1954: วันเกิดของแนนซี วิลสัน นักดนตรี, นักร้อง, นักแต่งเพลง ชาวอเมริกัน หนึ่งในสมาชิกของวง Heart
แนนซีกับฮาร์ต มีเพลง “These Dreams” เป็นเพลงอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1986 และมีเพลง “Alone” เป็นเพลงอันดับ 1 ในสหรัฐฯ และอันดับ 3 ในอังกฤษ ปี 1987
1959: วงดู-ว็อป – The Platters มีเพลงขึ้นอันดับ 1 บนเกาะอังกฤษเป็นเพลงแรก และเป็นเพลงเดียวของพวกเขา จากเพลง “Smoke Gets In Your Eyes” ที่ยังเป็นเพลงอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
เพลงนี้จริง ๆ แล้วเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อการแสดง โดยนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เจโรม เคิร์น และเขียนเนื้อร้องโดย อ็อตโท ฮาร์บัค ใช้กับละครเพลงเรื่อง ‘Roberta’ เมื่อปี 1933 โดยพอล ไวต์แมน เป็นนักร้องคนแรกที่นำเพลงนี้มาบันทึกเสียงในปี 1934
1968: เพลง “(Sittin’ On) The Dock Of The Bay” ของโอทิส เรดดิง ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงฮิตของสหรัฐอเมริกา กลายเป็นเพลงแรกในประวัติศาสตร์ ที่ขึ้นอันดับยอดสุดของชาร์ตหลังการเสียชีวิตของศิลปิน โดยเรดดิงจากไปด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1967 เพลงนี้แต่งขึ้นและบันทึกเสียงก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน
เรดดิงนั่งอยู่ที่ ท่าเทียบเรือของอ่าวซาน ฟรานซิสโกจริง ๆ ตอนที่เขาคิดเนื้อร้องที่ว่า “I watch the ships come in and I watch them roll away again” ขึ้นมาได้ จากนั้นก็เอาไอเดียที่มีไปเสนอสตีฟ คร็อปเปอร์ โปรดิวเซอร์ของค่ายเพลง สแต็กซ์ เรคอร์ดส์ ที่ร่วมแต่งเนื้อร้องที่เหลือกับเรดดิง โดยคร็อปเปอร์ทำให้เพลงนี้เป็นเรื่องชีวิตของเรดดิง เขามาจากเมืองเล็ก ๆ ในจอร์เจีย แล้วกลายมาเป็นศิลปินนำในงานฟิลล์มอร์ เวสต์ ที่โด่งดังในซาน ฟรานซิสโก “I left my home in Georgia, headed for the ‘Frisco bay” เนื้อร้องว่าเอาไว้ คร็อปเปอร์ยังเป็นมือกีตาร์ให้กับวง Booker T. & the MG’s ซึ่งเป็นวงประจำค่ายของสแต็กซ์ ที่เล่นแบ็คอัปในเพลงนี้ให้เรดดิง
เรดดิงเจ้าของฉายา ราชาแห่งเพลงโซล กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของสังกัด และพร้อมที่จะบินสูงต่อไปอีก ตอนจากไปที่ด้วยวัยเพียง 26 ปี คร็อปเปอร์ที่รู้ข่าวการเสียชีวิตของเรดดิง ระหว่างออกทัวร์กับบุกเกอร์ ที. แอนด์ เดอะ เอ็มจี’ส ตัดสินใจกลับเข้าสตูดิโอ มิกซ์เพลงนี้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่ร่างของเรดดิงจะถูกพบ และปล่อยออกวางจำหน่ายในวันที่ 8 มกราคม 1968
“(Sittin’ On) The Dock Of The Bay” กลายเป็นเพลงอันดับ 1 ในชาร์ต ฮ็อต 100 เพลงเดียวของเรดดิง โดยอยู่ในอันดับ 1 ถึง 5 สัปดาห์ และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ นี่คือเพลงอาร์แอนด์บี อันดับ 1 เพลงเดียวของเขา ในงานประกาศรางวัลแกรมมี 1969 “(Sittin’ On) The Dock Of The Bay” ก็คว้ามาได้ถึง 2 รางวัล
ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่สงบ และเกิดสงครามเวียตนาม เพลงนี้กลายเป็นงานที่เปรียบได้กับแหล่งน้ำกลางทะเลทรายอันแสนสงบในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยปัญหา เป็นเพลงที่เข้าถึงจิตใจ และเป็นงานที่ผ่อนคลายสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยการที่เรดดิงนั่งอยู่พร้อมกับความคิดคำนึง ที่ปิดกั้นไม่ให้เรื่องราวในโลกกว้างเข้ามาวุ่นวาย
ตอนใกล้ ๆ จะจบเพลง ที่เรดดิงไม่ได้ร้องอะไรออกมาและผิวปากแทน จริง ๆ แล้วแผนเดิมก็คือ ใส่เนื้อร้องเข้ามาแต่เขาเสียชีวิตก่อนที่จะได้แต่งให้เรียบร้อย
1970: แทมมี เทอร์เรลล์ จากไปด้วยวัยเพียง 24 ปี เนื่องจากอาการแทรกซ้อนจากมะเร็งสมอง แม้จะมีช่วงชีวิตที่แสนสั้น แต่เทอร์เรลล์ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องระดับแถวหน้าของโมทาวน์ เรคอร์ดส์ ในช่วงยุค 1960s
ชื่อจริง ๆ ของเทอร์เรลล์ คือ โธมาซินา วินิเฟร็ด มอนต์โกเมอรี่ เกิดที่ฟิลาเดลเฟีย โดยเริ่มทำงานเป็นนักร้องตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น โดยใช้ชื่อในการทำงานว่า แทมมี มอนต์โกเมอรี ให้กับ ค่ายเพลงเดอะ แวนด์, ทราย มี และเช็คเกอร์ แล้วก็เป็นนักร้องแบ็คอัปให้กับเจมส์ บราวน์ แม้จะเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินเดี่ยวจากเพลงดัง ๆ 2-3 เพลง แต่งานที่ทำให้เธอโด่งดังก็คือเพลงที่ร้องคู่กับมาร์วิน เกย์ ที่ทั้งคู่ร้องเพลงร่วมกันตั้งแต่ปี 1967 โดยเฉพาะ 2 เพลงอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงอาร์แอนด์บีของสหรัฐอเมริกาในปี 1968 “Ain’t Nothing Like The Real Thing” และ “You’re All I Need To Get By” รวมถึงเพลงที่ติดท็อป 40 อยู่นาน อย่าง “Ain’t No Mountain High Enough” และ “Your Precious Love” เพลงฮิตอันดับ 5 เมื่อปี 1967 ในสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1967 เทอร์เรลล์ล้มบนเวทีเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของมาร์วิน เกย์ ระหว่างแสดงคอนเสิร์ตที่แฮมป์ทัน, เวอร์จิเนีย และหลังการจากไปของเทอร์เรลล์ เกย์แสดงปฏิกริยาออกมา ด้วยการหยุดเล่นคอนเสิร์ตนานถึง 4 ปี และปลีกตัวออกจากสังคม
เทอร์เรลล์เข้ารับการผ่าตัดถึง 8 ครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนหน้าที่จะพ่ายแพ้ต่ออาการป่วย
1991: เอ็ดดี แวน เฮเลน และภรรยาวาเลอรี เบอร์ติเนลลี ให้กำเนิดลูกชาย โวล์ฟกัง แวน เฮเลน ที่กลายมาเป็นมือเบสของ Van Halen ในเวลาต่อมา
2015: แซม สมิธขวางมาดอนนาไม่ให้มีอัลบัมอันดับ 1 บนเกาะอังกฤษชุดที่ 12 ในการทำงานได้สำเร็จ
โดยอัลบัมชุดล่าสุดของมาดอนนา ‘Rebel Heart’ มีโอกาสอย่างมากที่จะขึ้นสู่อันดับ 1 ของชาร์ตตลอดสัปดาห์ แต่แล้วอัลบัมชุด ‘In the The Lonely Hour’ ของสมิธ ก็ดอดมาแซงที่ 1 ได้ในนาทีสุดท้าย ด้วยยอดขายที่มากกว่า ‘Rebel Heart’ แค่ 12,000 หน่วย
ท้ายที่สุด ‘In The Lonely Hour’ สามารถครองอันดับ 1 ได้ถึง 6 สัปดาห์ แบบไม่ติดต่อกัน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติสูงสุดสำหรับศิลปินเดี่ยวชาย
เป็นกำลังใจให้เราด้วยการสนับสนุนได้ที่ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลข 100-2-10283-4 แล้วส่งสลิปการโอนมาที่กล่องข้อความของเพจ sadaos หรือที่อีเมล shopsadaos@gmail.com เพื่อรับของขวัญแทนคำขอบคุณ
ติดตามอ่านเรื่องราว ข่าวสาร ชมตัวอย่าง ชมคลิป ชม MV อ่านวิจารณ์หนังและเพลง ได้ด้วยการกดไลค์เพจสะเด่าส์ ได้ที่นี่















