“The Long Run” เพลงที่ถูกใช้เป็นชื่ออัลบัมสุดท้าย (ในช่วงเวลาหนึ่ง) ของอีเกิลส์ (Eagles) เพลงนี้ ถูกตัดเป็นซิงเกิลเมื่อพฤศจิกายน 1979 และไปถึงอันดับ 8 ของชาร์ตบิลล์บอร์ด ฮ็อต 100 ตอนต้นยุค 1980 เขียนโดย ดอน เฮนลีย์ (Don Henley) และเกล็นน์ ฟราย (Glenn Frey)
ซาวนด์ของเพลงถูกมองว่าเป็นการสดุดีให้งานแบบค่ายเพลงสแต็กซ์ (Stax) และดนตรีริธึมแอนด์บลูส์ เมมฟิส โดยตัวเพลงเปิดด้วยไลน์เบสฟังแน่น ๆ และลิคกีตาร์ที่น่าจดจำ เหมาะอย่างมากกับการเป็นซิงเกิล ตัวเพลงเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เคยดีงามกลับกลายเป็นความเน่าเสีย และเมื่อเพลงเดินหน้าไปเรื่อย ๆ เนื้อหาก็เผยให้เห็นความขัดแย้งที่อยู่ภายในของวง ที่เกิดขึ้นตอนช่วงจบยุค 1970 ซึ่งบางความขัดแย้งก็คือ การต้องรับมือกับชื่อเสียง และความต้องการของแต่ละคน รวมถึงจุดเริ่มต้นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และไม่แน่นอนในอุตสาหกรรมดนตรี โดยเนื้อเพลงในช่วงเปิดก็คือ เรื่องอุปสรรคที่วงต้องเผชิญ โดยประโยคสุดท้ายจะว่าไปแล้วก็คือ ข้อความที่ส่งตรงไปยังวงว่า ให้ถึงเวลาที่ต้องยุติกันได้แล้ว
“It was high time I quit / I just couldn’t carry on that way.”
ความโด่งดังของอีเกิลส์ทะยานพุ่งสูงเสียดฟ้าหลัง “Hotel California” กลายเป็นเพลงฮิตในปี 1976 และช่วงเวลาของการใช้ชีวิตแบบร็อค แอนด์ โรลล์ ยุค 70 ก็มาถึง “ใช้ชีวิตให้เร็ว และตายตั้งแต่อายุยังน้อย” เกล็น ฟรายบอกกับดิ อินดิเพนเดนต์ (The Independent) ในปี 1992 “เราใช้ชีวิตด้วยไลฟ์สไตล์แบบ นั่งรถลิโม, บินเครื่องเจ็ตส่วนตัว, นอนโรงแรมชั้นหนึ่ง และผู้คนก็ทำในสิ่งที่คุณบอกพวกเขาให้ทำ” ฟรายเล่า “บวกกับทั้งเฮนลีย์และผมต่างเป็นพวกติดยา ซึ่งไม่ได้ช่วยทำอะไรให้ดีขึ้น การไปสตูดิโอเหมือนกับการไปโรงเรียน ผมเลยไม่อยากไปซะเฉย ๆ”
อุตสาหกรรมดนตรีเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารในช่วงจบทศวรรษ แนวทางดนตรีหลากหลายดาหน้ากันขี้นมาอยู่แถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น พังก์, ซินธ์พ็อป และอีกหลาย ๆ แนวเพลง พากันครองอันดับในชาร์ต ทัศนคติแบบร็อค แอนด์ โรลล์ และการวางท่าแบบศิลปินยุค 70 ถูกแทนที่ด้วยขบถแบบ 80, ดนตรีนิวเวฟ อีเกิลส์เริ่มกังวลกับการค้นหาตัวเองในลังใส่ของถูกทิ้ง ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจ
ดอน เฮนลีย์ บอกกับโรลลิง สโตน)Rolling Stone) ในปี 2016ว่า “The Long Run” แต่งขึ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งในการตอบโต้บทความของสื่อ ที่บอกว่า อีเกิลส์ ‘เชย’ ไปแล้ว ขณะที่ดนตรีดิสโกกำลังครองชาร์ต และดนตรีพังก์กำลังมา รวมทั้งเขียนถึงความเปลี่ยนแปลงในแวดวงดนตรี ซึ่งกลายเป็นที่มาของเนื้อร้องอย่าง “People talking about us They got nothin’ else to do”
“เราเริ่มมองเห็นบทความเกี่ยวกับพวกเรา ที่บอกว่าเราเชย ล้าสมัยไปแล้วยังไง” เฮนลีย์ กล่าว เขายังพูดอีกด้วยว่า ความย้อนแย้งยังเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้ เพราะขณะที่พูดถึงความอยู่ยงคงกระพันและคนรุ่นลูกรุ่นหลาย แต่วงกลับอยู่ในสถานการณ์ “กำลังแตกเป็นเสี่ยง ๆ ล่มสลายภายใต้ความกดดันจากการพยายามทำงานที่มีค่าพอ ต่อจาก ‘Hotel California’” เช่นที่เนื้อร้องท่อนหนึ่งบอกเอาไว้ “Who is gonna make it/ We’ll find out in the long run”
ด้วยความกดดันจากความสำเร็จของอัลบัมชุดก่อนหน้า ทำให้ ‘The Long Run’ ต้องใช้เวลาในการทำงานถึง 3 ปี ท้ายที่สุด อีเกิลส์ตั้งใจทำงานชุดนี้เป็นอัลบัมคู่ แต่แล้วก็กลายมาเป็นงานแผ่นเดี่ยว “มันเป็นการทำอัลบัมที่เจ็บปวดเหลือเกิน” เฮนลีย์ บอกกับเว็บไซต์ คลาสสิค ร็อก (Classic Rock) ในปี 2020 “เรามีเรื่องกันตลอดเวลาเรื่องการทำเพลง ทะเลาะกันใหญ่โตเรื่องคำแค่คำ ๆ เดียวเป็นวัน ๆ กว่าจะจบ การทำงานใช้เวลาถึง 3 ปี และหมดงบไป 800,000 เหรียญสหรัฐฯ แล้วเราก็หมดทุกอย่าง”
หนึ่งปีต่อมา ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นของวงก็จบลงเมื่อพวกเขาแยกทางกันในปี 1980 ก่อนที่จะกลับมารวมตัวกันอีกในปี 1994
วิลเลียม รูห์ลแมนน์ (William Ruhlmann) นักวิจารณ์เพลง บอกว่าทั้งอัลบัมและเพลงที่เป็นชื่อชุดต่างเป็น “ความน่าผิดหวังครั้งใหญ่” โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่า “น่าทึ่งมาก ๆ กับเรื่องที่บอกกันว่า ‘The Long Run’ ถูกวางเอาไว้ให้เป็นอัลบัมคู่ ก่อนหน้าที่จะตัดให้เหลือแค่แผ่นเดียว ถ้าเพลงพวกนี้คืองานที่เก็บไว้ แล้วเพลงที่โดนดีดทิ้งล่ะ มันจะออกมาเป็นยังไง?” เขากล่าว
ขณะที่ทางวงและอัลบัมโดนคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างจัง ๆ ซิงเกิลนี้กลับเป็นหนึ่งในเพลงท็อปเทนของอีเกิลส์ ทำยอดขายระดับแผ่นแพลทินัมในปีเดียวกับที่วางจำหน่าย “The Long Run” เป็นซิงเกิลที่ 2 จากทั้งหมด 3 ซิงเกิลของอัลบัม ซึ่งเริ่มด้วย “Heartache Tonight” ที่ขึ้นอันดับ 1 ชาร์ตบิลล์บอร์ด ฮ็อต 100 เดือนพฤศจิกายน 1979 และ “I Can’t Tell You Why” ที่ขึ้นอันดับ 8 ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1980
ส่วนตัวอัลบัมก็ทำยอดขายได้ถึง 7 แผ่นแพลทินัมในปีถัดมา และขายได้มากกว่า 8 ล้านก็อปปีเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
มาถึงวันนี้ ดิ อีเกิลส์ ยังคงเป็นหนึ่งใน 20 ศิลปินขายดีทั่วโลกตลอดกาล ซึ่งเป็นคำตอบ ต่อคำถาม “Who is gonna make it We’ll find out in the long run” ได้อย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจนในที่สุด
SONG ID
เพลง: “The Long Run” ศิลปิน: The Eagles
ซิงเกิลจากอัลบัม: ‘The Long Run’ ของ The Eagles
เพลงหน้าบี: “The Disco Strangler”
ออกจำหน่าย: 27 พฤศจิกายน 1979
แนวเพลง: ร็อก
ความยาว: 3:42 นาที
สังกัด: อะไซลัม
ผู้แต่ง: ดอน เฮนลีย์, เกล็นน์ ฟราย
โปรดิวเซอร์: บิลล์ ซิมซิก
เป็นกำลังใจให้เราได้ ด้วยการสนับสนุนทางการเงินที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วส่งสลิปการโอนมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนคำขอบคุณ
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่
















