็ธกำลังทำของเก่าให้กลายเป็นของใหม่อีกครั้ง และไม่รู้สึกว่ามีฝุ่นจับเลย”
บรานาห์: “หนังที่มีอิทธิพลกับเราก็คือ The Age of Innocence ของมาร์ติน สกอร์เซซี ผมทำหนังให้ออกมาแบบนั้น และรู้สึกอึ้งกับความรู้สึกที่ราวกับตัวเองอยู่ในนิวยอร์ค ศตวรรษที่ 19 ซึ่งผมสัมผัสได้จากภาพศิลปะ, กลิ่นของดอกไม้, ผ้าคลุมโต๊ะที่ทำจากผ้าลินิน ผมยังดูหนังเรื่อง The Searchers ของจอห์น ฟอร์ดด้วย แล้วก็แยกสิ่งต่างๆ ออกมา ทำให้มันสะอาดขึ้น บางทีคุณอาจจะรู้สึกว่ารถไฟโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรสส์ของเรามันอึกทึกครึกโครมน้อยกว่าของจริง”
แก็ด: “ผมเคยเดินทางกับรถไฟโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรสส์ของจริง มีเปียโน, อาหารระดับมิเชลลิน, มีปุ่มเรียกพนักงาน แต่ละตู้จะมีพ่อบ้าน คุณอาจต้องรอคิวเข้าห้องน้ำแต่ไม่ต้องเข้าแถว ปัญหาอย่างเดียวที่มีก็คือ มันไม่มีฝักบัวเพราะฉะนั้นคุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม”
เรื่องของหนวด
บรานาห์: “เรารู้ว่าหนวดเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นของสำคัญสำหรับคริสตี เธอให้ตัวละครทุกคนแสดงปฏิกริยากับมัน ถึงกับมี 15 วิธีง่ายๆ ในการหาว่าคำอะไรที่เธอใช้พูดถึงหนวด ซึ่งที่เห็นทั่วๆ ไปก็อย่าง ‘ดีเลิศ’, ‘งดงาม’, ‘น่าเกรงขาม’ และเป็นสิ่งเดียวที่คริสตีกับสามีพบว่าน่าผิดหวัง สำหรับหนังปี 1974”
โคลแมน: “ปัวโรท์ที่เราเติบโตมาด้วย คือ เดวิด ซูเช็ท เขามีหนวดเล็กๆ บาง สีดำ ตอนนี้เราทุกคนมีเคน เจ้าของตาคมๆ สีฟ้า และหนวดที่โดดเด่น และนี่คือปัวโรท์สำหรับฉัน”
ลูซี บอยน์ตัน (เคาน์เตสส์ ออเดรยนี – หญิงสูงศักดิ์ผู้ลึกลับ): “เราเห็นมันติดอยู่กับหน้าหุ่นในรถแต่งหน้า ซึ่งดูสมจริงมาก แล้วคุณก็มาเห็นมันอยู่บนหน้าเคน ที่โดนอย่างแรง!!!”
ไฟเฟอร์: “ตอนแรกมันดูแปลกแยกสุดๆ ฉันถึงกับ ‘ว้าย… เอาน่า มันก็แค่เอฟเฟ็คท์’ ท้ายที่สุดคุณก็ลืมมัน เขาทำให้มันดูน่าเชื่อถือ และดูเซ็กซีมากๆ”
บรานาห์: “ปัวโรท์สามารถซ่อนตัวเองอยู่ภายใต้หนวด แล้วมันยังทำให้คนอื่นๆ ล้อ, หัวเราะ หรือดูแคลน มันทำให้พวกเขาประเมินปัวโรท์ต่ำไป และนั่นก็ทำให้งานในฐานะนักสืบของปัวโรท์ง่ายขึ้น”
มาร์วาน เคนซารี (ปิแอร์ร์ มิเชล – พนักงานรถไฟ): “ถ้าเคนหัวเราะในฉากไหน คุณอาจเห็นเขาพยายามหยุดตัวเอง เพื่อไม่ไปทำลายความงามของหนวด ซึ่งกลายเป็นเรื่องสนุกตามมา เพราะเราพยายามทำให้เขาหัวเราะ”
ครูซ: “วันแรกของการทำงาน ฉันถึงกับปล่อยก๊ากยาวเป็น 10 นาที เมื่อเขามาถึง แล้วฉันก็… ‘ว้าววว!’ เขาเล่าให้ฉันฟังด้วยนะว่า เขามีรถเทรลเลอร์สำหรับหนวดของเขา ทุกวันที่ได้เจอเขา มันโคตรฮา แต่หนวดอันแรกน่ะ สุดๆ ละนั่นล่ะเขาเลย”
เมื่อจบงาน
เดนช์: “อะไรที่พิลึกกึกกือที่สุดก็คือ เราทุกคนอยู่ด้วยกัน มันไม่เหมือนหนังเรื่องอื่น ที่ทุกคนจะมีส่วนคนละนิดคนละหน่อย”
โคลแมน: “รถไฟเหมือนห้องพักผ่อน เราจะออกมาก็ต่อเมื่อพวกเขาทำให้เราออกมา”
ไฟเฟอร์: “จอช แก็ดเป็นคนที่ฮามาก เขาเป็นคนเริ่มเลียนแบบท่าทางของเพเนโลพี ครูซ และก็เลียนแบบฆาเบียร์ บาร์เด็ม (สามีของครูซ)”
แก็ด: “มันเหมือนเข้าค่าย ทุกคนรู้สึกได้ถึงความสนุกสนาน ผมจำได้ว่าเคนเล่นทายปริศนาเชคสเพียร์กับพวกเรา แน่นอนว่าดีเร็คกับจูดีฆ่าคนอื่นตายหมด ผมรู้สึกไร้ค่าสุดๆ เพราะขณะที่พวกเขาพูดบทจากเรื่องของเชคสเพียร์กันปร๋อ ผมพูดได้แค่บทจากหนัง The Goonies แต่เคน, ดีเร็ค และจูดี ไม่มีใครรู้บทพูดของสล็อธที่ว่า ‘Sloth Love Chunks!’ เลยสักคน”
ริดลีย์: “ฉันได้หัดเล่นแบ็คแกมมอน ดีเร็คก็เล่นครอสส์เวิร์ดทุกวัน เขาเป็นเซียนครอสส์เวิร์ด”
ครูซ: “ฉันแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เล่นเกมมนุษย์หมาป่าต้องทำยังไง ฉันมีทีมในมาดริด และทีมในแอลเอ ซึ่งหัวหน้าทีมของเราคือ ลีโอนาร์โด ดิคาพรีโอ คุณต้องขึ้นพูดเพื่อบอกว่า คุณไม่ใช่หนึ่งในพวกหมาป่าที่อยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งออกมาฆ่าผู้คนเมื่อคืนก่อน คุณต้องโกหก, โน้มน้าวคนอื่น และปกป้องตัวเอง ฉันคิดว่ามันเป็นแบบฝึกหัดที่ดีสำหรับอะไรที่เกิดขึ้นในกองถ่าย”
บอยน์ตัน: “แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งในเกมมนุษย์หมาป่าครั้งสุดท้าย ที่บ้าบอมากๆ เพราะเจเจ เอบรามส์ก็อยู่ที่นั่นด้วย จอชจัดการเผาเดซีย์ซะ…”
แก็ด: “การแหย่เดซีย์ของผมเริ่มด้วยการเผยชื่อ The Last Jedi ขณะที่เรากำลังถ่ายทำ ผมคิดว่ามันน่าสนุกดีถ้าเราจะกวนๆ เธอ ในโซเชียลมีเดียทุกคนรู้คำตอบหมดละ แต่ผมคิดว่าเราน่าจะเล่นแรงไปอีกขั้นหนึ่ง ผมทำให้เธอเหมือนตกอยู่ในนรก จากนั้นมันก็กลายเป็นเกมสนุกๆ เมื่อดึงทุกคนเข้ามาร่วมด้วย เป็นเกมที่รวมทุกคนเข้าด้วยกัน ผมหวังว่าเราทุกคนคงได้มีโอกาสร่วมงานกันอีกสักงาน”
จาโคบี: “ผมคิดว่าเราควรจะทำหนังจากหนังสือทุกเรื่องของอกาธานะ”
บรานาห์: “ส่วนหนึ่งของความสนุกก็คือการได้ทำงานกับทีมนักแสดงกลุ่มใหญ่ๆ ขนาดนี้ เดรดิตของหนังก็น่าสนใจ เพราะมันมีทฤษฎีที่ว่า ฆาตกรมักเป็นชื่อที่หกในเครดิตซึ่งฟังดูเป็นไปได้ ผมกำลังคิดว่าจะป่วนเครดิต คงต้องคุยกับฝ่ายกฎหมายของฟ็อกซ์ หรือเราจะมั่วกันเองดี”
จากเรื่อง จากอมตะคลาสสิคนวนิยายสืบสวน กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอภาพยนตร์ MURDER ON THE ORIENT EXPRESS โดย ฉัตรเกล้า นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1244 ปักษ์หลังพฤศจิกายน 2560
















