วันนี้เป็นทั้งวันเกิดของตำนานเพลงรุ่นใหม่ และวันจากไปของตำนานเพลงรุ่นเก่าเจ้าของฉายา ราชาเพลงร็อคแอนด์โรลล์
วันนี้ในโลกดนตรี 16 สิงหาคม 1958: มาดอนนา หลุยส์ เวโรนิกา ชิกโคเน ลืมตามาดูโลกที่เบย์ ซิตี, มิชิแกน หรือที่คนทั่วโลกรู้จักมากกว่าในชื่อ มาดอนนา ศิลปินหญิงที่ขายผลงานได้มากที่สุดตลอดกาล
ด้วยวัย 20 ปี มาดอนนาเดินทางมาที่นิว ยอร์ก หางานทำเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเต้นแบ็กอัปและนักร้องให้กับศิลปินร็อคอยู่หลายราย จนปี 1983 เธอก็ปล่อยอัลบัมชุดแรกชื่อเดียวกับตัวเองออกมา โดยมีเพลงเต้นรำสนุก ๆ “Everybody” เป็นเพลงฮิตในคลับ ขณะที่เพลง “Holiday’ ก็ขึ้นถึงอันดับ 6 ในอังกฤษเมื่อปี 1984 แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอโด่งดังเปรี้ยงปร้างมากนัก จนอัลบัมที่สอง ‘Like A Virgin’ ชื่อของมาดอนนาก็ขึ้นไปอยู่บนยอดสุดของชาร์ต และปรากฏให้โลกรู้ว่า เธอไม่ใช่ศิลปินประเภท “ดังเพลงเดียวดับ”
มาดอนนาขายผลงานได้มากกว่า 300 ล้านเพลงทั่วโลก จนได้รับการประกาศจากกินเนสส์ เวิร์ลด์ เรคอร์ดส์ ว่าเป็นศิลปินหญิงที่ขายผลงานได้มากที่สุดในโลก นอกจากนี้เธอยังเป็นศิลปินเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาร์ต US Billboard Hot 100 รวมทั้งเป็นศิลปินหญิงเดี่ยวที่มีเพลงอันดับ 1 มากที่สุดในออสเตรเลีย, แคนาดา, อิตาลี, สเปน และสหราชอาณาจักร
มาดอนนายังพิสูจน์ตัวเองอีกว่า เธอเป็นมากกว่านักร้องเพลงพ็อป เมื่อสามารถสร้างข้อถกเถียงให้เกิดขึ้นได้ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาพลักษณ์หรือว่าซาวนด์ของงาน แม้ในสายตาของนักวิจารณ์ เธอยังเป็นนักสร้างโอกาสให้กับพรสวรรค์ที่มีในระดับหนึ่งของตัวเองได้อย่างดี ซึ่งเห็นได้ชัดจากงานแสดงที่กลายเป็นเรื่องตลกมาตลอด ซึ่งเธอเองก็ได้รับรางวัลแรซซีอยู่หลายหน จากงานอย่าง ‘Shanghai Surprise’, ‘Who’s That Girl?’, ‘Body of Evidence’, ‘The Next Best Thing’ และ ‘Swept Away’ แต่กับแฟน ๆ เธอคือต้นแบบผู้กล้าที่มีความเป็นตัวของตัวเองที่แสดงให้เห็นผ่านภาพลักษณ์และการแสดงออกในเรื่องเพศ
วันนี้ในโลกดนตรี 16 สิงหาคม 1977: วันสิ้นราชาเพลงร็อค เอลวิส เพรสลีย์ เสียชีวิตที่คฤหาสน์ในเกรซแลนด์ โดยร่างของเขาถูกพบโดยแฟนสาว จินเจอร์ อัลเดน ซึ่งเป็นผลจากการใช้ยาตามใบสั่งของแพทย์มากเกินขนาด ส่งผลให้การทำงานของหัวใจล้มเหลว
ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ออกแถลงการณ์ถึงการจากไปของเอลวิส โดยให้เครดิตเขาว่าเป็น “ผู้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของวัฒนธรรมอเมริกันที่ได้รับความนิยมไปตลอดกาล” โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีศพของเอลวิสมากถึงราว ๆ 80,000 คน ขณะที่คนดังและผู้มีชื่อเสียงมากมายต่างก็พากันพูดถึงความทรงจำที่มีต่อเขา อย่าง เจอร์รี รีด ก็ออกมาบอกว่า “ผมถึงกับใจหาย… ผมไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนที่ดูดีขนาดนี้มาก่อน” ส่วนสตีฟ มาร์ตินบอกว่า “เขาเดินข้าง ๆ ผม แล้วก็มองมาที่ผม จากนั้นก็บอกว่า ‘ไอ้ลูกชาย นายมีอารมณ์ขันแบบลึก ๆ นะ'”
ร่างของเอลวิสในวัย 42 ปี ถูกพบในห้องน้ำของคฤหาสน์เกรซแลนด์ ในสภาพนอนคว่ำหน้าลงไปกับพื้น ซึ่งเป็นผลมาจากอาการหัวใจวาย โดยมีหนังสือ ‘The Scientific Search For Jesus’ อยู่ในห้องน้ำ ถึงจะไม่มีการระบุเอาไว้ในหนังสือรับรองการเสียชีวิต และการใช้ยาตามใบสั่งแพทย์เกินขนาดอาจจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่ก็รู้กันดีว่าสุขภาพของเอลวิสแย่ลงเรื่อย ๆ โดยเจ้าหน้าที่ผู้ทำการชันสูตรศพพบยาถึง 14 ชนิดแตกต่างกันในร่างของเขาคืนวันเสียชีวิต ซึ่งมีทั้ง มอร์ฟีน, แวเลียม และยากล่อมประสาทในกลุ่มของยา ควาลูดส์ (quaaludes) โดยเอลวิสได้จ้างนายแพทย์จอร์จ นิโคปูลอส ซึ่งเป็นที่นิยมใช้งานและรู้จักกันในกลุ่มคนดังในชื่อ ด็อคเตอร์นิค เป็นแพทย์ที่ปรึกษาส่วนตัว เขาคือผู้รับผิดชอบในการสั่งยาเพื่อระงับอาการปวดหรือไม่สบายทั้งหลาย ที่มีหลากหลายขนานให้กับเอลวิส โดยเชื่อว่าด้วยกระบวนการให้ยาอย่างเป็นทางการแบบนี้จะแยกเอลวิสจากพวก “ขี้ยา” โดยทั่วไป และในช่วงเวลาเพียง 8 เดือน ด็อคเตอร์นิคเขียนใบสั่งยาให้เอลวิสใช้รวมกันไม่ว่าจะเป็นเม็ด, ขวดเล็ก หรือฉีด มากกว่า 8,000 รายการ
ในช่วงเวลาที่จากไป เอลวิสเหมือนกับตกอยู่ในเงาของตัวเอง ระยะเวลา 2-3 ปีสุดท้ายสุขภาพของเขาย่ำแย่ต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่ใช้ยาอย่างหนัก ในตอนแรก ๆ ก็เพื่อควบคุมน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น การแสดงของเขาเต็มไปด้วยความผิดพลาด และเอาแน่นเอานอนไม่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ น้ำหนักเองก็พุ่งสูงขึ้นถึงราว ๆ 350 ปอนด์ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังได้รับความสนใจและได้ทำรายการพิเศษทางโทรทัศน์กับสถานีซีบีเอส ซึ่งเป็นช่วงที่สุขภาพของเขาดีขึ้น และการแสดงก็ดูเข้มแข็ง
เวอร์นอน พ่อของเอลวิส พยายามปกป้องชื่อเสียงของลูกชาย ด้วยการปกปิดรายงานผลการชันสูตรศพ ซึ่งระบุว่าเขาใช้ยาจนติดเป็นนิสัย จน 50 ปีผ่านไป ข้อมูลนี้ถึงถูกเปิดเผย แต่เรื่องนี้ก็ส่งผลโดยไม่ได้ตั้งใจให้กับการเติมเชื้อไฟให้กับข่าวลือที่ว่า ราชาร็อคแอนด์โรลล์ “แกล้งตาย” ขณะสภาพแวดล้อมในการเสียชีวิตของเขาก็ไม่ได้มีการถ่ายภาพหรือทำการวิเคราะห์ทางนิติเวช เนื่องจากเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่มีผู้ต้องสงสัย ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าวตามมาอีกหลายทศวรรษ ว่ามีการพบเห็นเอลวิสในสถานที่หลาย ๆ แห่ง ตั้งแต่ที่เกรซแลนด์ไปจนถึงใส่เสื้อยืดในงานคอนเสิร์ตของ Oasis ที่ลอนดอน โดยหนึ่งในภาพถ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่มีชื่อที่สุด ก็คือภาพของเขายืนอยู่หลังประตูกระจกในคฤหาสน์เกรซแลนด์ หลังจากเสียชีวิต
หลักฐานอื่น ๆ ที่บอกว่า เอลวิสยังมีชีวิตอยู่ ยังรวมไปถึงการสะกดชื่อกลางของเขาบนหินเหนือหลุมฝังศพ ซึ่งเขียนไว้ว่า Elvis Aaron Presley – January 8th 1935 – August 16 1997
โดยตลอดชีวิตของเอลวิส เขาจะสะกดชื่อตัวเองว่า “Aron” แต่เขาอยากใช้ “Aaron” เพื่อ “ให้เหมือนกับในคัมภีร์ไบเบิล” ขณะที่ในสูติบัตรสะกดว่า Aaron แต่ครอบครัวเขากลับสะกดว่า Aron เอลวิสเองพยายามที่จะเปลี่ยนแต่ก็ไปรู้ความจริงว่า การสะกดที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ใช้ A สองตัวติดกัน เจ้าหน้าที่แก้ไขการสะกดให้ถูกต้องแล้วเมื่อมีการแจ้งเกิด
มีข่าวการพบเอลวิสเกิดขึ้นในสถานที่ทั่วไปตลอดยุค 1980s และ 1990s ซึ่งเขาไปโผล่ในสถานที่หลากหลายมาก ๆ อาทิ อ็อตตาวา, มิชิแกน และคาลามาซู กระทั่งตอนปลายปี 2016 ก็มีคลิปวิดีโอของผู้ดูแลสนามที่เกรซแลนด์ ในสภาพศีรษะขาวโพลนเผยแพร่ออกมา ซึ่งดูคล้าย ๆ กับราชาเพลงร็อคแต่เป็นในวัย 81ออกมา
งานเพลงแรกที่เอลวิส บันทึกเสียงกับอาร์ซีเอ “Heartbreak Hotel” กลายเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาของเขา เอลวิสยังเล่นภาพยนตร์ถึง 31 เรื่อง เป็นเจ้าของสถิติมีเพลงในชาร์ต US Hot 100 มากที่สุด ถึง 154 เพลง และกลายเป็นศิลปินร็อคแอนด์โรลล์คนแรกที่ได้รับเกียรติให้เป็นภาพบนแสตมป์โดยไปรษณีย์สหรัฐอเมริกา
ให้กำลังใจและสนับสนุนเราได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วแจ้งมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนน้ำใจ
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















