การกลับมาแบบยกเครื่องใหม่ของหนังตะลุยอวกาศ – Star Trek สองเรื่อง จากผลงานการกำกับของเจ.เจ. เอบรามส์ ให้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด หนังได้ใจคนรุ่นใหม่ และไม่เสียคนรุ่นเก่า กับวาระครบรอบ 50 ปีของหนัง ยานเอนเตอร์ไพรส์จะ ‘โจน’ อีกครั้ง ด้วยการร่วมมือกันของทีมงานรุ่นใหม่ ไซมอน เพ็กก์ – ผู้เขียนบท และจัสติน ลิน ผู้กำกับ ที่สร้างชื่อมาจากหนังชุด Fast & Furious
ปี 1979 เด็กชายวัย 8 ขวบคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ตื่นเต้นไปกับการเดินทางของกัปตันเคิร์คและลูกเรือยานยูเอสเอส เอนเตอร์ไพรส์ ที่กำลังลงจอดบนดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่ไหนสักแห่ง ที่ไม่มีใครเคยพบมาก่อน เด็กชายคนนั้นไม่รู้เลยว่า เขากำลังดูรายการที่การออกอากาศหนแรก เกิดขึ้นกว่าทศวรรษมาแล้ว นี่คือการนำกลับมาฉายใหม่ หลังถูกยกเลิกการสร้างไปเมื่อปี 1969 โดยเครือข่ายที่ไม่ได้ให้ความสนใจ และเขาก็ยังไม่รู้หรอกว่า ในอีก 50 ปีข้างหน้า หลังจากที่เคิร์คและสป็อคปรากฏตัวเป็นครั้งแรก วิสัยทัศน์ใหม่ๆ ของเขานี่ละ ที่จะมารับผิดชอบการเล่าเรื่องที่แสนยาวไกลของหนังเรื่องนี้
“เราเพิ่งอพยพกันมาจากไต้หวัน” จัสติน ลิน เล่าย้อนความทรงจำเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ที่เขาแหมะอยู่หน้าจอทีวีของพ่อกับแม่ “ผมมาจากสถานที่ ที่มีลุง มีป้า แล้วก็ญาติๆ มาสู่โลกใหม่ ซึ่งผมพูดภาษาของพวกเขาไม่ได้ มีแค่พ่อ-แม่ กับพี่ๆ น้องๆ อีกสองคนให้คุยด้วย การได้ดู Star Trek กลายเป็นขยับขยายครอบครัวของออกไป”
เรื่องราวแบบนี้ ก็คล้ายๆ กับที่เคยถูกเล่าโดยเจ.เจ. เอบรามส์ ในตอนที่เขาเซ็นสัญญาเพื่อปลุกชีพหนัง Star Trek ขึ้นมาใหม่ในปี 2009 เขาเผยว่า พ่อเป็นคนพาเขาไปหนัง Star Trek: The Motion Picture รอบปฐมทัศน์ ตอนที่ยังเป็นเด็กๆ แต่ขณะที่เอบรามส์ยอมรับว่าตัวเองเป็นพวก Star Wars ที่หัวใจ ลินกลับเติบโตมาด้วยความรักที่มีต่อเคิร์คและเพื่อนพ้อง ซึมซับการฟื้นคืนชีพของ Star Trek มามากมายมหาศาล จากตอนไพล็อตของซีรีส์ต้นฉบับ ไปจนถึง Voyager และอีกมากมาย จนทำให้ผู้คนในเรื่องไม่ใช่แค่ตัวละครสำหรับเขา “บางครั้งสิ่งที่มีพลังมากที่สุด เกี่ยวกับพวกร่างทรงต่างๆ ในทีวี ไม่ใช่ว่าคุณเห็นพวกเขาทำอะไร เป็นยังไง แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ที่เชื่อมถึงกันได้” เขาบอก “มันพุ่งตรงออกมานอกจอ”
ในอีกแง่หนึ่ง ลินคือผู้สานต่อที่สมบูรณ์แบบสำหรับ Star Trek Beyond หลังจากเจ.เจ. เอบรามส์ไปสนุกกับแกแล็กซี ที่อยู่ไกลโพ้น นี่คือผู้กำกับที่เป็นที่รู้จักจากการกำกับหนัง Fast & Furious สามเรื่องติด ลินยอมรับว่ามีความสุขที่หนัง Trek เรื่องที่สาม พาเขาไปสู่ขอบเขตการทำงานที่ไกลออกไป ลินเซ็นสัญญากำกับหนังหลายเดือนก่อนหน้าที่จะเริ่มต้นถ่ายทำ ตามตารางที่วางเอาไว้ ที่สำคัญที่สุด… โดยที่ยังไม่มีบท
“ทุกอย่างที่ผมรู้ตอนเซ็นสัญญาก็คือ ผมมีเวลาสามเดือนครึ่ง แล้วก็เปิดกล้อง ผมต้องคิดอะไรขึ้นมา แล้วก็ทำงานกับคนใหม่ๆ แบบยกทีม แล้วมันก็ คลิก!” ลินพูดพร้อมกับยักไหล่ “นั่นคือการเดินทางของหนังเรื่องนี้” เขาไม่ได้ตั้งใจจะเสียบเข้ามารับงาน อย่างที่ในอินเตอร์เน็ทเมาท์ๆ กันว่า เขาดอดมาฉกเก้าอี้ของ โปรดิวเซอร์/ ผู้เขียนบทที่ทำงานกับหนังเรื่องนี้มานาน อย่าง โรเบอร์โต ออร์ซี “มาถึงตอนนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่ต้องวางแผนเล่าเรื่องราวของ Trek กับทีมเขียนบททีมใหม่ ที่ประกอบด้วย ไซมอน เพ็กก์ และดัง จุง
ลินหัวเราะก่อนที่จะเล่าออกมาถึงการพบกันครั้งแรก ระหว่างเขากับทีมเขียนบท “ผมนำเสนอความท้าทายครั้งใหญ่ให้กับพวกเขา ผมบอกว่า ‘อย่างหนึ่งที่เราจะต้องทำก็คือ ทำลาย Trek ด้วยการกันยานเอนเตอร์ไพรส์ออกไป เราจะต้องทำยังไงกันดี แล้วมันต้องเกิดขึ้นภายในองก์แรกของหนังด้วยนะ’ ไซมอนพูดอย่าง… ‘มันน่าจะเป็นตอนจบของ เอ่อ…’ แล้วผมก็ตัดบท ‘ไม่ เราจะทำมันตอนนี้แหละ’”
ขณะที่ผู้ชมอาจจะคาดหวังจากผู้กำกับที่ไม่เคยขาดแคลนวิสัยทัศน์ แต่อย่าลืมว่างานแอ็คชันของเขาคือสิ่งที่ได้รับคำชื่นชมมหาศาล โดยเฉพาะความสำเร็จกับการเปลี่ยนหนังที่เต็มไปด้วยฉากเสี่ยงตายให้กลายเป็นหนัง ‘ฉก’ ติดล้อ และ กับ Star Trek เขาก็มีวิธีของเขา การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็คือ การเอายานเอนเตอร์ไพรส์ออกไปจากการปฏิบัติการ ทำลายมันทิ้งในฉากระเบิดที่เซ็ทกันไว้อย่างดี ซึ่งจะได้เห็นห้วงอวกาศอันน่าพรั่นพรึงเต็มไปด้วยชิ้นส่วนของยานอวกาศ การสานต่อเรื่องราวอย่างไม่เกรงกลัว กลายมาเป็นการเดินตามสูตรสำเร็จของหนังชุดนี้ ที่ว่าด้วยการยินดีต้อนรับการเปลี่ยนแปลง “การทำลายยานเอนเตอร์ไพรส์ ยังเป็นการทิ้งเกราะหุ้มเพื่อความปลอดภัยออกไปด้วย” ลินบอก “พวกตัวละครอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ยานเอนเตอร์ไพรส์ไม่เคยเปลี่ยน…”
เพ็กก์ เสริมด้วยว่า ไอเดียของลิน อาจจะแหกคอก แต่เขาก็รู้ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร “เขามีไอเดียที่แน่นอน สำหรับฉากต่างๆ อย่างชัดเจนว่า ต้องสร้างอะไรขึ้นมาบ้าง เขาเป็นพวกอัจฉริยะทางด้านการสร้างภาพ” นักแสดงและผู้เขียนบทของหนังกล่าว “เขายังเข้าใจดี ว่ามันต้องมีเรื่องราวที่หนุนหลังด้วย เพราะภาพที่น่าตื่นตาจะกลายเป็นความว่างเปล่า หากปราศจากอะไรสนับสนุน เขามักจะมาหาผมกับดัก แล้วก็บอกว่า ‘ผมอยากจะทำอะไรแบบนี้’ และเราก็จะโพล่งขึ้นมาว่า ‘คุณอยากทำอะไรนะ?!’ แทบทุกครั้ง”
สามทศวรรษจากการเกาะหน้าจอทีวีในตอนเป็นเด็กๆ เห็นได้ชัดว่า ลินภูมิใจกับการได้สร้างรอยประทับของตัวเองให้กับจักรวาลของ Star Trek อย่างที่สุด แต่ก็อาจจะไม่เท่าพ่อและแม่ของเขา “พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจทำหนังเรื่องนี้” ลินพูด “ผมรู้สึกในตอนที่เข้ามารับงานว่า… ‘ใช่ นี่มันคือส่วนหนึ่งในชีวิตผม และถ้าผมจะช่วยอะไรได้ มันก็คุ้มค่าแล้วล่ะ!’ แล้วผมก็คิดว่า ‘พ่อน่าจะภูมิใจมากๆ กับการที่พวกเราตั้งชื่อยานลำหนึ่งตามชื่อของเขา!’”
ลินหัวเราะอย่างมีความสุขตบท้าย ซึ่งน่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดี สำหรับการเดินทางสู่ห้วงอวกาศในครั้งนี้กับ Star Trek Beyond
จากเรื่อง จัสติน ลิน กับจุดเริ่มต้นการเดินทางสู่อีกด้านเหนือความมืดมิดของ Star Trek Beyond โดย ฉัตรเกล้า นิตยสารเอนเตอร์เทน ฉบับที่ 1212 ปักษ์หลังกรกฎาคม 2559


















