ความสำเร็จของ ‘Thriller’ ซึ่งเป็นอัลบัมที่ขายดีที่สุดในโลก เป็นเรื่องที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสานต่อด้วยความสำเร็จ แต่ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) ปล่อยอัลบัม ‘Bad’ ในอีก 5 ปีต่อมา ด้วยกรรมวิธีเดียวกันกับที่เคยใช้ใน ‘Thriller’ ใช้กระบวนการทำงานของอัลบัมชุดนั้นเป็นฐาน แล้วขยับขยายเนื้องานให้กว้างขึ้นเล็กน้อย หากก็มองเห็นได้ชัดเจน ซึ่งที่เห็นก็คือ แจ็คสันเดินเข้ามาลึกขึ้นในโลกของฮาร์ด ร็อค, มีความซาบซึ้งในแบบงานสำหรับผู้ใหญ่ร่วมสมัยมากขึ้น และไปไกลกว่าเดิมในทางของเพลงเต้นรำ

ผลลัพธ์ก็คือ อัลบัมชุดแรกในประวัติศาสตร์ที่มีมีซิงเกิลขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตต่อเนื่องกัน 5 เพลง เริ่มจาก “I Just Can’t Stop Loving You”, “Bad”, “The Way You Make Me Feel”, “Man in the Mirror” และ “Dirty Diana” ตัวอัลบัมขายได้ถึง 30 ล้านก็อปปีทั่วโลก เฉพาะอเมริกาก็ขายไปกว่า 8 ล้านก็อปปี ด้วยตัวเลขนี้หลายคนอาจมองว่าเป็นความสำเร็จ แต่กับแจ็คสัน อัลบัมที่ออกต่อจากมหางานเพลง ‘Thriller’ ที่ขายไป 100 ล้านก็อปปี แล้วก่อนหน้านั้นเป็น ‘Off the Wall’ อัลบัมยอดขายระดับ 20 ล้านก็อปปี เขามั่นใจกับ ‘Bad’ มาก ถึงกับตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องขายได้ถึง 100 ล้านก็อปปี
แม้จะทำได้ไม่เข้าเป้า แต่ใครบ้างกล้าบอกว่า งานเดี่ยวชุดที่ 2 ของเขานับตั้งแต่ออกจาก เดอะ แจ็คสัน ไฟว์ (The Jackson 5 – Off the Wall ออกมาโดยเขายังอยู่ในวง) ชุดนี้คือความล้มเหลว
แน่นอนว่า ความคาดหวังที่มีต่ออัลบัมมีสูงมากและยิ่งสูงขึ้นไปอีก เมื่อมีข่าวว่าแจ็คสันจะร้องเพลง “Bad” คู่กับพรินซ์ (Prince) และมีเพลงหนึ่งที่จะร้องกับ วิทนีย์ ฮุสตัน (Whitney Houston) หรือ อารีธา แฟรงคลิน (Aretha Franklin) หรือ บาร์บรา สไตรแซนด์ (Barbra Streisand) แต่ในที่สุดไม่มีศิลปินเหล่านี้ในอัลบัมเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อออกวางตลาด ก็มีการทำการตลาดอย่างหนัก โดยช่วงที่ ‘Bad’ วางขายก็มีรายการพิเศษเกี่ยวกับชีวิตแจ็คสัน ‘The Magic Returns’ ออกอากาศทางช่องซีบีเอส ซึ่งในตอนจบรายการก็มีการเปิดตัวมิวสิกวิดีโอเพลงแรกของอัลบัม ซึ่งเป็นเพลงที่เป็นชื่อชุด “Bad” โดยเป็นฝีมือการกำกับของหนึ่งในสุดยอดผู้กำกับของวงการ มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) และหนึ่งในนักแสดงหลักก็คือ เวสลีย์ สไนปส์ (Wesley Snipes) ที่ต่อมากลายเป็นซูเปอร์สตาร์หนังแอ็กชันในยุคหนึ่ง
ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาด ที่มีแฟรงค์ ดิลีโอ (Frank DiLeo) เป็นหัวเรือใหญ่ นอกจากรายการพิเศษ มิวสิกวิดีโอฝีมือของผู้กำกับระดับท็อป ยังมีหนังมินิ-มูฟวี ‘Moonwalker’ ซึ่งทำออกมาเป็นภาพยนตร์รวมมิวสิกวิดีโอขนาดยาวของเพลงจากอัลบัม ‘Bad’ โดยมีการเชื่อมเรื่องราวเข้าด้วยกันหลวม ๆ อาทิ “Speed Demon”, “Leave Me Alone”, “Man in the Mirror” และ “Smooth Criminal” ตัวหนังออกฉายในเดือนตุลาคม 1988 ประสบความสำเร็จสวยงาม ทำเงินถึง 67ล้านเหรียญสหรัฐ จากทุนสร้าง 22 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยยังไม่นับโอกาสที่ทำให้อัลบัม ‘Bad’ ได้รับความสนใจมากขึ้น มีวิดีโอเกมชื่อเดียวกัน และอิงเรื่องราวจากหนังมาจับกลุ่มแฟนเพลงเด็ก ๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการออกทัวร์สนับสนุนอัลบั้ม Badซึ่งทำเงินไปถึง 125 ล้านเหรียญ

ไมเคิล แจ็คสัน กับควินซี โจนส์
หลังร่วมงานกับควินซี โจนส์ (Quincy Jones) มาตั้งแต่ ‘Off the Wall’ ‘Bad’ เป็นการทำงานร่วมกันคำรบสามของทั้งคู่ โดยตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย โจนส์นั่งเก้าอี้โพรดิวเซอร์ใหญ่ แจ็คสันร่วมโพรดิวซ์ โดยเขาเริ่มทำเดโมเพลงในอัลบัมนี้ หลังทัวร์หนสุดท้ายของ เดอะ แจ็คสันส์ (The Jacksons ชื่อของเดอะ แจ็คสัน ไฟว์ ที่ใช้ในช่วงท้ายของการทำงาน) ‘1984 Victory Tour’ เสร็จสิ้นแค่ไม่กี่เดือน แล้วพัฒนาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นตอนพฤศจิกายนปี 1986 เริ่มเข้าห้องบันทึกเสียงต้นเดือนมกราคม 1987 และเสร็จสิ้นวันที่ 9 กรกฎาคมปีเดียวกัน ที่ห้องอัดเวสต์เลก ซึ่งมีการสร้างเวทีพิเศษด้วยไม้ในห้องอัด เพื่อแจ็คสันจะได้เต้นไปด้วยขณะบันทึกเสียง
ที่น่าสนใจก็คือ นี่เป็นการทำงานในช่วงพีกสุด ๆ ของแจ็คสันจริง ๆ เมื่อเขาแต่งเพลงสำหรับงานชุดนี้เอาไว้ถึง 60 เพลง และบันทึกเสียงไป 30 เพลง ตอนแรกแจ็คสันตั้งใจจะปล่อย ‘Bad’ เป็นอัลบัมแบบ 3 แผ่น แต่โจนส์ดักคอเอาไว้ก่อน และแนะนำว่าต้องตัดเพลงเหลือ 10 เพลง เพื่อทำเป็นงานแผ่นเดี่ยว หากอัลบัมฉบับซีดีก็มี “Leave Me Alone” ซึ่งตัดเป็นซิงเกิลในเวลาต่อมาแถมเข้ามาด้วย โดยจาก 11 เพลงที่หลงเหลือในอัลบัม เป็นเพลงที่แจ็คสันแต่งและร่วมแต่งรวมกันถึง 9 เพลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามีอิสระในการทำงานมากขนาดไหน และน่าจะมากกว่าที่เคยเป็นใน ‘Off the Wall’ และ ‘Thriller’ แล้วด้วยจำนวนเพลง การมีส่วนร่วมขนาดนี้ มองอีกมุมหนึ่ง ‘Bad’ ก็คือ โพรเจ็คท์ส่วนตัวแบบจัดเต็ม 100% ของไมเคิล แจ็คสันนั่นเอง

Moonwalker หนังมินิ-มูฟวี่ ที่ทำขึ้นเพื่อโปรโมท (และหารายได้เพิ่ม) อัลบัม Bad
เนื้อหาของเพลงในอัลบัมจะเกี่ยวพันกับเรื่องความหวาดระแวง, ความรัก และการปรับปรุงตัวเอง นี่คืองานที่แจ็คสันกำลังพาทุกอย่างจาก ‘Thriller’ ไปสู่ขีดสุดของตัวเอง เป็น ‘Thriller’ ที่ประณีต บรรจงมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เว้นแต่ว่าเป็นความสำเร็จที่ไม่ทำให้รู้สึกเร้าใจ แม้ในมุมมองของนักวิจารณ์จะมองว่า อัลบัมชุดนี้คืองานที่ดีหากไม่มี ‘Thriller’ แล้วก็มีซิงเกิลทีเด็ดพอฟัดพอเหวี่ยงกับเพลงจาก ‘Thriller’ ได้ แค่ “Bad”, “The Way You Make Me Feel” และ “I Just Can’t Stop Loving You” มีงานที่ยอดแต่ไม่ถึงกับเยี่ยมแบบ “Smooth Criminal” และเพลงระดับมาตรฐานของแจ็คสัน “Man in the Mirror” และ “Dirty Diana”
แต่แค่ระดับมาตรฐานของแจ็คสันในวันที่พีกสุด ๆ ก็คือเป้าหมายที่ศิลปินในยุคนั้นใฝ่ฝันถึง และเป็นอัลบัมที่ก่ออิฐถือปูนสร้างความแข็งแรง ให้กับการเป็นหนึ่งในศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในทศวรรษที่ 80 ของเจ้าตัว เป็นหนึ่งในงานชั้นเยี่ยมของเขาอีกชุดที่อาจเป็นรองก็แค่ ‘Thriller’ หลักฐานยืนยันก็คือมีเพลงถึง 9 เพลงถูกตัดเป็นซิงเกิล หนึ่งเพลงเป็นแค่ซิงเกิลโพรโมต หนึ่งเพลงถูกตัดเป็นซิงเกิลนอกอเมริกา 7 เพลงติดท็อป 20 ของชาร์ต และแน่นอนอย่างที่บอกไว้ข้างต้น มี 5 เพลงขึ้นอันดับ 1 ติดต่อกัน เพลงเดียวในอัลบัมที่ไม่ถูกตัดเป็นซิงเกิลหรือทำมิวสิกวิดีโอก็คือ “Just Good Friends”
‘Bad’ วางขายในสหรัฐอเมริกา 31 สิงหาคม 1987 และขึ้นอันดับ 1 ทันทีในสัปดาห์แรก ก่อนเกาะเอาไว้เหนียวแน่นอยู่นาน 6 สัปดาห์ ตัวอัลบัมอาจประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกาไม่มากนัก เมื่อขายได้เพียง 8 ล้านก็อปปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ‘Thriller’ แต่กับตลาดต่างประเทศ ‘Bad’ ประสบความสำเร็จมหาศาล เป็นอัลบัมขายดีนอกสหรัฐอเมริกาตลอดกาลอันดับ 2 เป็นรองเพียง ‘Thriller’ โดยจากการสำรวจในปี 2012 ‘Bad’ ขายได้ถึง 30 – 45 ล้านหน่วย
นอกจากความสำเร็จเรื่องยอดขายและความนิยม ‘Bad’ ยังเข้าชิงรางวัลแกรมมีถึง 6 สาขา และได้มา 2 รางวัล รวมทั้งถูกจัดให้อยู่ที่อันดับ 43 ของ 100 อัลบัมยอดเยี่ยมตลอดกาลของคนยุคเอ็มทีวี จากการจัดอันดับในปี 2009 โดยสถานีวีเอชวัน และเป็นอัลบัมอันดับ 202 ใน 500 สุดยอดอัลบัมตลอดกาลของนิตยสารโรลลิง สโตน
ในเวลาต่อมาหลาย ๆ เพลงจาก ‘Bad’ ไม่ใช่แค่ยังคงถูกเปิด ได้รับความนิยมจากแฟนเพลงรุ่นหนึ่ง ไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง แต่ยังถูกนำไปคัฟเวอร์โดยศิลปินรุ่นใหม่มากมาย ที่โดดเด่นก็อย่าง เอเลียน แอนท์ ฟาร์ม (Alien Ant Farm) กับ ‘Smooth Criminal’ เมื่อปี 2001, ‘The Way You Make Me Feel’ โดย ชาคายา (Shakaya) ในปี 2003 และที่เริ่ดเป็นพิเศษก็คือ ฉบับล้อเลียนจากปี 1988 “Fat” ของ “เวียร์ด อัล” ยานโควิค (“Wierd Al” Yankovich) ซึ่งตัวมิวสิกวิดีโอถึงขั้นคว้ารางวัลแกรมมีมาครอง

อัลบั้ม Bad 25 ที่ทำขึ้นในวาระครบรอบ 25 ปีของอัลบั้ม Bad
เมื่อปี 2012 ปีที่อัลบัม ‘Bad’ ครบรอบ 25 ปี มีการออกอัลบัมในวาระพิเศษนี้ เมื่อ 18 กันยายน 2012 โดยใช้ชื่อ ‘Bad 25’ ซึ่งในอัลบัมนอกจากเพลงในอัลบัมฉบับดั้งเดิม ยังเติมงานเดโมที่แจ็คสันทำไว้ตอนทำงานชุดนี้เข้ามา รวมถึงงานรีมิกซ์และเพลงจากอัลบัมฉบับดั้งเดิมเวอร์ชันพิเศษ เช่น “I Just Can’t Stop Loving You” ภาษาสเปนและฝรั่งเศส ตัวอัลบัมก็ทำออกมาหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นฉบับธรรมดาซีดีแผ่นคู่, ฉบับดีลักซ์ ที่บวกซีดีบันทึกการแสดงสดที เวมบลีย์ สเตเดียม เมื่อ 16 กรกฎาคม 1988 กับดีวีดีคอนเสิร์ตเพิ่มเข้ามา, ฉบับดีลักซ์สำหรับนักสะสม ซึ่งประกอบด้วยอัลบัมฉบับดีลักซ์ + เสื้อทีเชิร์ต+ หูฟัง + แผ่นเสียงซิงเกิล “I Just Can’t Stop Loving You” ที่มีหมายเลขกำกับ และของที่ระลึกจาก ‘Bad World Tour’ ที่ทำขึ้นมาใหม่ เป็นต้น
สำหรับคอแผ่นไวนีล ก็มีแผ่นไวนีล 189 กรัมให้เลือก และบางประเทศเช่น ฮ่องกงหรือญี่ปุ่น ก็จะมีอัลบัม ‘Bad 25’ ฉบับเฉพาะของประเทศตัวเองด้วย
ไม่ใช่แค่ปล่อยอัลบัมพิเศษในวาระพิเศษ ถ้า ‘Bad’ ฉบับดั้งเดิมมีการวางแผนการตลาดอย่างดีเพื่อให้เป็นอัลบัมที่ “พร้อม” ประสบความสำเร็จ ‘Bad 25’ ก็มีการทำการตลาดที่หนักหน่วงเอาการสำหรับอัลบัมที่นำมาออกใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ทำแคมเปญจน์ร่วมกับเป็ปซี่ มีหนังสารคดี ‘Bad 25’ ซึ่งกำกับโดย สไปค์ ลี (Spike Lee) ที่ฉายรอบปฐมทัศน์ในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ ครั้งที่ 69 เมื่อเดือนสิงหาคม และออกอาการทางเอบีซี ในเดือนพฤศจิกายน ตัวหนังจะมีภาพเบื้องหลังการทำงาน เบื้องหลังคลิปของเพลงในอัลบัม และการให้สัมภาษณ์ของผู้เกี่ยวข้องกับการทำอัลบัม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เชอรีล โครว (Sheryl Crow) ที่เป็นนักร้องแบ็คอัป และร้อง “I Just Can’t Stop Loving You” คู่กับแจ็คสันตลอด ‘Bad World Tour’ แล้วยังมีศิลปินรุ่นใหม่ เช่น ซีโล กรีน (CeeLo Green) มาพูดถึงอิทธิพลของ ‘Bad’ ที่มีต่อตัวเอง ตอนเดือนกันยายน 2012 ก็มีรายการพิเศษความยาว 2 ชั่วโมง ‘Bad 25: The Short Films of Michael Jackson’ ออกอากาศให้ชม
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการตัดเพลงในอัลบัม ‘Bad 25’ เป็นซิงเกิลอีก 3 เพลง “I Just Can’t Stop Loving You/ Don’t Be Messin’ ‘Round”, “Bad (Afrojack Remix) (DJ Buddha Edit)” และ “I’m So Blue” ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของอัลบัมต้นฉบับ ที่เป็นการตอกย้ำความสำเร็จของไมเคิล แจ็คสัน และสถาปนาตัวเขาให้กลายเป็น “ราชาเพลงพ็อป” โดยสมบูรณ์ อีกที
ALBUM PROFILE
อัลบั้ม: Bad ศิลปิน: ไมเคิล แจ็คสันเดอะ เคียวร์ แนวเพลง: ป็อป, อาร์แอนด์บี, ร็อค, ฟังค์, แดนซ์-ป็อป ออกจำหน่าย: 31 สิงหาคม 1987 บันทึกเสียง: 5 มกราคม – 9 กรกฎาคม 1987 ที่ เวสท์เลค เรคอร์ดิง สตูดิโอ ความยาวของอัลบั้ม: 48:16 สังกัด: เอพิค โปรดิวเซอร์: ควินซี่ โจนส์ ซิงเกิ้ล: I Just Can’t Stop Loving You (20 กรกฎาคม 1987), Bad (7 กันยายน 1987), The Way You Make Me Feel (9 พฤศจิกายน 1987), Man in the Mirror (9 มกราคม 1988), Dirty Diana (18 เมษายน 1988), Another Part of Me (11 กรกฎาคม 1988), Smooth Criminal (24 ตุลาคม 1988), Leave Me Alone (13 กุมภาพันธ์ 1989), Liberian Girl (3 กรกฎาคม 1989)
จากเรื่อง BAD งานตอกย้ำความสำเร็จด้วยความสำเร็จของไมเคิล แจ็คสัน โดย ลุงทอย คอลัมน์ CLASSIC ALBUM นิตยสาร Hip















